เปิดผลกระทบ หาก “อิหร่าน” ตัดสายเคเบิลใต้ทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ สะเทือนสัญญาณอินเทอร์เน็ต-ธุรกรรมการเงินประเทศไทยแค่ไหน?
จากกรณีความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการเจรจาได้ และมีโอกาสที่อาจมีปะทะอีกครั้ง ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า “อิหร่าน” อาจโจมตี “สายเคเบิลใต้น้ำ” บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงอาจกระทบกับระบบอินเทอร์เน็ต ระบบการสื่อสารและการทำธุรกรรมทางการเงินทั่วโลกได้
เปิดปม “อิหร่าน” ขู่ตัดสายเคเบิลใต้ทะเล
การขู่โจมตีสายเคเบิลใต้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยอิหร่านใช้เรื่องนี้ในการตอบโต้แรงกดดันทางทหารมาอย่างต่อเนื่อง กรณีล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ต.ค.2569 ที่ผ่านมา นายยาดอลเลาะห์ จาวานี รองหัวหน้าฝ่ายกิจการการเมือง ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) เปิดเผยว่า อิหร่านอาจโจมตีสายเคเบิลใต้ทะเล 7 เส้น ที่พาดผ่านใต้ช่องแคบฮอร์มุซ หากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี
นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่อิหร่าน ที่อ้างว่า สามารถเข้าถึงสายเคเบิลใต้น้ำเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ และมีศักยภาพในการทำลายได้อย่างง่ายดาย และจะขัดขวางการซ่อมแซมหลังการโจมตีเพื่อให้การสื่อสารหยุดชะงักยาวนานขึ้น
นายโมห์เซน เรซาอี เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน ยังได้เตือนเพิ่มเติมว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย เช่น ศูนย์ข้อมูล (data centers) และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI facilities) ก็อาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ เมื่อในช่วงเดือนมีนาคมที่สงครามทวีความสูงสุด อิหร่านได้พุ่งเป้าไปที่ศูนย์บริการ Amazon Web Services (AWS) จำนวน 2 แห่งในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยตรง และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์ของบริษัทอีกแห่งในบาห์เรน โดย IRGC ยังได้ระบุชื่อบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง Microsoft, Google, Apple และ Nvidia ว่าเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมอีกด้วย
ขณะที่ อเล็กซ์ วาตานกา จากสถาบันตะวันออกกลาง (Middle East Institute) ในวอชิงตัน กล่าวว่า คำขู่ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยับยั้งความขัดแย้งระลอกใหม่ สร้างแรงกดดันต่อสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลในภูมิภาคอ่าวอาหรับและบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ เกิดความกังวลต่อการลงทุนของตนเองในภูมิภาคนี้
“เตหะรานต้องการให้กลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่างๆ กดดันประธานาธิบดีทรัมป์ ถึงความเสี่ยงที่นโยบายจะกระทบต่อแผนการลงทุนของพวกเขา”
จะเกิดอะไร หากสายเคเบิลใต้น้ำ ถูกโจมตี
ข้อมูลจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ของสหประชาชาติ พบว่า “สายเคเบิลใต้น้ำ”นำส่งประมาณ 99% ของปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมด
อย่างไรก็ดี สายเคเบิลใต้น้ำมีอยู่ทั่วโลก ไม่ได้รวมกันที่ช่องแคบฮอร์มุซ และระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลกไม่ได้พึ่งพาเครือข่ายเดียว หากเครือข่ายบางส่วนถูกโจมตีหรือขัดข้อง ผู้ใช้งานจะไม่ถูกตัดขาดจากการเชื่อมต่อโดยสิ้นเชิง แต่ทางผู้ให้บริการสามารถเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูลบางส่วนไปยังเครือข่ายอื่นๆ ได้
