เปิดใจจุดยืน “วีระ แสงทอง” แกนนำแรงงานเมียนมา จากเซลส์ขายอัญมณี ก่อนถูกทำร้ายหน้า UN ยืนยันสิ่งที่ทำก็เพื่อความเท่าเทียมในเมียนมา และผลประโยชน์ของไทย
จากกรณีเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา นายวีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงานเมียนมา Bright Future ได้รวมตัวประท้วงที่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ถ.ราชดำเนินนอก ขอให้ไทยยกเลิกศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า หรือ ศูนย์ CI (Certificate of Identity Center - CI) ของรัฐบาลเมียนมาในประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่ออกหนังสือ CI ให้แรงงานไปดำเนินการด้านวีซ่า ใบอนุญาตทำงานในไทย โดยต้องแสดงหลักฐานชำระภาษี 2% และหลักฐานโอนเงินอย่างน้อย 25% กลับประเทศผ่านช่องทางที่รัฐบาลเมียนมารับรอง นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาว่ามีค่าธรรมเนียมสูงกว่าที่ระบุไว้ และมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียมนายหน้าช่วยเดินเรื่อง
การชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมองว่าไม่เป็นธรรม เนื่องจากการขอ CI มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก สร้างภาระทางการเงินให้แรงงานชาวเมียนมาโดยไม่เป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้ใช้บัตรชมพู (บัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทย) เป็นหลักฐานการยืนยันตัวตนเพียงใบเดียว
แต่ระหว่างการชุมนุม ก็มีรถกระจายเสียงของ กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เข้ามาในพื้นที่ ก่อนจะเกิดการปะทะกับนายวีระ และตำรวจได้เข้ามาควบคุมสถานการณ์
กรณีดังกล่าวทำให้เกิดกระแสบนโลกออนไลน์ ทั้งคัดค้านการทำร้ายร่างกาย ขณะที่บางส่วนก็ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของนายวีระ โดยเมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีนี้ ว่านายวีระ ออกมาเคลื่อนไหว ประดิษฐ์วาทกรรม โจมตีรัฐบาลเมียนมาอย่างรุนแรงเหมือนมหาอำนาจตะวันตกเขียนสคริปต์ให้พูดหรือไม่ พร้อมกล่าวว่า ให้กลับไปเรียกร้องที่เมียนมา หากมาทำงานในไทยก็ต้องเคารพกฎหมายไทย แนะรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเนรเทศ ห้ามกลับเข้ามาอีก
วันเกิดเหตุจากปาก “วีระ”
ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยเปิดใจกับนายวีระ แสงทอง เล่าเหตุการณ์ในวันดังกล่าวว่า ในการชุมนุมวันนั้นมีการรวมตัวกันเพียง 4 คน โดยตั้งใจจะชุมนุมกันโดยสงบ ไม่ได้มีการโพสต์เชิญชวนใดๆ ในโซเชียล และได้มีการขออนุญาตชุมนุมอย่างถูกต้อง
หลังจากชุมนุมได้ประมาณ 20 นาที มีรถกระจายเสียงของกลุ่ม ศปปส. และ กลุ่ม ปภส. เข้ามาด่าทอและไล่ให้กลับ พวกตนได้เก็บป้าย และย้ายจุดชุมนุม แต่กลุ่มคนดังกล่าวก็ตามมาไล่ เกิดการทำร้ายตามคลิป ซึ่งตนถูกทำร้ายคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ ที่ชุมนุมไม่ได้โดนด้วย ซึ่งหลังจากเกิดเหตุชุลมุน ตำรวจก็ได้ระงับเหตุและเรียกแท็กซี่ให้ตนเดินทางกลับ
วันต่อมาพวกตนก็ได้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจและเข้าไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ต่อกรณีที่เกิดขึ้น เนื่องจากไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกทำร้าย กรณีก่อนหน้าเกิดขึ้นมากกว่า 1 ปีและยังไม่มีความคืบหน้า ก็หวังว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่
