เส้นแบ่ง "เงินบริจาค" - "บัญชีส่วนตัว" บุ๋ม ปนัดดา เส้นเงิน "มูลนิธิองค์กรทำดี" ลามค่าสร้างบ้าน"ทนายเกิดผล" มอง พิรุธ คนสุดท้ายที่มีอำนาจสั่งจ่ายเงิน แม้ไม่เจตนา แต่อาจต้องชดใช้ทางแพ่ง

สามี และ บุ๋ม - ปนัดดา วงศ์ผู้ดี กลายเป็นประเด็น โดยเริ่มแรกมาจากการรุกที่ดินราชพัสดุ ก่อนจะมีการออกมาแฉเกี่ยวกับเงินมูลนิธิองค์กรทำดี โดยมีผู้ตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใส และการบริหารจัดการเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเคสต่างๆ ขณะ บุ๋ม ปนัดดา ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า มูลนิธิฯ มีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างถูกต้อง สามารถตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์ เงินทุกบาทถูกนำไปใช้ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนตามวัตถุประสงค์ ไม่มีการนำเงินบริจาคไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว แต่ล่าสุดมีเพื่อนสามีของบุ๋ม ออกมาเปิดบัญชี ที่มีมูลนิธิองค์กรทำดี โอนเงินมายังผู้รับเหมารายดังกล่าว แต่ก็มีการโอนคืนไปยังสามีของบุ๋ม


ประเด็นเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี ยังต้องรอคำชี้แจงจากทุกฝ่าย ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ทนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดังและประธานมูลนิธิทนายเกิดผลเพื่อประชาชน วิเคราะห์ถึงเส้นแบ่งกรณีเงินมูลนิธิและเงินส่วนตัวว่า กรณีที่มีข้อกล่าวหาว่า แม้จะมีการจดทะเบียนมูลนิธิเรียบร้อย แต่ยังมีการนำบัญชีส่วนบุคคลมารับบริจาค ที่ยังรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่ถ้าเป็นจริงถือว่าไม่เหมาะสม เพราะเมื่อตั้งเป็นมูลนิธิแล้วบัญชีในการขอรับบริจาคต้องแยกออกจากบัญชีส่วนบุคคลอย่างชัดเจน โดยจะมีคณะบริหาร ซึ่งจะมีการตรวจสอบค่าใช้จ่ายโดยนายทะเบียน แต่ถ้ายังใช้บัญชีส่วนบุคคล เพื่ออ้างว่าเป็นการนำไปใช้จ่ายในงานของมูลนิธิ จะไม่สามารถตรวจสอบได้ แม้เราจะซื่อสัตย์และบอกว่าตรวจสอบได้ แต่ยังเป็นข้อครหาทำให้คนอื่นมองว่าทำไมไม่ทำแบบตรงไปตรงมาทั้งที่เปิดเป็นมูลนิธิแล้ว

บัญชีของมูลนิธิต้องมีความชัดเจน เนื่องจากต้องทำรายงาน แต่บัญชีส่วนตัวไม่ต้องไปทำรายงานใคร คำถามคือแล้วเราจะสามารถตรวจสอบได้อย่างไร เพราะการบริจาคเข้าบัญชีมูลนิธิเป็นการบริจาคเข้าองค์กร การเอาเงินเข้าส่วนบุคคลไม่รู้ว่าให้ด้วยเสน่ห์หา หรือว่าให้ด้วยประโยชน์สาธารณะ แม้ในทางเจตนาจะอ้างด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งในมุมมองส่วนตัวเห็นว่าไม่เหมาะสม


แม้ผู้ที่ให้จะอ้างว่าพิศวาสส่วนตัว ก็ต้องโอนให้ส่วนตัว แต่มาอ้างว่าให้เงินแก่มูลนิธิไม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวก็โอนให้กันไป โดยไม่ต้องอ้างว่ามาให้เพื่อการทำงานของมูลนิธิ แต่ในอีกมุมหนึ่งบุ๋ม ก็สามารถดำเนินการได้ ในส่วนของบัญชี “องค์กรทำดี” ที่เป็นบัญชีส่วนบุคคล แต่พอมาตั้งเป็น “มูลนิธิองค์กรทำดี” ต้องมีคณะกรรมการคอยดูแล ถ้ามีการแบ่งแยกการทำงานที่ชัดเจน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าบุ๋ม ยังคาบเกี่ยวทั้งสองตำแหน่งของ “องค์กรทำดี” และ “มูลนิธิองค์กรทำดี” ถือว่าไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับการโพสต์ขอรับบริจาคต้องมีการชี้แจงให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้คนที่บริจาคสับสน

