ปมที่ดิน "สามี บุ๋ม ปนัดดา" รุกป่า จ.นครนายก รองอธิบดีกรมป่าไม้ มองเข้าข่ายทำให้เสียทรัพย์สาธารณะ ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ราชการ เข้าข่ายจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

เพจชื่อดังอย่าง CSI LA เปิดเบาะแสแฉกรณี “สามีกล้ามโตของพิธีกรหญิงชื่อดัง” นำพื้นที่ป่าสงวนกว่า 100 ไร่ ใน ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก ไปปรับปรุงทำเป็นรีสอร์ตและสนามวิ่งเทรลของ “ก๊อต-อธิป อนันทวรรณ” สามีของ “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” พิธีกรและนักทำงานเพื่อสังคมชื่อดัง

ล่าสุดโฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีนายอธิป อนันทวรรณ สามี บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ใช้ประโยชน์ที่ดินในความดูแลของกองทัพบก เกี่ยวกับรีสอร์ทและสนามวิ่งเทรล จ.นครนายก ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุในความครอบครองของกองทัพบก โดยมี มทบ.12 เป็นหน่วยปกครองที่ดิน และ พล.ร.2 รอ. เป็นหน่วยใช้ประโยชน์ ข้อมูลเบื้องต้นพบลักษณะการเข้าใช้พื้นที่โดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากกองทัพบก และยังไม่ปรากฏการอนุมัติให้เอกชนรายดังกล่าวเช่าที่ราชพัสดุกับกรมธนารักษ์ ทั้งนี้ อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม


แม้กรณีนี้ไม่ได้อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ แต่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ก็อยู่ในพื้นที่ป่า ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ราชพัสดุ ที่มีกฎหมายตั้งแต่ปี 2484 กำหนดเป็นพื้นที่สงวนห้ามของราชการ ให้ราชการทหารใช้ประโยชน์ พอทหารใช้ประโยชน์เสร็จ ต่อมาพอมีกฎหมายที่ราชพัสดุปี 2562 มันก็จะมีบทบัญญัติไว้ว่า ที่สงวนห้ามที่ส่วนราชการใช้ประโยชน์ แต่พอเป็นที่ราชพัสดุก็ไม่ได้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ป่าไม้ เจ้าของจริงๆ คือ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง แล้วก็ทหารใช้ประโยชน์


ตามกฎหมายไม่ได้อยู่ในความดูแลของป่าไม้ แต่ถ้าตามสภาพ คนทั่วๆ ไปมองก็จะเป็นป่า แต่ว่าตามกฎหมายไม่เป็น แต่ว่ามันเป็นพื้นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงการคลัง ทีนี้ถ้าเกิดมีการทำลายพื้นที่ตรงนี้ หรือมีการตัดต้นไม้ตรงนี้ ก็อยู่ภายใต้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา กับกฎหมายแพ่ง พูดง่ายๆ คือ กฎหมายอาญาก็คือมาตรา 360 คือว่า การทำลายหรือทำให้เสียทรัพย์สาธารณะ ทรัพย์สาธารณะมันก็จะมีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วถ้าเกิดทางแพ่ง เขาก็ไปฟ้องร้องค่าเสียหายเรื่องของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้



การรุกล้ำแบบนี้มีเยอะ เช่น ที่ในราชการทหารใช้ประโยชน์ก็มีหลายแห่ง หรือส่วนราชการอื่นใช้ประโยชน์หลายแห่ง ที่ต่างๆ เหล่านี้ พอมีพระราชกฤษฎีกา หรือกฎหมายกำหนดให้เป็นพื้นที่ส่วนราชการใช้ประโยชน์แล้ว มันตกเป็นที่ราชพัสดุโดยผลของกฎหมาย พอเป็นที่ราชพัสดุ โดยผลของกฎหมายมันจะอยู่นอกเหนือจาก พ.ร.บ. ป่าสงวน พ.ร.บ. ป่าไม้


เรื่องการขายต่อ หรือเรื่องการใช้ประโยชน์ผิดประเภท เราต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ ต้องไปใช้กระบวนการในการสืบสวน ว่าทำแบบนั้นจริงหรือไม่ เพราะยังไงที่ของรัฐมันซื้อขายไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเป็นการใช้ประโยชน์ก็ต้องใช้ประโยชน์ให้ตรงตามวัตถุประสงค์


หากไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ส่วนราชการก็ต้องไปดำเนินการ เบื้องต้นก็เหมือนกับต้องไปแจ้งเตือนให้เขากลับมาทำตามวัตถุประสงค์ เรื่องยกเลิกสัญญา หรือถ้าไม่ได้มีสัญญาไว้ก็เป็นการบุกรุก อันนี้ก็ต้องไปว่ากันที่ผู้ใช้ประโยชน์พื้นที่ ซึ่งดูแลพื้นที่ตรงนี้ก็คือ ทหาร กับ ที่ราชพัสดุ แต่กรมธนารักษ์เขายกให้ทหารดูแลแล้ว


อย่าง สวนผึ้ง จ.ราชบุรี หลายพื้นที่เป็นที่ราชพัสดุเหมือนกัน อย่างสวนผึ้งนี่เกือบทั้งอำเภอ มันก็อยู่ในความดูแลของทหาร และตกเป็นที่ราชพัสดุโดยปริยายเหมือนกัน ลักษณะแบบนี้มีเยอะ


ผู้ซื้อ ใครๆ ก็อยากได้ที่ดินราคาถูก และเป็นธรรมชาติ แต่ผู้ซื้อจะต้องมีรายละเอียดนิดนึงก่อนซื้อว่า ที่ดินดังกล่าว 1. สามารถซื้อขายได้หรือไม่ ถ้าซื้อขายได้ก็ต้องมีเอกสารที่ระบุชัดเจน เช่น โฉนดที่ดิน, น.ส.3 ก.หรืออะไรที่ทางราชการอนุญาตให้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือได้ ส่วนที่ดินที่มีการถือครอง เช่น ที่ราชพัสดุ การจะซื้อขายมันทำไม่ได้ แต่สามารถทำเรื่องเช่าสิทธิ์ได้ โดยต้องติดต่อเจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ ให้มีการเช่าให้เรียบร้อยถูกต้อง อย่างในเมืองใหญ่ๆ ก็มีอาคารราชพัสดุที่เราไปเช่าซื้อสิทธิ์ แต่เคสนี้ไม่น่าจะมีการติดต่อกรมธนารักษ์ ถ้ามีก็ต้องมีสัญญามาแสดง


อย่างเคสนี้ชัดเจนว่า เป็นพื้นที่ทางราชการใช้ประโยชน์ และห้ามบุกรุก ห้ามซื้อขาย ห้ามตัดไม้ ผู้ใดกระทำความผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี เพราะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีระบุไว้ในกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าไม่อยู่ภายใต้กฎหมายป่าไม้ ก็จะตกอยู่ภายใต้กฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง ซึ่งกฎหมายอาญาไม่เบา เพราะทำให้ราชการเสียประโยชน์ เป็นเรื่องใหญ่