ถอดพฤติกรรมสลิ้งแตก กรณี “เล้ง แซ่มแล่ม” ทุบรถ-ต่อยผู้หญิง นักอาชญาวิทยา อธิบายผ่านกลไกสมอง ยึดอารมณ์เหนือเหตุผล หากปล่อยเรื้อรัง เสี่ยงกลายเป็นอาชญากร
จากกรณีนายณัฐนนท์ หรือ “เล้ง” อายุ 19 ปี ที่ก่อเหตุหัวร้อนขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามและใช้กำลังทำร้ายร่างกายหญิงสาววัย 27 ปี ที่ขับรถยนต์เก๋ง กลางห้าแยกลาดพร้าว จนได้ฉายา “เล้ง แซ่มแล่ม” หรือวลีไวรัล “เล้ง สลิ้งแตก” ที่เจ้าตัวบอกแพ้เสียงแตร
ต่อมาตำรวจชุดสืบสวน สน.พหลโยธิน และ บก.น.2 สามารถจับกุมตัวนายเล้ง อายุ 19 ปี ได้ โดยเจ้าตัวอ้างว่าไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิง และโมโหที่ถูกรถชนก่อน ทำเอากระแสในโซเชียลเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงพฤติกรรมที่แบบลูกผู้ชายสมัยใหม่ ทำร้ายผู้หญิงทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความคั่งแค้นสะสมกันมาแต่ไหนแต่ไร ไม่สำนึกผิด ขณะถูกคุมตัวไปศาลยังมีท่าทีฉุนเฉียวและแสดงอาการไม่พอใจใส่สื่อมวลชนด้วย
พฤติกรรมนี้ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยว่าทำไมหลายคนเป็นแบบนี้และจะกลายเป็นพวกนิยมใช้ความรุนแรงต่อไปในอนาคตหรือไม่?
ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล นักอาชญาวิทยา อธิบายว่า พฤติกรรม “ฟิวส์ขาด” หรือที่วัยรุ่นเรียกกันว่า “สลิ้งแตก” เป็นการใช้อารมณ์เหนือเหตุผล มักถูกอธิบายผ่านกลไกทางจิตวิทยาและการทำงานของสมองก่อน โดยกลไกหลักคือ การที่คนเราคิดบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออารมณ์ที่รุนแรงเข้ามารบกวนกระบวนการคิดวิเคราะห์ตามเหตุผลปกติของมนุษย์
พฤติกรรมการใช้อารมณ์เหนือเหตุผล มักจะถูกอธิบายในทางจิตวิทยาอาชญากรรมว่า เกิดจากกลไกทางระบบประสาทของคนเรา โดยเมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับสิ่งกระตุ้นอารมณ์ สมองจะทำงานผ่าน 2 ส่วนหลัก คือส่วนที่เรียกว่า “อมิกดาลา (Amygdala)” หรือสมองส่วนอารมณ์ที่ทำหน้าที่ตอบสนองต่อภัยคุกคาม ความกลัว และอารมณ์อย่างรวดเร็ว (Fight or Flight)
หากสมองส่วนนี้ทำงานหนักเกินไป จะเกิดภาวะที่เรียกว่า อมิกดาลาไฮแจ็ค (Amygdala Hijack) คือ ภาวะที่สมองส่วนอมิกดาลา ซึ่งทำหน้าที่จัดการอารมณ์และสัญชาตญาณเอาตัวรอดเข้ามาควบคุมการทำงานและ “ตัดขาด” การทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ใช้เหตุผล ยับยั้งชั่งใจ และคิดวิเคราะห์ หรือบางครั้งก็เรียกว่า “การถูกอารมณ์จู่โจม (Emotional Hijacking)”
กับอีกส่วนคือ สมองส่วนหน้าของคนเราที่เรียก “Prefrontal Cortex” ส่วนนี้จะทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ วางแผน และใช้เหตุผล เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้คนเราเริ่มโกรธ มีอารมณ์พลุ่งพล่าน อารมณ์พุ่งสูงขึ้น ส่วน Amygdala จะทำงานแซงหน้าและตัดการทำงานของ Prefrontal Cortex ทำให้เราตัดสินใจหรือแสดงพฤติกรรมออกไปโดยไม่ผ่านการคิดตรึกตรองด้วยเหตุผล ตรงนี้ ที่จะเกิดอาการที่เรียกว่า ฟิวส์ขาด หรือสลิ้งแตก ตามภาษาวัยรุ่น