ทั้งนี้เมื่อถามว่าได้มีการประเมินล่วงหน้าหรือไม่ว่าอาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ นายวีระ เผยว่า ก็เคยประเมินไว้ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้ประกาศว่าจัดการชุมนุม และเห็นว่ากลุ่มของนาย “เต้ อาชีวะ” ประธานกลุ่มไทยไม่ทน ประกาศว่าจะเข้ามาขัดขวาง พวกตนจึงตัดสินใจยกเลิก ก่อนมาชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 3 พ.ย. และไม่โพสต์แจ้งข่าวเนื่องจากไม่อยากให้เกิดปัญหา แต่ก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
ในการชุมนุมครั้งนี้มีประเด็นหลักคือคัดค้านศูนย์ CI โดยยืนยันว่า ศูนย์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเสียต่อเฉพาะแรงงานชาวเมียนมา แต่ยังส่งผลเสียถึงคนไทย และชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจในไทยด้วย โดยชี้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งนายจ้างชาวไทยส่วนใหญ่มักจ่ายค่าดำเนินเอกสารต่างๆ ให้แรงงานชาวเมียนมาอยู่แล้ว ทำให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้เชื่อว่าแรงงานเมียนมาส่วนใหญ่ อยากเสียภาษีให้กับรัฐบาลไทยเพียงประเทศเดียว ผ่านระบบบัตรชมพูและใบอนุญาตทำงาน ซึ่งรวมๆ แล้วมีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000 บาท หากผ่านบริษัทนายหน้าตามกฎหมายก็มีค่าดำเนินการอีก3,000 บาท รวมเป็นประมาณ 8,000 บาท
แต่การทำผ่านระบบของศูนย์ CI ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มมาเกือบ 2 หมื่นบาท โดยอาจมีการผ่านนายหน้าหลายทอด และอาจไม่ใช่นายหน้าถูกกฎหมาย นอกจากนี้เงื่อนไขส่งเงินกลับบ้าน 25% หรือคิดเป็นการส่งเงินประมาณ 6,000 บาท ทุกๆ 3 เดือนผ่านช่องทางที่รัฐบาลรับรอง ซึ่งคิดเรทเงินต่ำกว่าสถาบันการเงินอื่นๆ และเจอปัญหาเงินที่ส่งกลับไปไม่ถึงปลายทางอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถูกยักยอก
“แรงงานเมียนมายินยอมและพร้อมจ่ายให้รัฐบาลไทย เขาจ่ายได้มากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ โดยมองว่าไทยเก็บค่าธรรมเนียมถูกมาก หากเทียบกับมิน อ่องหล่าย และมองว่าถูกต้องแล้วเพราะเป็นการทำงานในไทย จึงมาเรียกร้องให้ยกเลิก CI และขอขึ้นตรงกับรัฐบาลไทยเพียงรัฐบาลเดียว”
นายวีระ ยืนยันว่า ตนเองสื่อสารอย่างชัดเจนว่าเป็นการเรียกร้องให้ยกเลิกศูนย์ CI และใช้ระบบบัตรชมพู แต่กลุ่มที่ทำร้ายคนหรือกลุ่มที่มีอคติกับแรงงานอาจคิดอีกแบบหนึ่ง หรืออาจเข้าใจผิดว่าตนมาคัดค้านกฎหมายไทยหรือไม่ ยืนยันว่าที่ทำไปเป็นการรักษาผลประโยชน์ให้แรงงานและคนไทยด้วย
ในส่วนของกระแสความเกลียดชังที่มองว่า ทำไมคนเมียนมาจึงเคลื่อนไหวเรียกร้องในประเทศไทยนั้น นายวีระ ยืนยันว่า ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องจากตำรวจเจ้าของพื้นที่ ซึ่งหมายความว่าพวกตนมีสิทธิในการชุมนุม ซึ่งการชุมนุม หรือเสรีภาพในการแสดงออกก็เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานสำหรับทุกคน
จุดยืนต่อต้านเผด็จการเมียนมา
ส่วนที่มีคนวิจารณ์กรณีการจัดตั้งสหภาพแรงงานเมียนมาในไทยนั้น นายวีระ มองว่า การจัดตั้งสหภาพแรงงานโดยไม่แบ่งแยกอาชีพและเชื้อชาติตามหลักสากลของอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เป็นเรื่องที่ภาคแรงงานในไทยเรียกร้องให้ภาครัฐให้สัตยาบันมาอย่างยาวนาน ซึ่งพวกตนก็เคยเข้าร่วมในการเรียกร้องเนื่องจากมองว่าเป็นสิทธิที่แรงงานทุกคนควรได้รับแต่แรก
อย่างไรก็ดีไม่อยากให้โยงตนเข้ากับเรื่องนี้ เพราะประเด็นหลักที่ตนเรียกร้องและเคลื่อนไหวในปัจจุบัน คือเพื่อต่อต้านมิน อ่องหล่าย, ปกป้องสิทธิเสรีภาพแรงงานเมียนมาในไทย
