"สหพันธ์ขนส่งฯ" ยื่น 10 ข้อเสนอตัดต้นทุนทิพย์ ตรึงดีเซล 35 บาท/ลิตร พลังงานแจงตัดภาษีเสี่ยงหนี้ภาระผูกพัน ต้องตามชดใช้ระยะยาว


วันนี้ (4 พ.ย.69) ตัวแทนจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสมาคมภาคีเครือข่ายรวม 13 สมาคม และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ได้เดินทางมาติดตามทวงถามการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน หลังจากก่อนหน้านี้ได้เคยยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ที่กระทรวงพลังงาน

ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมสูงถึง 8.20 บาท หรือเกือบ 10 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยการยื่นหนังสือเรียกร้องในรอบนี้ ได้เพิ่มข้อเรียกร้องเป็น 10 ข้อ ในการเดินทางมาครั้งนี้ สหพันธ์ฯ ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อมอบข้อเรียกร้องเพิ่มเติมอีก 4 ข้อ รวมเป็นทั้งหมด 10ข้อ นอกจากนี้ยังได้ยื่นหนังสือถึง ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อขอให้ช่วยตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว


ประเด็นสำคัญคือ ทวงถามหา “ไอ้โม่ง” และเงินกองทุนน้ำมันที่ติดลบ ประเด็นเน้นย้ำในข้อเรียกร้องเพิ่มเติม 4 ข้อ คือการเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบและติดตามหาตัว “ไอ้โม่ง” ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำมันหายไม่น้อยกว่า 700 ล้านลิตร รวมถึงการบริหารจัดการเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันติดลบมากกว่าแสนล้านบาท ซึ่งทางสหพันธ์ฯ มองว่าเป็นเงินของประชาชนที่ต้องมีผู้รับผิดชอบ และเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการบริหารงานที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนพลังงาน

ทางสหพันธ์ฯ กำหนดกรอบเวลาให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาภายในช่วงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม หากยังคงไม่มีคำตอบหรือการดำเนินงานที่ชัดเจนตามข้อเรียกร้องทั้งหมด สหพันธ์ฯ เตรียมยกระดับการชุมนุมหลังสิ้นสุดช่วงพระราชพิธีต่าง ๆ ในเดือนธันวาคม ซึ่งอาจเป็นการจัดขบวนรถขนส่งขนาดใหญ่ 500ถึง 1,000 คัน เคลื่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

มาตรการรัฐเกาไม่ถูกที่คัน และกังขาเรื่อง “ไอ้โม่ง”-เงินกองทุนน้ำมัน สหพันธ์ฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์มาตรการของรัฐบาล โดยมองว่าการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 นั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เนื่องจากปริมาณการใช้ B20 ในประเทศมีเพียงประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน การกระตุ้นให้ถึง 9-10 ล้านลิตรเป็นไปได้ยาก อีกทั้งประโยชน์ส่วนใหญ่ยังตกอยู่กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประชาชนแทบไม่ได้ประโยชน์ ขณะเดียวกัน เรื่องการปรับลด “ต้นทุนทิพย์” ที่กระทรวงพลังงานอ้างว่าเป็นโครงสร้างใหม่ในรอบ 22 ปีนั้น เป็นเพียงเรื่องส่วนน้อย ไม่ได้แก้ที่แกนปัญหาหลัก ซึ่งสร้างความเสียหายและเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนพลังงานมานานหลายหมื่นล้านบาท


พลังงานแจง ลดภาษีน้ำมันเหลือศูนย์ยาก


ขณะตัวแทนกระทรวงพลังงาน นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน และ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ และ นายพงศ์พล กล่าวกับผู้ชุมนุมว่า ขณะที่ภาคการขนส่งและประชาชนกำลังเผชิญกับสภาวะน้ำมันแพงอย่างหนัก ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงถึงลิตรละ 42.54 บาท และมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลปรับลดราคาน้ำมันลงเหลือ 35 บาทต่อลิตรนั้น ฝ่ายบริหารและกระทรวงพลังงานได้ออกมาชวนสังคมตั้งคำถามและคิดวิเคราะห์ถึงผลกระทบในระยะยาว หากมีการดำเนินมาตรการลดภาษีสรรพสามิตแบบถ้วนหน้า

การที่จะลดราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีปริมาณการใช้อยู่ในระดับสูงที่สุดของประเทศ จากราคาปัจจุบัน 42.54 บาท ลงมาเหลือ 35 บาทต่อลิตรนั้น หมายความว่ารัฐบาลต้องปรับลดราคาลงถึงประมาณ7.50 บาทต่อลิตร การปรับลดราคาในระดับดังกล่าว จำเป็นต้องตัดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ซึ่งปัจจุบันเรียกเก็บอยู่ที่ 7.44 บาทต่อลิตร ออกจนเหลือ 0 บาท

ผลกระทบทางการเงิน ประเทศไทยและประชาชนทุกคน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้ใช้น้ำมัน ต้องร่วมกันแบกรับหนี้ภาระผูกพันสูงถึง 180,000 ล้านบาทต่อปี

ข้อกังวล รัฐบาลตั้งคำถามชวนคิดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้ใช้น้ำมันโดยตรง จะยอมรับการแบกรับหนี้สินผูกพันในระยะยาวเช่นนี้ได้หรือไม่


ทางกระทรวงพลังงานย้ำว่า การยกตัวอย่างภาระทางการเงินที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น การชดเชยภาษีสรรพสามิตในปี 2565 ไม่ได้เป็นการมุ่งโทษรัฐบาลชุดก่อนๆ แต่เป็นการนำข้อมูลจริงมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อมองไปข้างหน้าและหาทางออกที่ยั่งยืน

ดังนั้น รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการวางมาตรการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศอย่างจริงจังและถาวร ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิงหรือระบบไฟฟ้า เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องตกอยู่ในวงจรนโยบายที่สร้างภาระหนี้สินผูกพันในระยะยาวอีกต่อไป