เครือข่ายประชากรข้ามชาติ บุกสภาฯ ยื่น 6 ข้อเรียกร้องจี้รัฐให้สัตยาบัน ILO 87-98 ชี้แรงงานไทยเข้าถึงสหภาพฯ แค่ 1.3% ย้ำสิทธิแรงงานคือรากฐานการค้าเสรีไทย-อียู ไม่ใช่อุปสรรคแข่งขัน
วันที่ 30 ตุลาคม 2569 เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ร่วมกับคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร จัดเวทีแถลงข่าวและยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน เพื่อผลักดันร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฉบับประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม ณ อาคารรัฐสภา
รัฐบาลไร้เจตจำนงทางการเมือง ยื่น 6 ข้อเร่งให้สัตยาบัน ILO 87-98
นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่าย MWG กล่าวว่า เสรีภาพในการสมาคม การรวมตัว และการเจรจาต่อรองร่วมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประเทศไทยมีพันธกรณีระหว่างประเทศรองรับ ขณะที่แรงงานไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ILO ทั้งสองฉบับมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี แม้รัฐบาลไทยเคยให้คำมั่นว่าจะดำเนินการ และมีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมถึงความคืบหน้าจากกระทรวงแรงงาน แต่ยังไม่มีการดำเนินการให้สัตยาบันอย่างเป็นรูปธรรม
นายอดิศร เห็นว่า การตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนถึงการขาดเจตจำนงทางการเมืองในการยกระดับกฎหมายแรงงาน ทั้งที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง ILO และกำลังมุ่งปรับมาตรฐานกฎหมายเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD
ทั้งนี้ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 6 ประการ ให้กระทรวงแรงงานและรัฐบาลเร่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ดังนี้
1. กำหนดเดดไลน์ชัดเจน ต้องกำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัดในการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98
2. ชง ครม. อนุมัติจัดทำข้อเสนอและเร่งนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีมติเห็นชอบการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับโดยเร็ว
3. รื้อกฎหมายภายใน ทบทวนและปรับปรุงกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับพันธกรณีและมาตรฐานสากล เพื่อรับรองสิทธิการรวมตัวและเจรจาต่อรองของ ‘แรงงานทุกคน’ โดยไม่เลือกปฏิบัติ
4. คุ้มครองแรงงานข้ามชาติ กำหนดกรอบเวลาชัดเจนในการรับรองอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว โดยให้กระทรวงแรงงานเป็นแม่งานหลัก เปิดให้ กสม. นายจ้าง ลูกจ้าง นักวิชาการ และภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมจัดทำแผนรับรองอนุสัญญาฯ และแก้กฎหมาย
5. เปิดเวทีหารือ เปิดกระบวนการมีส่วนร่วมกับสหภาพแรงงาน องค์กรนายจ้าง และภาคประชาสังคม เพื่อให้การดำเนินการสอดคล้องกับบริบทของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
6. ใช้โอกาสการค้าให้เป็นประโยชน์ ใช้เวทีเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU FTA) และการสมัครสมาชิก OECD เป็นกลไกยกระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะประเทศที่เคารพสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงานสากลอย่างแท้จริง
เตือนเวทีการค้าบีบไทยต้องรื้อกฎหมายแรงงาน จี้ล้อมคอกบรรษัทข้ามชาติหยุดเอาเปรียบคนงาน
นายเดวิด เวลช์ (David Welsh) ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย องค์กร Solidarity Center กล่าวว่า การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปและกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปกฎหมายแรงงาน โดยรัฐบาลควรมองเป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐาน ไม่ใช่อุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังพบปัญหาการละเมิดสิทธิและการไม่จ่ายค่าจ้างแรงงาน การปรับปรุงกฎหมายจึงควรส่งเสริมเสรีภาพในการสมาคมและทำให้บริษัทข้ามชาติมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแรงงาน
นายเดวิดเสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมายแรงงาน 5 ประการ ได้แก่ กำหนดให้สหภาพแรงงานเป็นรูปแบบหลักของการรวมกลุ่มตามกฎหมาย เปิดโอกาสให้แรงงานทุกคนเข้าถึงสิทธิในการรวมตัว ยกเลิกการแบ่งแยกแรงงานตามประเภทและสถานะการจ้างงาน ลดขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงาน และขยายรูปแบบสหภาพให้สามารถรวมตัวข้ามภาคอุตสาหกรรมได้
นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการเจรจาต่อรองร่วมในระดับอุตสาหกรรม สร้างความเข้าใจว่าการนัดหยุดงานเป็นสิทธิของแรงงาน และแก้ปัญหาการฟ้องปิดปากสหภาพแรงงาน เพื่อให้แรงงานใช้สิทธิได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการตกงานหรือถูกดำเนินคดี
สหภาพแรงงานไทยมีแค่ 1.3% ชี้สิทธิแรงงานคือรากฐานการค้าเสรีไทย-อียู
นายนัฐวุฒิ กาเซ็ม เจ้าหน้าที่อาวุโส มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) กล่าวว่า ข้อมูลจากคณะกรรมการที่ปรึกษาสหภาพแรงงานของ OECD (TUAC) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ระบุว่า มีผู้มีงานทำในประเทศไทยเพียงประมาณ 1.3% ที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน สะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงด้านสิทธิแรงงาน เช่น ประมงและอาหารทะเล
นายนัฐวุฒิย้ำว่า การคุ้มครองสิทธิแรงงานไม่ใช่อุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขัน แต่เป็นรากฐานของการค้าที่เป็นธรรมและยั่งยืน รวมถึงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ การให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ทั้งสองฉบับควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยยกระดับมาตรฐานแรงงานและสร้างความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ซัดรัฐมนตรีทุกยุคตั้งคณะทำงานศึกษาซื้อเวลา ชี้ข้ออ้างแรงงานข้ามชาติตั้งสหภาพ-นายทุนย้ายฐานผลิตไม่จริง
นายสหัสวัต คุ้มคง กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวหลังรับหนังสือข้อเรียกร้องของกลุ่มว่า การเรียกร้องให้ไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO 87 และ 98 เป็นข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานมาหลายสิบปี แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในแต่ละยุคกลับตั้งคณะทำงานศึกษาเพื่อซื้อเวลา ทำให้เรื่องนี้วนเวียนมานาน ทั้งที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้ง ILO
“การเจรจาเข้าเป็นสมาชิก OECD และ FTA ไทย-อียู จะทำให้นานาชาติยกอนุสัญญาสองฉบับนี้ขึ้นมาเป็นเงื่อนไข ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเลิกใช้ข้ออ้างว่าต้องแก้กฎหมายภายในให้สอดคล้องก่อนจึงจะให้สัตยาบันได้ เพราะกรณีอนุสัญญา ILO 188 ไทยก็ให้สัตยาบันก่อน แล้ว ILO จึงส่งผู้แทนเข้ามาช่วยปรับปรุงกฎหมายภายหลัง”
นายสหัสวัตยังชี้แจงว่า ข้อกังวลเรื่องแรงงานข้ามชาติเข้ามาเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานจนกระทบความมั่นคงนั้นไม่เป็นความจริง เพราะการจัดตั้งสหภาพต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย และเป็นการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่เกี่ยวข้องกับแรงงานผิดกฎหมาย มาเฟีย หรือกลุ่มทุนสีเทา เช่นเดียวกับคนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศก็ได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพแรงงานในประเทศนั้น ส่วนข้ออ้างว่านายทุนจะย้ายฐานการผลิตก็ไม่จริง เพราะปัจจัยหลักในการลงทุนคือภาษีและสาธารณูปโภค ไม่ใช่สิทธิแรงงาน


