จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจยึดทรัพย์สิน โดยเฉพาะกระเป๋าแบรนด์เนมเนมระดับไฮเอนด์จำนวนมากจากบ้านของ "บุ๋ม" จนกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง คำถามสำคัญที่ตามมาในขณะนี้คือ "หากผลการตรวจพิสูจน์พบว่า กระเป๋าแบรนด์เนมเหล่านั้นเป็น 'ของปลอม' ทั้งหมดหรือบางส่วน" จะส่งผลกระทบต่อรูปคดีอย่างไร และในมุมของผู้ครอบครอง การสะสมหรือสับเปลี่ยนเป็นของเกรดมิลเลอร์มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

 


1. ผลกระทบทางกฎหมายและรูปคดี ถ้าเป็นของปลอมจริง

หากผลตรวจจากผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าเป็นของละเมิดลิขสิทธิ์/เครื่องหมายการค้า ทิศทางของคดีจะเปลี่ยนไปในหลายมิติ

 

มูลค่าการยึดอายัดและการชดใช้ความเสียหายลดลง

 

ของจริง กระเป๋าหรูอย่าง Hermes, Chanel หรือ Rolex ถูกมองว่าเป็น "สินทรัพย์" ที่มีมูลค่าสูง สามารถนำไปประมูลขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาเฉลี่ยคืนให้ผู้เสียหายหรือยึดเข้าพูลทรัพย์สินคดีฟ้องฟ้องยึดทรัพย์ได้


ของปลอม: มูลค่าทางบัญชีและราคาประเมินจะดิ่งลงเหลือศูนย์ทันที ไม่สามารถนำมาขายทอดตลาดเพื่อชดใช้มูลค่าความเสียหายในคดีหลักได้


โดนข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์/เครื่องหมายการค้าเพิ่ม

 

การครอบครองของปลอมปริมาณมาก อาจถูกตั้งข้อหาตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (มีไว้เพื่อจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม) เพิ่มเติมจากข้อหาเดิม


น้ำหนักของข้อหา "ฟอกเงิน" 

 

หากตั้งใจใช้กระเป๋าปลอมเพื่อ "ตบตา" เจ้าหน้าที่ว่านำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปแปรรูปเป็นทรัพย์สินหรูหรา อาจถูกมองว่าเป็นพฤติกรรม ปกปิด ซ่อนเร้น หรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงของทรัพย์สิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฟอกเงิน


2. ถ้าเป็นของปลอม...ทำไปเพื่ออะไร?

ในทางอาชญาวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ การนำของปลอมมาครอบครองในคดีระดับนี้ มักมีแรงจูงใจหลักอยู่ 4 ประการ


แรงจูงใจ

คำอธิบายพฤติกรรม

1. เทคนิค "ยักย้ายถ่ายเท" (Swap & Hide)

นำของจริงที่มีมูลค่าสูงไปขายเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือซุกซ่อนไว้ในสถานที่ปลอดภัย แล้วซื้อ "ของปลอมเกรดเทียบแท้" มาวางแทนที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ยึดของปลอมไปแทน

2. สร้างโปรไฟล์ตบตา (Social Proof)

ใช้สร้างภาพลักษณ์ความร่ำรวยน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์เพื่อดึงดูดเหยื่อหรือผู้ร่วมลงทุน โดยใช้เงินลงทุนซื้อของปลอมเพียงหลักหมื่น แต่ได้ภาพลักษณ์หลักล้าน

3. ซื้อโดนหลอกตั้งแต่แรก

ผู้ครอบครองอาจตกเป็นเหยื่อในตลาดมือสองเอง โดยถูกมิจฉาชีพนำของปลอมเกรด Mirror/AAA มาหลอกขายในราคาของจริง

4. สับเปลี่ยนโดยบุคคลรอบข้าง

ทรัพย์สินจริงอาจถูกคนใกล้ชิด ผู้ดูแล หรือบุคคลในบ้านแอบนำไปขาย แล้วนำของปลอมมาวางสลับไว้โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว

 

ไม่ว่ากระเป๋าแบรนด์เนมดังกล่าวจะเป็น "ของจริง" หรือ "ของปลอม" เจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานสอบสวนจะต้องส่งให้ผู้เชี่ยวชาญจากแบรนด์นั้นๆ ตรวจสอบโดยละเอียด หากเป็นของจริง ทรัพย์สินจะเข้าสู่กระบวนการยึดอายัดเพื่อเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย แต่หากเป็นของปลอม ประเด็นสำคัญจะพุ่งเป้าไปที่ "เงินจริงที่หายไป ถูกยักย้ายถ่ายเทไปไว้ที่ใด" ซึ่งจะเป็นเบาะแสสำคัญในการสืบหารายการทรัพย์สินที่แท้จริงต่อไป