ทำความรู้จัก “เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ” โพลชี้ “เดโมแครต” พลิกคว้าชัย ครองสภาสหรัฐฯ สะเทือนทิศทาง “ทรัมป์” 2 ปีสุดท้าย นักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบเอเชียแปซิฟิก นโยบายต่างประเทศเสี่ยงผันผวนหนัก-เดินหน้าคุมเทคโนโลยีจีน
วันนี้ (3 พ.ย.2026) เป็นวันเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่ชาวอเมริกันจะเข้าคูหาเพื่อเลือกสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ (Congress) ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 435 คน สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 1 ใน 3 จาก 100 คน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญต่อการกำหนดทิศทางนโยบายการบริหารประเทศของสหรัฐอเมริกาทั้งนโยบายภายในและนโยบายระหว่างประเทศ และจะมีผลสะเทือนต่อทุกๆประเทศ รวมถึงประเทศไทย
“เลือกตั้งกลางเทอม” คืออะไร?
สำหรับสหรัฐฯ ประธานาธิบดีจะมีวาระ 4 ปี, สส.มีวาระ 2 ปี และ สว.มีวาระ 6 ปี ซึ่งจะครบวาระแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ทำให้ในการเลือกตั้ง สส.ที่เกิดขึ้นทุก 2 ปี จะมีเพียง สว.ที่ครบวาระต้องเลือกตั้งใหม่เพียง 1 ใน 3
การเลือกตั้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในปีเดียวกับที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี จะถูกเรียกว่า เลือกตั้งกลางเทอม (Midterms Election) เนื่องจากเป็นการเดินทางมาถึงครึ่งทางของวาระ 4 ปี หรือ 1 เทอมของประธานาธิบดี ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของประธานาธิบดีคนนั้นๆ จะส่งผลอย่างมากต่อผลการเลือกตั้ง
สำหรับ สส.สหรัฐฯ มีจำนวน 435 คน ตาม 435 เขตเลือกตั้ง ซึ่งแต่ละรัฐจะมีจำนวน สส.ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนประชากร ขณะที่ สว.มีจำนวนเท่ากันที่รัฐละ 2 คน
ในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2024 ที่ผ่านมา พรรครีพับลิกัน กวาดชัยชนะในทุกสนามการเมือง ทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี และครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาคองเกรส มี สส. 218 ที่นั่ง (เดโมแครต 214 ที่นั่ง อิสระ 1 ที่นั่ง ว่าง 2 ที่นั่ง) และ สว. 53 ที่นั่ง (เดโมแครต 45 ที่นั่ง อิสระ 2 ที่นั่ง)
นอกจากการเลือกตั้งระดับชาติแล้ว ในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังจะมีการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ระดับรัฐในฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เช่น ผู้ว่าการรัฐ อัยการสูงสุดประจำรัฐอีกจำนวนหนึ่งเช่นกัน
คาดเกิด “สึนามิสีน้ำเงิน”
นับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1930s ที่ผ่านมา พรรคการเมืองต้นสังกัดของประธานาธิบดี จะเสียที่นั่งในสภาคองเกรสเฉลี่ย 27 ที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอม มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่ได้ที่นั่งในสภามากขึ้น คือสมัยประธานาธิบดีคลินตันในปี 1998 และประธานาธิบดีบุช ในปี 2002 โดยในยุค “ทรัมป์ 1” การเลือกตั้งกลางเทอมปี 2018 พรรครีพับลิกันเสียที่นั่งในสภาถึง 41 ที่นั่ง
ขณะที่ล่าสุดคะแนนนิยมของ ปธน.ทรัมป์ ตกต่ำลงจนแทบจะเป็นระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ โดยความไม่พอใจส่วนใหญ่มาจากปัญหาค่าครองชีพเพิ่มสูง ปัญหาเงินเฟ้อ และสงครามอิหร่าน
ชาร์ลี คุก นักวิเคราะห์การเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า พรรคเดโมแครตจะกวาดที่นั่ง สส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยอาจได้เพิ่มขึ้น 5-30 ที่นั่ง มากพอที่จะสามารถควบคุมสภาล่าง ในวาระอีก 2 ปีที่เหลือของ ปธน.ทรัมป์ อย่างไรก็ดีในการเลือกตั้ง สว.อาจพลิกกลับมาครองสภาสูงได้ยากกว่า โดยขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งในรัฐที่คะแนนนิยมสูสี
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์หลายคนก็มองว่า แม้จะมีแนวโน้มที่จะเกิด “สึนามิสีน้ำเงิน” หรือการที่พรรคเดโมแครตจะคว้าชัยชนะ แต่ก็อย่าเพิ่งประมาท เพราะเดโมแครตยังมีข้อเสียเปรียบจากวิธีการแบ่งเขตเลือกตั้ง และพรรครีพับลิกันยังมีทุนหาเสียงที่มากกว่า