ซึ่งการเปลี่ยนเส้นทางอาจทำให้ความเร็วของสัญญาณลดลง เกิดความล่าช้าในการรับส่งข้อมูล (Latency) หรือขัดขวางการบริการบางอย่าง อาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงิน อีคอมเมิร์ซ และระบบคลาวด์ได้บ้าง ซึ่งความรุนแรงของผลกระทบก็ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นทางที่ขัดข้องและความจุที่เหลืออยู่ในเส้นทางเชื่อมต่อสำรอง
อลัน มอลดิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ TeleGeography บริษัทวิจัยด้านโทรคมนาคม ระบุว่าหากอิหร่านโจมตีสายเคเบิลดังกล่าวจริง ผลกระทบต่อระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลกอาจอยู่ในวงจำกัด เพราะแบนด์วิดท์ระหว่างประเทศที่ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของทั้งหมด
กระทบระดับภูมิภาค มากกว่าระดับโลก
ข้อมูลจาก TeleGeography ระบุว่า ระบบสายเคเบิลหลัก 3 ระบบที่ให้บริการในเส้นทางนี้ ได้แก่ Asia Africa Europe-1 (AAE-1), FALCON และ Gulf Bridge International (GBI) ถูกวางอยู่ในน่านน้ำของโอมาน เนื่องจากปัจจัยทางการเมืองของอิหร่าน
สายเคเบิลเหล่านี้ เน้นให้บริการแก่ประเทศต่างๆ ในอ่าวอาหรับเป็นหลัก ซึ่งหมายความว่าหากถูกโจมตี ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีจะเกิดกับการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาค มากกว่าระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลกในวงกว้าง โดยอาจขัดขวางการเชื่อมต่อระหว่างประเทศในบาห์เรน กาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้ว่าทั้ง 4 ประเทศจะมีเส้นทางเชื่อมต่อทางบกสำรองก็ตาม
ส่วนซาอุดีอาระเบียพึ่งพาเส้นทางสายเคเบิลในอ่าวอาหรับน้อยกว่า โดยแบนด์วิดท์ระหว่างประเทศส่วนใหญ่ถูกนำส่งผ่านระบบที่ขึ้นฝั่งบนชายฝั่งทะเลแดงของประเทศตัวเอง
เมห์ดี ซาเรมีฟาร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในแคนาดา ได้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Iran International มองว่า คำขู่ของ IRGC คำนวณผลกระทบจากปริมาณรับส่งข้อมูลของสายเคเบิลใต้น้ำทั่วโลกทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะปริมาณที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
หากเกิดการโจมตีอาจมีผลกระทบต่อปริมาณการรับส่งข้อมูลในพื้นที่ข้างต้น แต่ก็ไม่ได้กระทบทั้งหมด โดยเครือข่ายสำรองทางบกและเส้นทางที่ผ่านซาอุดีอาระเบียและอียิปต์ สามารถรองรับปริมาณข้อมูลที่ถูกย้ายมาได้บางส่วน และการที่อิหร่านขู่โจมตีสายเคเบิลใต้น้ำมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเริ่มพิจารณาเตรียมเส้นทางสำรองเอาไว้แล้ว
ทั้งนี้หากอิหร่านได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่างกลุ่มฮูตีในเยเมน และมีการโจมตีสายเคเบิลใต้ “ทะเลแดง” อาจส่งผลกระทบได้รุนแรงกว่าช่องแคบฮอร์มุซ แต่ที่ผ่านมาอิหร่านยังไม่เคยออกมาบอกว่ามีแผนที่จะโจมตีสายเคเบิลในบริเวณดังกล่าว
มอลดิน ระบุว่า ทะเลแดงเป็นเส้นทางรับส่งข้อมูลระหว่างยุโรป แอฟริกาตะวันออก และเอเชีย โดยโครงข่ายความจุข้อมูลที่ส่งผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นประมาณ 3% ของความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศทั่วโลก และคิดเป็นราว 10% ของการรับส่งข้อมูลระหว่างภูมิภาคทั้งหมด