สำหรับประเด็นที่มีคนขุดคุ้ยประวัติส่วนตัวของตน นายวีระ ยืนยันว่า ไม่มีอะไร แต่คนที่จ้องจะหาเรื่องก็จะหาเรื่องจับผิดไปตลอด ซึ่งตนเคยถูกร้องเรียนต่อกระทรวงมหาดไทยและเคยถูกเรียกไปคุยมาแล้ว ซึ่งตนก็ชี้แจงไปตามปกติและไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นายวีระ เปิดเผยว่า สถานะปัจจุบันของตนคือผู้ถือบัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือ บัตรหมายเลข 0 ของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่เรียกกันว่าบัตร 089 ซึ่งตอนนี้สามารถขอสัญชาติได้แต่ยังไม่ได้ไปดำเนินการ ส่วนที่มีคนไปร้องเรียนไม่ให้ตนขอสัญชาติไทยได้นั้น มองว่าไม่เป็นไร เพราะตนก็ไม่ได้ซีเรียสเรื่องของการสัญชาติมากนัก เพราะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานหลักๆ อยู่แล้ว
นายวีระ ยืนยันกับคนไทยว่า การเคลื่อนไหวของตนเพื่อปกป้องสิทธิแรงงานเมียนมาที่ถูกกดขี่ รวมถึงต่อต้านมิน อ่องหล่ายและเผด็จการในเมียนมา ซึ่งการต่อต้านเผด็จการไม่ใช่ทำเพื่อประชาชนหรือประเทศเมียนมาเท่านั้น แต่เป็นการทำเพื่อคนไทยด้วย เพราะเกือบ 60 ปีตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบันรัฐบาลทหารเมียนมาทำร้ายประเทศไทยทางอ้อม ทั้งในเรื่องของยาเสพติด สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ
“ผมต่อต้านเผด็จการเมียนมา และตอนนี้ที่ต่อต้านศูนย์ CI ก็เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของทั้งชาวไทยและชาวเมียนมา ปกป้องคนไทยจากน้ำมือของมิน อ่องหล่าย ไม่อยากให้โดนปล้น ซึ่งการที่ผมมาจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่ออยากให้เมียนมาเป็นประชาธิปไตยที่ทั่วโลกยอมรับ และไทยก็จะได้อานิสงส์ไปด้วยโดยปริยาย ซึ่งเมียนมาเป็นประเทศที่ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และมีคนเมียนมาจำนวนมากทำงานในไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะงานที่คนไทยไม่ค่อยทำอย่างกรรมกร วัฒนธรรมก็ใกล้เคียงกัน เป็นบ้านพี่เมืองน้อง ไม่ควรต้องมาแบ่งแยก”
จากเซลส์ขายอัญมณีสู่การเรียกร้อง
นายวีระ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผมไม่รู้เรื่องการเมืองอะไรเลย และไม่คิดจะทำเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ผมเป็นเซลส์ขายจิวเวอรี่ ทั้งชีวิตการทำงานคลุกคลีกับโลกของอัญมณีในไทย และเป็นงานที่ทำมาตลอด แต่พอ มิน อ่องหล่าย ปฏิวัติ แรกๆ มีการจัดม็อบที่หน้ายูเอ็นในไทย พอได้ไปร่วมก็รับรู้ว่าเขาปฏิวัติแล้ว
“ไม่ใช่ปฏิวัติในพม่าแล้วพวกผมโกรธ คือเมียนมาก็กำลังจะพัฒนาขึ้นแล้ว หลังจากที่อองซานซูจี เข้ามาปกครองในระยะเวลา 5 ปี แต่พอรัฐบาลทหารยึดอำนาจ เราเลยรู้สึกว่า พม่าจะย้อนเข้าสู่ยุคหินอีกรอบ เพราะสมัยเด็กๆ ผมอยู่พม่าก็เจอยุคหินแบบนี้มาแล้ว เพราะผมเกิดที่ไทย แล้วย้ายกลับพม่า อยู่ประมาณ 5 – 6 ปี แล้วก็กลับมาที่ไทยกว่า 30 ปี”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสในโลกออนไลน์กล่าวหาว่า ไปรับเงินต่างชาติในการมาขับเคลื่อนเรื่องนี้หรือไม่ นายวีระ ตอบว่า “ทุกวันนี้ผมยังขอค่ากับข้าวจากคนโน้นคนนี้อยู่เลย ขนาดผมไปจัดม็อบยังขอสนับสนุนจากเพื่อนเล็กๆ น้อยๆ เป็นเวลากว่า 6 ปีแล้ว ผมไม่ได้รับเงินจากต่างชาติที่ไหน ลองคิดดูว่าถ้าผมรับเงิน จะจัดม็อบได้มากกว่านี้ ไม่ต้องขึ้นรถเมล์ไปประท้วงกันแบบนี้”
“อยากจะบอกกับคนที่ยังไม่เข้าใจว่า ผมทำเพื่อ 2 ประเทศมาตั้งแต่แรก และในอนาคตก็จะทำสิ่งนี้ต่อไป ผมเกิดในไทยรักประเทศไทย ผมทำอะไรก็เพื่อประเทศไทยได้ประโยชน์กว่าอยู่แล้ว”