ทำไมการเลือกตั้งกลางเทอมสำคัญต่อ “ทรัมป์”
แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ จะประกาศว่า ไม่สนใจผลการเลือกตั้งกลางเทอม แต่หากเดโมแครตสามารถครองสภาสูงหรือสภาล่างได้ ก็จะสามารถจำกัดหรือขัดขวางการดำเนินนโยบาย การใช้งบประมาณ และการผ่านกฎหมายของทรัมป์ในวาระที่เหลืออยู่ 2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาสูง ที่เดโมแครตสามารถขัดขวางการแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งระดับสูงได้ ซึ่งตำแหน่งที่สำคัญที่สุดคือ “ศาลฎีกา”
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเกิดการยื่นถอดถอนประธานาธิบดี (Impeachment) ครั้งที่ 3 ของทรัมป์อีกด้วย แม้ว่าทางเดโมแครต จะเคยส่งสัญญาณว่าจะเปลี่ยนเป้าหมายไปยังตำแหน่งอื่นในรัฐบาลแทน เนื่องจากการถอดถอนประธานาธิบดีเป็นไปได้ยาก หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภาสูง
ผลการเลือกตั้งกลางเทอม กระทบ “เอเชีย-แปซิฟิก” อย่างไร
ทุกประเทศทั่วโลกต่างกำลังจับตาผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ รวมถึง “ประเทศไทย” และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักที่สุดจากวิกฤตพลังงาน ที่เกิดขึ้นจากกสงครามระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯและอิสราเอล
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า แม้เดโมแครตจะพลิกมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ก็อาจไม่สามารถหยุดยั้ง ปธน.ทรัมป์ในประเด็นสงครามอิหร่านได้
สตีเวน โอกุน ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร APAC Advisors บริษัทที่ปรึกษาในสิงคโปร์ มองว่า สภาคองเกรสภายใต้เดโมแครตอาจไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงในเรื่องสงคราม ได้มากไปกว่าการเปิดการไต่สวน ตรวจสอบ หรือรุนแรงที่สุดอาจมีการถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลกระทบโดยรวมจากสงคราม
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ รัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจในการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ แต่ทรัมป์อ้างว่าการโจมตีอิหร่านเป็นการป้องกันตนเอง และจนถึงขณะนี้เขายังเพิกเฉยต่อมติของรัฐสภาที่สั่งให้ถอนกำลังทหารอเมริกันออกจากความขัดแย้ง
นอกจากนี้ หากสภาที่ควบคุมโดยพรรคเดโมแครตผ่านกฎหมายจำกัดปฏิบัติการทางการทหารหรือตัดงบประมาณ ทรัมป์ก็ยังสามารถใช้อำนาจวีโต้ (Veto) ยับยั้งได้ และการจะล้มวีโต้ของประธานาธิบดีต้องใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา ซึ่งคาดว่าพรรคเดโมแครตจะมีคะแนนไม่เพียงพอ
- สงครามการค้าและกำแพงภาษี
ในประเด็นของ “สงครามการค้าและกำแพงภาษี” คาดว่าอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลง นักวิเคราะห์มองว่ารัฐสภามีช่องทางน้อยมากในการเข้ามาขัดขวาง ปธน.ทรัมป์ และการเลือกตั้งกลางเทอมน่าจะไม่ส่งผลต่อนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
เมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ ได้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลกจากการประกาศใช้ “ภาษีต่างตอบแทน” (reciprocal tariffs) ในอัตรา 10-50% โดยไทยถูกประกาศเก็บแรกสุดที่อัตรา 36% ก่อนจะมีการพูดคุยเจรจาจนเหลือ 19%
อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาสหรัฐฯ พิพากษายกเลิกมาตรการภาษีนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลทรัมป์ก็หันไปใช้เครื่องมืออื่น โดยในเดือนกรกฎาคม ได้มีการกำหนดภาษี 10% และ 12.5% กับสินค้าจากคู่ค้า 60 ราย โดยกล่าวหาว่า ประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการระงับการนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ในเอเชีย รายชื่อนี้รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอีก 7 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่ายังมีช่องทางที่พอเป็นไปได้ โดย สตีเฟน โอลสัน นักวิจัยอาคันตุกะจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute มองว่า หากมีการ “สั่งสอน” ปธน.ทรัมป์ อย่างรุนแรงผ่านผลการเลือกตั้งกลางเทอม อาจทำให้กลุ่มที่สนับสนุนการค้าเสรีในพรรครีพับลิกันกล้าออกมาคัดค้านนโยบายของทรัมป์ได้