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้สายเคเบิลใต้น้ำในทะเลแดง เคยถูกโจมตีได้รับความเสียหายมาแล้ว แต่ก็มีผลกระทบเพียงบางส่วนและไม่ได้ทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตของทั้งภูมิภาคหยุดชะงัก โดยเมื่อ ก.พ.2024 สายเคเบิลใต้ทะเลแดง เสียหาย 3 เส้น จากการลากสมอของเรือสินค้า Rubymar ซึ่งถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจากกลุ่มฮูตี หรือในเดือน ก.ย.2025 มีสายเคเบิลใต้ทะเลแดงเสียหาย 4 เส้น แต่ก็กระทบการเชื่อมต่อเพียงบางส่วนในพื้นที่ตะวันออกกลางและเอเชีย
ผลกระทบต่อ “ประเทศไทย”
หากมีการโจมตีสายเคเบิลใต้ทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจริง อาจไม่ได้มีผลกระทบต่อประเทศไทยมากนัก ไม่ได้ถึงขั้นอินเทอร์เน็ตล่มหรือไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินได้อย่างที่หลายคนกังวล เนื่องจากโครงข่ายเคเบิลใต้ทะเลของไทยส่วนใหญ่ เชื่อมต่อไปยังสิงคโปร์ โดยบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เคยให้ข้อมูลว่า การเชื่อมต่อระหว่างประเทศไปยังยุโรป มีเพียง 5% เท่านั้นที่ผ่านตะวันออกกลางและไม่ได้ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีการใช้ระบบเคเบิลใต้ทะเล 4 ระบบ แบ่งเป็น 2 ระบบเชื่อมต่อโดยตรงจากประเทศไทย (SMW4 และ AAE1) อีก 2 ระบบ (PEACE และ SMW5) เชื่อมต่อผ่านสิงคโปร์ไปยังยุโรป ซึ่งมีแผนสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินไว้เรียบร้อย
ขณะที่ธุรกรรมทางการเงินหลักของไทยอย่าง พร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด (NITMX) และเซิร์ฟเวอร์ของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้เครือข่ายและศูนย์ประมวลผลในประเทศไทยเป็นหลัก จึงคาดว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่การโอนเงินต่างประเทศ หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซิร์ฟเวอร์ในตะวันออกกลาง อาจเกิดความขัดข้อง ล่าช้าได้บ้าง
ก่อนหน้านี้เมื่อ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา NT เคยออกมาชี้แจงว่า การให้บริการอินเทอร์เน็ตของไทยยังคงมีเสถียรภาพและไม่ได้รับผลกระทบหากมีการโจมตีสายเคเบิลใต้น้ำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และได้เตรียมมาตรการรองรับ ดังนี้
1.โครงข่ายสำรองที่แข็งแกร่ง บริหารจัดการทราฟฟิกผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำรวมทั้งสิ้น 6 ระบบ ครอบคลุมทั้งเส้นทางภาคพื้นดินและทางทะเล หากเกิดเหตุขัดข้องในเส้นทางใด สามารถถ่ายโอนการใช้งานไปยังเส้นทางสำรองได้ทันที มีการจัดหาความจุโครงข่าย (Capacity) บนเส้นทางระหว่างประเทศที่หลากหลายไว้ล่วงหน้า ช่วยกระจายทราฟฟิก ลดความเสี่ยงจากจุดขัดข้องเดียว และรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.กระทบในวงจำกัด โดยปัจจุบันมีระบบเคเบิลเพียง 2 ระบบที่เชื่อมโยงผ่านพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตที่ออกไปยังยุโรปน้อยกว่า 10% ของปริมาณการใช้งานทั้งหมดของประเทศไทย จึงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานในวงจำกัด ที่สามารถควบคุมตามแผนสำรองได้
3.แผนรับมือเชิงรุก เตรียมแผนรองรับผลกระทบทางอ้อม เช่น ความล่าช้าในการรับส่งข้อมูล (Latency) ในบางปลายทาง โดยการปรับเส้นทางการเชื่อมต่อและบริหารจัดการโครงข่ายอย่างเหมาะสม ให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง


