หลังฉากพืชสวนโลก เสียงสะท้อนจาก “หนองแด” จ.อุดรธานี น้ำตาประปาชุมชน ที่หล่อเลี้ยงคนกว่า 4 หมู่บ้าน และวิถีชีวิตชาวบ้านหาปลากำลังจะหายไป จากผลกระทบการปล่อยน้ำเสียจากการจัดงาน ซึ่งเสียงเรียกร้องชาวบ้านเบาลงเรื่อยๆ
ท่ามกลางบรรยากาศความคึกคักของงานมหกรรมระดับโลกอย่าง "งานพืชสวนโลก" ที่ถูกจัดขึ้น ณ พื้นที่ "หนองแด" อ.เมือง จ.อุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 69 - 14 มี.ค. 70 บนพื้นที่ชุ่มน้ำ "หนองแด" จ.อุดรธานี ซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์และการเนรมิตภูมิทัศน์อย่างอลังการเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ทว่าอีกด้านหนึ่งของเหรียญ เสียงจากคนในพื้นที่และนักวิจัยที่ผูกพันกับผืนน้ำแห่งนี้กลับสะท้อนมุมมองที่ชวนให้ตั้งคำถามถึง "ความคุ้มค่า" และ "ผลกระทบ" ที่ชาวบ้านต้องแบกรับ
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ลงพื้นที่คุยกับ สมเกียรติ เหล่าประเสริฐ เครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มรักษ์หนองแด จ.อุดรธานี ที่เกาะติดและทำวิจัยพื้นที่หนองแด ต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2559–2562 (รวม 2 งานวิจัย) เล่าให้ฟังว่า เดิมทีหนองแด คือป่ารกร้างธรรมชาติ แต่เมื่อเมืองขยายตัว เศษปูน เศษดิน จากการรื้อถอนในเมืองกลับถูกนำมาถมทิ้งจนพื้นที่ตื้นเขลินเรื่อยๆ
ด้วยความที่เป็น "ทำเลทอง" หนองแด จึงถูกเล็งนำไปใช้ประโยชน์จากหน่วยงานรัฐมาโดยตลอด
รอบแรก โปรโมตผ่านโซเชียลว่าจะสร้าง "สนามกีฬา" จนชาวบ้านต้องรวมตัวคัดค้าน เพราะเกรงผลกระทบ
รอบสอง อ้างว่าจะขยาย "โรงพยาบาลแพทย์แผนไทย/แพทย์ทางเลือก" แต่พอเห็นแบบจริงกลับกลายเป็น ตึกสูง 10 ชั้น ขนาด 300 เตียง (โรงพยาบาลแผนปัจจุบัน) จนเกิดการตั้ง "กลุ่มอนุรักษ์หนองแด" ขึ้นมาคัดค้าน จนฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องย้ายที่ไป
รอบล่าสุด "งานพืชสวนโลก" ที่ชาวบ้านยอมถอยให้ เพราะหวังว่าจะสร้างงาน สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่
ฝันค้าง "พืชสวนโลก" จ้างแรงงานท้องถิ่นแค่ 134 วัน
แม้ชาวบ้านจะวาดฝันว่างานระดับโลกจะสร้างเศรษฐกิจชุมชน แต่ในความเป็นจริง กลับพบว่าบริษัทเอกชนที่รับเหมาจัดงานได้นำแรงงานมาจากต่างถิ่นเป็นหลัก มีเพียงตำแหน่งแม่บ้านทำความสะอาดประมาณ 20 คน (จากบ้านดอนหวาย) ที่ได้รับการจ้างงานตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ และ มีระยะเวลาจ้างงานเพียง 134 วัน (ตลอดช่วงจัดงาน 1 พ.ย. – 14 มี.ค.) เท่านั้น
นอกจากนี้ ในเชิงระบบนิเวศ การเร่งรัดจัดงานแบบ "สุกเอาเผาไร่" ในช่วงงบประมาณกระชั้นชิด ยังทำให้เกิดภาพสะท้อนที่ขัดตา
