เมียนมา หนีสงครามเข้าไทย เปิดแรงกดดัน ระบบรัฐไทยไม่มีรองรับ สุดท้ายผลักให้เป็นแรงงานนอกระบบ ทุกครั้งที่เปิดลงทะเบียนต่อใบอนุญาต มีแรงงานเพื่อนบ้านหายไปจากระบบ 3 – 4 แสนคน/ครั้ง


หลังมีการรัฐประหารครั้งล่าสุดในประเทศเมียนมา เมื่อปี 2564 ทำให้มีชาวเมียนมาเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ส่วนหนึ่งนอกจากมาเป็นแรงงานแล้วคือ ต้องการหนีภัยสงคราม แต่ที่ผ่านมาภาครัฐไทย ยังไม่มีระบบที่ดูแลกลุ่มคนเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้มีประชากรในประเทศเพื่อนบ้านหลุดจากระบบจำนวนมาก ในการที่ต้องไปต่อใบอนุญาตแต่ละครั้ง


ซึ่งในงาน เสวนาอัปเดตสถานการณ์การจัดการประชากรข้ามชาติในประเทศไทย ประเด็นการจ้างงาน สาธารณสุข และสิทธิทางการศึกษา อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) วิเคราะห์ว่า ตอนนี้มีการคาดการณ์ว่ามีประชากรข้ามแดนอยู่ในไทย 5.3 ล้านคน และอาจมีมากถึง 6 ล้านคน โดยแบ่งเป็นแรงงานข้ามชาติทางเศรษฐกิจ 2.7 – 3 ล้านคน ส่วนใหญ่ร้อยละ 73.2 มีสัญชาติเมียนมา


ส่วนแรงงานไป-กลับตามฤดูกาล ประมาณ 5,089 คน กลุ่มนี้อยู่ตามชายแดนไทยมีเพียงชาวเมียนมา กัมพูชา ปัจจุบันพอกัมพูชาปิดชายแดน กลุ่มแรงงานชาวกัมพูชาก็หายไปจากระบบ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมริมชายแดน ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนนี้ เริ่มมีผลกระทบขาดแคลนแรงงานในไร่อ้อย

สิ่งที่เป็นความท้าทายในการจัดการของไทย เป็นกลุ่มผู้หนีภัยความขัดแย้งและสงคราม มีประมาณ 1.5ล้านคน ทะลักเข้ามาหลังปี 2564 กระจายตัวตามแนวชายแดนและเมืองใหญ่ รวมถึงผู้ตกค้างใน 9 ศูนย์พักพิง 70,000 คน

กลุ่มผู้แสวงหาที่ลี้ภัยในเมือง 5,000 – 10,000 คน ที่หลบซ่อนตัวในเขตเมืองใหญ่ ไร้สถานะทางกฎหมาย

เดิมเรามีการจัดการกับแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่ส่วนใหญ่เข้ามาในการทำงาน แต่ในโลกยุคใหม่ มีกลุ่มคนที่เป็นประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามามากขึ้น ในกลุ่มที่หนีจากภัยสงคราม ปัญหาหลักของไทยยังไม่มีนโยบายจัดการกับคนกลุ่มนี้ ทำให้คนกลุ่มที่อพยพหนีสงครามพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด จนมีสถานภาพซ้อนทับกันระหว่างผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ต้องกลายเป็นแรงงานเพื่อเอาชีวิตรอด โดยไม่สามารถกลับประเทศได้ ต้องอยู่อาศัยในไทยระยะยาว หรือถาวรโดยไม่มีทางเลือก

ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้ประชากรของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาไทยมากขึ้น เกิดจากกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารของเมียนมา ที่มีเป้าหมายเยาวชน 18 – 35 ปี สำหรับคนที่ถูกเกณฑ์ทหารในฝั่งเมียนมา จะรู้สึกมีความอันตรายต่อชีวิต หลายคนอยู่เฉยๆ ก็มีคนมาลากตัวไป ซึ่งหลังจากมีการบังคับเกณฑ์ทหารมีการประเมินของภาคประชาสังคมไทยและเมียนมาพบว่า มีคนประมาณ 10% ที่หนีการเกณฑ์ทหารมาฝั่งไทย คาดว่าประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งมีทั้งข้ามมาในรูปแบบการเป็นแรงงาน นักศึกษา ผู้ประกอบการรายเล็กๆ

สิ่งที่เจอมากๆ ในแรงงานเมียนมาคือ การใช้เงื่อนไขของหนังสือเดินทางเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องมีปฏิสัมพันธ์ หรือมีความเสี่ยงต้องติดต่อกับรัฐบาลทหารเมียนมา เช่น การทำ CI (Certificate of Identity) หรือเอกสารรับรองบุคคลในแรงงานข้ามชาติ ที่ระบุว่าต้องมีเอกสารให้ครบ และต้องส่งเงินกลับบ้าน25% ผ่านช่องทางที่รัฐกำหนดเท่านั้น โดยต้องเสียภาษีให้รัฐ ชาวเมียนมารุ่นใหม่บางส่วนก็รู้สึกว่าใช้เงินภาษีของพวกเขาไปสนับสนุนความรุนแรงในการทำร้ายประชาชนในประเทศ

แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาที่อยู่ในไทยมีกว่า 90% ของแรงงานข้ามชาติทั้งหมดในไทย ขณะที่ภาครัฐไทยจะมีความต้องการแรงงานข้ามชาติมาก แต่ตัวกลางที่พยุงแรงงานให้อยู่ในระบบไม่มี เลยทำให้ขาดความชัดเจนในเรื่องสถานะในกลุ่มประชากรประเทศเพื่อนบ้านที่หนีมาจากสงคราม


ทุกครั้งที่มีการต่อใบอนุญาตทำงาน จะมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านหายไปจากระบบครั้งละ 3 – 4 แสนคนต่อครั้ง สาเหตุมาจากระบบการขึ้นทะเบียนมีปัญหา ไม่สามารถทำให้ง่ายได้ แม้มีระบบลงทะเบียนออนไลน์ แต่พบว่าระบบไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ เช่นระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานตัวใหม่ ต้องให้แรงงานข้ามชาติมีอีเมล เพื่อเข้าไปใช้ในระบบ ซึ่งแรงงานหลายคนไม่มีอีเมล หรือเคยมีแต่จำรหัสเข้าไม่ได้ เลยต้องมีการจ้างนายหน้าสมัครอีเมลที่จะเข้าระบบให้ ซึ่งมีคนไทยที่รับจ้างเปิดอีเมลให้แรงงานข้ามชาติอยู่ที่ประมาณคนละ 1,000 บาท

ขณะที่ตอนนี้รัฐบาลเมียนมา มีการปรับเปลี่ยนนโยบาย เข้มงวดในเรื่องหนังสือเดินทางมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามบอกกับกระทรวงแรงงานของไทยว่า ถ้าทางเมียนมายังใช้นโยบายแบบขูดรีดแบบนี้อยู่ รัฐบาลไทยควรมีการจัดการแบบฝ่ายเดียว

เมื่อมีประชากรชาวประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ที่หนีภัยสงครามเข้ามามากขึ้น แต่รัฐไทยไม่มีการจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้ที่ชัดเจน เหมือนกับการจัดการในกลุ่มแรงงาน ทำให้คนกลุ่มนี้ต้องหาความปลอดภัยชั่วคราว เช่น ตามแนวชายแดนจะมีบัตรผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำท้องถิ่น ที่ออกให้ชั่วคราว แต่เมื่อส่วนกลางลงไปก็จะถูกจับ หรือบางคนก็กระโดดไปเป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติ แต่ถึงเวลาต้องทำหนังสือเดินทางใหม่ ก็ไม่สามารถแสดงตัวตนได้ โดยการเปิดตัวเองว่าไม่เป็นใครได้ เพราะกลัวถูกควบคุม สิ่งนี้ทำให้ตัวระบบการจัดการริมชายแดนต้องพึ่งพาระบบอำนาจบางอย่างอยู่