หากคนใดคนหนึ่งมีนิสัยแบบนี้เรื่อยๆ ก็จะพัฒนาบุคลิกภาพเป็นพวกขี้โกรธ โมโหง่าย หากยิ่งไม่รู้จักจัดการกับความโกรธจะยิ่งเสี่ยงต่อการไปก่อเหตุ เพราะขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่รู้จักตั้งสติ
ว่ากันว่า คนที่ใช้อารมณ์เหนือเหตุผลมักมีพื้นฐานพฤติกรรมการคิดในรูปแบบ การใช้ความรู้สึกตัดสินความจริง (Emotional Reasoning) เชื่อว่าสิ่งที่รู้สึก เช่น เกิดความรู้สึกวังเวง น่ากลัว แปลว่าสถานที่นี้ต้องอันตรายแน่ๆ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ และอาจเป็นพวกการคิดตีไข่ใส่ไข่ คิดในแง่ร้ายที่สุด ชอบขยายขนาดของปัญหาให้ใหญ่โตเกินจริงตามอารมณ์วิตกกังวล เป็นพวกที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า All-or-Nothing Thinking (การคิดแบบขาว-ดำ) มองโลกแค่สองขั้ว ไม่มีพื้นที่ตรงกลางให้เหตุผลว่า พฤติกรรมคนเรามีถูกบ้างผิดบ้าง แกว่งบ้าง เป็นเรื่องปกติ
หากบุคคลมีพฤติกรรมใช้อารมณ์เหนือเหตุผลเป็นประจำและเรื้อรัง อาจนำไปสู่ปัญหาการใช้อารมณ์และความรู้สึกครอบงำ ใช้อารมณ์ในการสื่อสารทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง และมักจะมองไม่เห็นหนทางแก้ไขปัญหาตามเหตุผลจริง
ส่วนการที่นักข่าวไปสอบถามแล้วยังมีอารมณ์ใส่นักข่าว ไม่แสดงความรู้สึกผิดนั้น ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ ระบุว่า ความรู้สึกผิด (Guilt) เป็นอารมณ์ทางสังคมและศีลธรรมที่ซับซ้อน มีคำอธิบายทั้งเชิงอาชญาวิทยาและระบบประสาทวิทยา การโทษคนอื่นในทางอาชญาวิทยาและจิตวิทยาอาชญากรรมเกี่ยวข้องโดยตรงกับ ทฤษฎีเทคนิคการลดทอนความรับผิดชอบ (Techniques of Neutralization) ของ Gresham Sykes และ David Matza ซึ่งอธิบายว่าผู้กระทำผิดมักใช้กลไกทางจิตวิทยาเพื่อลบล้างความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตนเองก่อนหรือหลังก่อเหตุ หรือเรียกว่า โยนความผิดให้คนอื่นแทน เป็นเทคนิคการปฏิเสธความรับผิดชอบ (Denial of Responsibility) คือ ผู้กระทำผิดมองว่าตนเองไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา แต่เป็นเหยื่อของสถานการณ์ อาจโทษไปที่ความยากจน หรือสิ่งแวดล้อมที่บีบบังคับ
พร้อมทั้งการปฏิเสธความเสียหาย (Denial of Injury) โดยมองว่า คิดว่าสิ่งที่ตนทำลงไปไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนจริง หรือเป็นการกระทำที่ไม่รุนแรง พร้อมทั้งปฏิเสธความเสียหายของเหยื่อ (Denial of the Victim) โดยมองว่าเหยื่อสมควรได้รับผลนั้นแล้ว หรือเป็นการตอบโต้ที่สมควร สาสม และเป็นการ “แก้แค้น” ที่ยุติธรรม เชื่อมโยงกับการกล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) รวมทั้งการประณามผู้ที่ประณามตนเอง (Condemnation of the Condemners) โดยหันไปโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ หรือสังคมว่าไม่ยุติธรรมที่มาตำหนิตน เพราะเหยื่อหรือผู้เสียหายกระทำกับตนก่อน