และยังเป็นความหวังเล็กๆ ให้กับประเทศในอาเซียนที่พึ่งพาการค้ากับสหรัฐฯ ว่า สภาคองเกรสอาจช่วยผลักดันให้มียกเว้นหรือข้อยกเว้นกรณีพิเศษ ที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้ส่งออกในภูมิภาค แต่ในการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย อาจต้องรอการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้าในปี 2028
ขณะที่ โจชัว เคอร์แลนท์ซิก นักวิจัยอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) กล่าวว่า สิ่งที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องการมากกว่าเรื่องการค้า คือเรื่องของ “ความมั่นคง” ทั้งในเรื่องของนโยบายการค้าและภาษีที่ชัดเจนมีเสถียรภาพ รวมไปถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งในภูมิภาคที่ประเทศจีน เข้ามาอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้ ซึ่งกระทบกับไต้หวัน และ 5 ประเทศอาเซียน
- ความสัมพันธ์ สหรัฐฯ-จีน
ทิศทางที่คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและมีความเด็ดขาดอย่างชัดเจนที่สุดหลังการเลือกตั้ง คือนโยบายของสหรัฐฯ ในการจำกัดเทคโนโลยีของจีน โดยนักวิเคราะห์มองว่า ไม่ว่าเดโมแครตหรือรีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส รัฐสภาชุดใหม่จะเดินหน้าผ่านกฎหมายควบคุมเทคโนโลยีที่เข้มงวดต่อจีนอย่างแน่นอน เนื่องจากทั้ง 2 พรรคต่างมีความเห็นพ้องต้องกันในประเด็นการเผชิญหน้าทางเทคโนโลยีกับจีน
ร่างกฎหมายสำคัญที่คาดว่าจะถูกผลักดัน คือ ร่างกฎหมายความปลอดภัยในการเข้าถึงระยะไกล (Remote Access Security Act) ซึ่งจะขยายการควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ หรือเทคโนโลยีของสหรัฐฯ, ร่างกฎหมายความมั่นคงชิป (Chip Security Act) ที่จะบังคับให้บริษัทต่างๆ ตรวจสอบสถานที่เก็บชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อป้องกันการรั่วไหลไปยังฝ่ายประเทศคู่แข่ง
นอกจากนี้ยังรวมถึงการควบคุมเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์แบบพหุภาคี (MATCH Act) ซึ่งจะกดดันประเทศพันธมิตร ให้ปรับมาตรการควบคุมเครื่องมือผลิตชิปให้สอดคล้องกับรัฐบาลวอชิงตัน เพื่อกีดกันไม่ให้เทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูงตกไปอยู่ในมือของจีน
“รัฐสภาชุดต่อไปจะผ่านกฎหมายเหล่านี้อย่างแน่นอนโดยไม่เกี่ยงว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมจะเป็นอย่างไร เพราะทั้งสองพรรคต่างเห็นพ้องกันในเรื่องนี้” โอกุนกล่าวพร้อมเสริมว่า “คนที่เข้มงวดน้อยที่สุดกับจีนในตอนนี้ก็คือประธานาธิบดีสหรัฐฯ” โดยอ้างถึงการผูกมิตรของ ปธน.ทรัมป์ และ ปธน.สี จิ้นผิง
ในปีนี้ ปธน.ทรัมป์ และ ปธน.สี จิ้นผิง ได้มีการพบกันแล้ว 2 ครั้ง หลังความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศระอุขึ้นจากสงครามการค้าปีก่อน โดย ปธน. ทรัมป์ ยังได้ชะลอการอนุมัติการขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.7 แสนล้านบาท) ให้แก่ไต้หวัน เพื่อรักษาการสงบศึกทางการค้ากับจีนด้วย
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์บางคนกังวลว่า ทรัมป์ในภาวะ “รัฐบาลเป็ดง่อย” (Lame Duck) จากการถูกยึดสภาโดยเดโมแครต อาจหันไปเน้นใช้อำนาจด้านนโยบายต่างประเทศที่ผันผวน คาดเดายาก และสร้างความไม่แน่นอนให้กับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากยิ่งขึ้น
เจมส์ กิลด์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติอินโดนีเซีย มองว่า นานาชาติอาจได้เห็นนโยบายต่างประเทศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้จากทรัมป์อย่างต่อเนื่อง และพรรคเดโมแครตเองก็มีประวัติไม่ค่อยดีนักในการใช้รัฐสภาเป็นเครื่องมือในการคัดค้านและเอาผิด ปธน.ทรัมป์ ซึ่งต้องจับตาดูว่า พวกเขาจะทำสำเร็จในครั้งนี้หรือไม่
ที่มา : ussc.edu.au, aljazeera