"ต้นไม้ถูกขนมาลงแบบทันทีทันใด มีการนำรูปภาพสัตว์ใหญ่ต่างๆ มาติดตั้ง ซึ่งในหนองแดไม่เคยมี สัตว์ธรรมชาติเดิมมีแค่กบ เขียด หนูนา กระต่าย พังพอน และนก ตอนนี้พืชพันธุ์และปลาธรรมชาติเดิมๆ หายไปหมด ปลาหมอช้างเหยียบหรือปลาท้องถิ่นหาจับยากมาก ต้องไปแอบตกตามป่าพงธูปฤาษี"
แม้จังหวัดจะเคยนำพันธุ์ปลามาปล่อยเป็น 10 ล้านตัว และกุ้งก้ามกรามอีก 1 ล้านตัว ให้ชาวประมงพื้นบ้านพอจับขายเลี้ยงชีพได้บ้าง แต่ชาวบ้านก็ยังตั้งข้อสงสัยถึงจำนวนที่ลงสู่แหล่งน้ำจริงและความยั่งยืนในระยะยาว
วิกฤต "ประปาชุมชน" น้ำขุ่นข้น-ต้องซื้อสารส้มแกว่งเองทุกวัน
สิ่งที่เป็นความห่วงใยสูงสุดของชาวบ้านกว่า 1,000 ครัวเรือนรอบหนองแด คือ "คุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน"
ปัจจุบัน ประปาชุมชนทั้ง 4 หมู่บ้านต้องดูแลตัวเอง โดยเฉพาะ บ้านดอนหวาย ที่ประสบปัญหาขาดทุนทุกปี เนื่องจากเป็นระบบประปาแยกใหม่ ผลิตน้ำได้น้อยแต่มีผู้ใช้จำนวนมาก เมื่อมีผู้ใช้น้ำรายใหญ่อย่างพื้นที่จัดงานเข้ามาดึงน้ำไปใช้ร่วมด้วย เครื่องสูบน้ำต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ดันน้ำส่งตรงโดยยังไม่ทันตกตะกอนในถังพัก
ผลกระทบ น้ำประปาที่ไหลตามสายขุ่นมัวทุกวัน การแก้ไขของชาวบ้าน ต้องเจียดเงินซื้อสารส้มกิโลกรัมละไม่กี่บาทมาแกว่งให้น้ำใสเอง ทำให้น้ำมีความกระด้าง เหนียวตัว อาบไม่สะดวก
ทางเลือกที่โดนบีบ จะเปลี่ยนไปใช้ ประปาภูมิภาค ก็เจอค่าขยายเขตและติดตั้งสูงถึง 20,000 กว่าบาทต่อหลังคาเรือน ซึ่งเกินกำลังของชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรและหาเช้ากินค่ำ จึงจำเป็นต้องทนใช้ประปาหมู่บ้านต่อไป
ข้อเรียกร้องจากคนพื้นที่ถึงนักท่องเที่ยว
ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.สัญจร) มีกำหนดการเดินทางมาเปิดงานและติดตามพื้นที่ อดีตนักวิจัยและชาวบ้านหนองแดได้ฝากข้อเรียกร้อง 3 ประการสำคัญ
จัดงบดูแลต่อเนื่อง หลังจบงาน 134 วัน ขอให้มีหน่วยงานรับผิดชอบและงบประมาณชัดเจนในการดูแลต้นไม้ อาคาร สถานที่ ไม่ปล่อยให้ร้างหรือถูกทอดทิ้ง
ยกระดับเป็น "ปอดแห่งที่ 2 ของอุดรธานี" พัฒนาหนองแดให้เป็นพื้นที่ออกกำลังกายและแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ เพื่อช่วยลดความแออัดจาก "หนองประจักษ์" (ปอดแห่งแรก)
ตรวจคุณภาพน้ำรายวัน ขอให้ภาครัฐส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจวัดคุณภาพน้ำหนองแดและประปาหมู่บ้านเป็นประจำทุกวัน เพื่อความปลอดภัยของคนในชุมชน
"อยากฝากถึงทุกคนที่มาเที่ยวพืชสวนโลก ขอให้มาเที่ยวกันให้สนุก แต่เมื่อมาเสพความสุขแล้ว ขอให้มองดูด้วยว่า สิ่งสิ่งนี้ส่งผลกระทบอะไรกับคนในพื้นที่บ้าง ช่วยกันบอกต่อ ช่วยกันรักษา"