ยังมีนักอาชญาวิทยา 2 ท่านร่วมกันคือ Gottfredson และ Hirschi ระบุว่า เป็นไปตามทฤษฎี Low Self-Control Theory ที่คนบางคนมีระดับการควบคุมตนเองต่ำ ผู้ที่มีการควบคุมตนเองต่ำมักจะขาดความอดทน และไม่สนผลกระทบระยะยาว ทำอะไรที่ตอบสนองความต้องการให้เกิดความพึงพอใจในทันที จะรู้สึกตื่นเต้น ซึ่งทำให้มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดอาการที่ชาวบ้านเรียกว่า “ฟิวส์ขาด” หรือ เป็นแบบที่ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า “สลิ้งแตก” ลงมือใช้กำลังทะเลาะวิวาท หรือการใช้ความรุนแรง ก่ออาชญากรรม
ส่วนการอธิบายทางประสาทวิทยา อาจจะดูซับซ้อนไปบ้าง เพราะในแง่การทำงานของสมอง ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยสมองส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงส่วนเดียว แต่เกิดจากทำงานร่วมกันของระบบประสาทหลายส่วน โดยมี สมองส่วนหน้า ที่เรียกว่า เวนโทรมีเดียลพรีฟรอนทัลคอร์เทกซ์ (Ventromedial Prefrontal Cortex หรือ vmPFC) เป็นศูนย์กลางหลักในการประมวลผลความรู้สึกผิดร่วมกับระบบควบคุมอารมณ์อื่น ๆ
การศึกษาทางประสาทวิทยาศาสตร์ด้วยการสแกนสมอง (fMRI) ทำงานร่วมกับเครือข่ายสมองหลัก 4 ส่วน ที่ทำหน้าที่ประสานงานกันเมื่อเราเกิดความรู้สึกผิด คือ
- Ventromedial Prefrontal Cortex (vmPFC) สมองส่วนหน้าบริเวณนี้ทำหน้าที่สำคัญที่สุดในการเชื่อมโยงพฤติกรรมของเราเข้ากับมโนธรรม ศีลธรรม และค่านิยมทางสังคม ช่วยให้คนเราประเมินได้ว่าสิ่งที่เราทำลงไปนั้นส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหายให้คนอื่นอย่างไร
- Amygdala (อะมิกดาลา) จะอยู่ในสมองขนาดเท่าเม็ดอัลมอนด์ที่อยู่ลึกเข้าไปในระบบลิมบิก (Limbic System) ทำหน้าที่ประมวลผลอารมณ์เชิงลบ ความกลัว และความวิตกกังวล เมื่อเราทำผิด อะมิกดาลาจะถูกกระตุ้นให้ทำงานเพื่อส่งสัญญาณความเครียดและไม่สบายใจออกมา
- Temporoparietal Junction (TPJ) รอยต่อระหว่างสมองกลีบขมับและกลีบข้าง ทำหน้าที่เกี่ยวกับ “การเข้าใจมุมมองของผู้อื่น” (Theory of Mind) ช่วยให้เรารู้สึกคิด ไตร่ตรองในความรู้สึกคนอื่น หรือรับรู้ถึงสิ่งที่คนอื่นคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา และจินตนาการได้ว่าคนอื่นกำลังเสียใจหรือเดือดร้อนจากการกระทำของเราอย่างไร
- Anterior Insula (อินซูลาส่วนหน้า) จะทำหน้าที่รับรู้สภาวะภายในร่างกายและอารมณ์ (Emotional Awareness) และจะส่งการรับรู้ดังกล่าวไปถึงร่างกาย ทำให้เราเกิดความรู้สึกอึดอัด มวนท้อง หรือรู้สึกผิดเป็นปฏิกิริยาทางกายภาพที่เกิดกับร่างกายจริง ๆ เมื่อรู้ว่าตัวเองทำเรื่องไม่ดีลงไป เช่น อาการสั่น อาการเกร็ง เป็นต้น