กรณีบุ๋ม ในเรื่องของเงินบริจาคมูลนิธิ จะอ้างว่าเพิ่งรู้ไม่ได้ แต่ต้องหาหลักฐาน เพื่อมาไล่จับผู้ที่กระทำผิด แต่คำถามคือ มีการโอนเงินไปให้เขาโดยอ้างว่าไม่รู้ได้อย่างไร เพราะการเบิกโอนเงินมูลนิธิ ต้องมีวัตถุประสงค์ในการโอน และมีกระบวนการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจริงไหม

ในกรณีนี้แม้จะมีการเบิกถอนร่วมกัน 3 คน แต่สุดท้ายคนที่มีอำนาจสั่งจ่ายเงิน ซึ่งถ้าคุณบุ๋มเป็นคนสุดท้ายที่มีอำนาจสั่งจ่ายเงิน คุณบุ๋มก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี แม้ว่าลูกน้องจะทุจริต อาจไม่ถึงเป็นคดีอาญา ที่บ่งชี้ว่าเป็นการเจตนาทุจริต แต่ในทางปฏิบัติ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ตัวอย่างเช่น เซ็นสั่งจ่ายเพื่อการก่อสร้างให้กับลูกน้อง แต่ลูกน้องไม่นำเงินบริจาคไปให้ผู้รับเหมา แต่ปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ถือเป็นความประมาท


มุมของกฎหมายตอนนี้ยังถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่ถ้าพบว่ากระทำผิดจริงในเรื่องของเงินมูลนิธิ จะเข้าข่ายความผิดฐานยักยอก แต่ถ้าไม่เข้าข่ายทุจริต แต่สุดท้ายต้องรับผิดชอบทางแพ่งในการชดใช้เงินให้มูลนิธิคืน

คุณบุ๋ม ที่ผ่านมาไม่มีประวัติด่างพร้อย แต่ด้วยความประมาทของเขา ยกเว้นเรื่องเดียวที่ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่ความประมาทคือ การใช้บัญชีควบคู่กันระหว่างบัญชีส่วนตัวกับบัญชีมูลนิธิ ดังนั้นจะต้องมีการหาข้อเท็จจริงของทุกฝ่ายต่อไป


ยุติบทบาทประธานมูลนิธิฯ



 ล่าสุด เพจมูลนิธิองค์กรทำดี ชี้แจงว่า ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ทางมูลนิธิฯ ได้พิจารณาให้คุณปนัดดา วงผู้ดี ในฐานะประธานมูลนิธิฯ ยุติการทำงานในฐานะประธานมูลนิธิฯ และแต่งตั้งให้ นางสาวพรพรรณ ภุมรินทร์ รองประธานกรรมการ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานมูลนิธิฯ เป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ ทางมูลนิธิฯ ขอเรียนแจ้งว่า ทางมูลนิธิฯ ประกาศขอหยุดรับเงินบริจาคทุกช่องทางไว้ จนกว่าการดำเนินการสอบสวนเรื่องข้อมูลการเงินเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารมูลนิธิฯ และพิจารณาการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องจนเป็นที่ยุติแล้ว 

ส่วนกิจกรรมช่วยเหลือสังคม จะยังคงดำเนินการต่อไปตามสภาวการณ์ที่มีช่องทางช่วยเหลือและมีบุคลากรเพียงพอ มูลนิธิฯ ต้องขออภัยมายังทุกท่านด้วย สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด มูลนิธิฯ จะใช้วิธีการและครรลองทางกฎหมายในการดำเนินการทุกภาคส่วนเพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย มูลนิธิฯ ขอความร่วมมือในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงตามสิทธิที่รับรองโดยกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและเข้าใจข้อมูลผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง จนอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใดๆ