ชะลอเก็บ “ภาษีออกนอกประเทศ” วัดใจรัฐบาล เสียงสะท้อนผู้ประกอบการ “ตัดเนื้อเข้าเนื้อ” เสนอ 3 ทางออก จัดเก็บตาม “ชั้นโดยสาร”
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาษ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องและตัดสินใจ ชะลอการเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ ของกรมสรรพากรออกไปก่อน หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นในช่วงก่อนหน้านี้
กระทรวงการคลังประเมินว่า จังหวะเวลายังไม่เหมาะสม เนื่องจากรัฐบาลต้องการรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง การชะลอครั้งนี้เป็นเพียงภาษีขาออกของกรมสรรพากรเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงมาตรการขาเข้า ค่าเหยียบแผ่นดิน ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และยังไม่มีกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะเลื่อนไปถึงเมื่อใด
เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ชะลอจริง หรือแค่ ถอยตั้งหลัก?
นายโชติช่วง ศูรางกูร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) มองว่า การประกาศชะลอเก็บภาษีดังกล่าวเป็นเพียง “กลยุทธ์ของภาครัฐ” ในการลดแรงต่อต้านจากกระแสสังคมชั่วคราวเท่านั้น
“พูดตรงๆ มันเป็นกลยุทธ์ พอมีกระแสต่อต้าน ไม่ว่าดีหรือไม่ดี คนส่วนใหญ่ก็ต่อต้านไว้ก่อน รัฐเขาก็จะเว้นไว้ แล้วเดี๋ยวก็กลับมาใหม่ พอคนเริ่มชิน กระแสในโซเชียลน้อยลง มันก็จะออกง่ายขึ้น เหมือนตัวภาษีออกนอกประเทศนี้ มันถูกบรรจุอยู่ในงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไปแล้ว รัฐวางเป้ารายได้ไว้สูงถึง 12,000 ล้านบาท ยังไงรัฐก็ต้องเอา เพราะรัฐต้องการหาเงิน”
ข้อสังเกตถึงกระบวนการประชาพิจารณ์ ที่เปิดก่อนหน้านี้ว่า มีคำถาม 13 ข้อ ซึ่งตัวคำถามตีความไปในทิศทางที่สรุปผลตอบรับเป็น “เห็นชอบ” ได้ง่าย ทำให้ผู้ประกอบการมองว่าภาครัฐมีธงในใจอยู่แล้ว
ภาระซ้ำซ้อนธุรกิจทัวร์-สายการบินระบม
หากมาตรการนี้ถูกนำกลับมาบังคับใช้จริง ผู้เดินทางจะต้องแบกรับภาระต่อหัวสูงถึงประมาณ 2,570 บาท แบ่งเป็น
1. ภาษีออกนอกประเทศ เริ่มต้น 1,000 บาท
2. ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท
3. ค่าธรรมเนียมบริการผู้โดยสาร (PSC) 1,120 บาท
ตัวอย่างหากตั๋วเครื่องบินเดินทางจากมาเลเซียมาไทยมีราคาประมาณ 6,000 บาท (ไป-กลับ) ค่าภาษีและค่าธรรมเนียมรวมกันเกือบ 50% ของราคาตั๋ว ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้
สำหรับผลกระทบต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสายการบิน ตามทฤษฎีเมื่อต้นทุนเพิ่ม เอกชนต้องปรับราคาขึ้น แต่ในความเป็นจริง “ทำไม่ได้” เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันสูง หากปรับขึ้นราคาลูกค้าก็จะหนี
“ธุรกิจทัวร์มีมาร์จิ้นต่ำมาก กำไรต่อหัวบางทริปไม่ถึง 1,000 บาท พอเจอภาษีเพิ่มอีก 1,000 บาท แล้วเราบวกราคาเพิ่มไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือยอมตัดกำไรตัวเอง ตัดเนื้อตัวเอง สายการบินก็เจอแบบนี้เหมือนกัน สุดท้ายเมื่อบริโภคกำไรจนหมด วิธีบริหารต้นทุนที่ง่ายที่สุดแต่เจ็บปวดที่สุดคือ การลดพนักงาน ซึ่งกระทบต่อการจ้างงานในภาพรวม”
ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล “เก็บทำไม เก็บเมื่อไร และเก็บอย่างไร?”
ข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างหากรัฐบาลจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีนี้ในอนาคต โดยเน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ
1. เก็บทำไม (ความโปร่งใส) รัฐต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนเหมือนสิงคโปร์หรือยุโรป ที่จัดเก็บเพื่อนำเงินไปพัฒนาสนามบินหรือโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมแสดงตัวเลขและเปิดเผยการจัดสรรงบประมาณทุก 6 เดือน ไม่ใช่เก็บเข้าคลังแล้วหายไป
2. เก็บเมื่อไร (จังหวะเวลา) ควรเก็บเมื่อประเทศมีความพร้อมและมีสิ่งดึงดูดระดับโลก ที่มากพอ เช่น มีสวนสนุกระดับดิสนีย์แลนด์ ซึ่งต่อให้เก็บภาษีเพิ่ม นักท่องเที่ยวก็ยังยินดีจ่าย แต่ปัจจุบันการท่องเที่ยวไทยยังไม่มีสิ่งดึงดูดใหม่ๆ การเพิ่มภาระราคามีแต่จะทำให้เสียเปรียบแข่งขัน
3. เก็บอย่างไร (ความเป็นธรรม) ควรจัดเก็บตาม “ชั้นโดยสาร” (Class of Travel) ยกเว้นชั้นประหยัด (Economy Class) เพราะผู้เดินทางชั้นประหยัดส่วนใหญ่เดินทางด้วยปัจจัยพื้นฐาน หรือบางคนเก็บเงินมาตั้งนานเพื่อเที่ยวสักทริป แต่ไปจัดเก็บจากผู้โดยสารชั้นพรีเมียม (Premium Economy / Business / First Class) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังจ่ายเกินปัจจัยพื้นฐานอยู่แล้ว
“คำถามสำคัญวันนี้ไม่ใช่แค่จะเก็บหรือไม่เก็บ แต่คือเก็บไปทำอะไร และเก็บอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้มาตรการภาษีกลายเป็นการซ้ำเติมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังพยายามฟื้นตัว”


