รมว.กลาโหม ขันน็อตดึง "บิ๊กโก๋" คุม JIC ไทย–กัมพูชา เสริมทัพข่าวสาร รับศึกซักฟอกฝ่ายค้าน จับตาแบ่งหน้าที่หวั่นภารกิจซ้ำซ้อน สู้ศึกนอกหรือเพื่อกลบปมใน?


การแต่งตั้ง พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี “บิ๊กโก๋” เป็นหัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมชุดใหม่ พร้อมกับรายงานการรับผิดชอบงานด้านการสื่อสารและการดำรงบทบาทผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (JIC) ทำให้เกิดประเด็นที่น่าจับตาทั้งด้านการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ การแบ่งหน้าที่ระหว่างหน่วยงาน และความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรภาครัฐ


แหล่งข่าวในกองทัพ มองว่า ยิ่งเมื่อมีรายงานข่าวว่าคณะทำงานชุดนี้ได้รับมอบหมายให้เตรียมข้อมูลเพื่อรองรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ประเด็นที่ควรตรวจสอบจึงไม่ได้มีเพียงเหตุผลในการแต่งตั้ง แต่รวมถึงความชัดเจนของภารกิจ การประสานงานระหว่างกลไกสื่อสารที่มีอยู่เดิม และผลลัพธ์ที่รัฐจะได้รับจากการจัดโครงสร้างการทำงานครั้งนี้


คำถามคือ การขยับกำลังบุคลากรครั้งนี้เป็นการเสริมประสิทธิภาพการสื่อสารของรัฐให้เป็นเอกภาพมากขึ้น หรือมีรายละเอียดด้านบทบาท หน้าที่ และทรัพยากรที่กระทรวงกลาโหมควรชี้แจงต่อสาธารณชนเพิ่มเติม


คำสั่งมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 69 แต่ข่าวเพิ่งปรากฏวันที่ 19 ตุลาคม 69

คำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุแต่งตั้งคณะทำงานชุดใหม่ โดยกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป


ขณะที่ข่าวเกี่ยวกับการแต่งตั้งเผยแพร่เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 หรือ 18 วันหลังจากวันที่คำสั่งมีผลตามที่ระบุไว้ในเอกสาร


ข้อเท็จจริงสองส่วนนี้ควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน กล่าวคือ วันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันที่คำสั่งกำหนดให้มีผล ส่วนวันที่ 19 ตุลาคมเป็นวันที่ข่าวปรากฏต่อสาธารณะ การที่ข่าวเผยแพร่ภายหลังไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่ามีการลงนามย้อนหลังหรือมีความผิดปกติทางกฎหมาย


อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ห่างกันดังกล่าวเป็นประเด็นที่ควรสอบถามว่า เหตุใดจึงเพิ่งมีการเผยแพร่ข่าวในเวลานั้น คณะทำงานเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมแล้วหรือไม่ และในช่วงเวลาดังกล่าวมีการดำเนินภารกิจใดไปบ้าง


การชี้แจงลำดับเวลาและการเริ่มปฏิบัติงานอย่างชัดเจนจะช่วยให้สาธารณชนเข้าใจการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหมได้ตรงกัน โดยไม่จำเป็นต้องด่วนสรุปถึงเจตนาของผู้เกี่ยวข้อง


เปิดรายชื่อคณะทำงาน 9 นาย


ตามรายชื่อและยศที่อ่านได้จากเอกสารคำสั่ง คณะทำงานชุดใหม่ประกอบด้วย


• พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

• พลเอก กิตติ สมสนั่น เป็นคณะทำงาน

• พลเอก คมกฤช รัตนฉายา เป็นคณะทำงาน

• พลเอก พรมงคล พึ่งเสมา เป็นคณะทำงาน

• พลอากาศเอก นิพนธ์ โพธิ์เจริญ เป็นคณะทำงาน

• พลอากาศเอก นินาท มูลจนะบาตร์ เป็นคณะทำงาน

• พลโท พรชัย มาหลิน เป็นคณะทำงาน

• พลตรี นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ เป็นคณะทำงาน

• พลเรือตรี ชยุต ฉัตรอิสรกุล เป็นคณะทำงาน


รายงานข่าวยังกล่าวถึงประสบการณ์ของบุคลากรในคณะทำงานด้านการสื่อสาร การประสานงาน และการเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงต่อสภา อย่างไรก็ตาม การประเมินประสิทธิภาพของคณะทำงานไม่ควรพิจารณาจากตำแหน่งหรือประสบการณ์ของบุคลากรเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูการแบ่งหน้าที่ กระบวนการทำงาน และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงด้วย


ขอบเขตหน้าที่กว้าง ต้องชี้แจงให้ชัดว่าใครทำอะไร


ตามคำสั่ง ข้อ 2.2 คณะทำงานมีหน้าที่ศึกษาข้อมูล ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย


ส่วนข้อ 3 ระบุให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะทำงานเมื่อได้รับการประสาน

จากข้อความดังกล่าว คำสั่งกำหนดกรอบการทำงานไว้ค่อนข้างกว้าง แต่ไม่ได้แจกแจงรายละเอียดของทุกภารกิจหรือกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานไว้ในข้อความที่ปรากฏ


ประเด็นที่ควรติดตามจึงอยู่ที่การแบ่งความรับผิดชอบของคณะทำงานแต่ละคน การประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และระบบรายงานผลต่อรัฐมนตรี รวมถึงการกำหนดเป้าหมายที่สามารถตรวจสอบได้


เมื่อมีการใช้บุคลากรจากหลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุน การกำหนดบทบาทให้ชัดเจนยิ่งมีความสำคัญ เพราะจะช่วยลดความซ้ำซ้อน ป้องกันความสับสนในการสั่งการ และทำให้ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม


JIC มีหน้าที่อะไร และจะซ้ำซ้อนกับกลไกสื่อสารเดิมหรือไม่


JIC เป็นกลไกประสานข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา มีบทบาทในการสื่อสารข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และสนับสนุนการสื่อสารของภาครัฐในสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหว


ในสถานการณ์ชายแดน การสื่อสารที่รวดเร็วและเป็นเอกภาพมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงานอาจทำให้ประชาชนสับสน และส่งผลต่อความเข้าใจของผู้รับสารทั้งในประเทศและต่างประเทศ


กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกระทรวงการต่างประเทศ ต่างมีภารกิจและช่องทางสื่อสารตามขอบเขตความรับผิดชอบของตนอยู่แล้ว


จึงมีคำถามสำคัญว่า JIC ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานข้อมูลในระดับใด ใครเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ และหากข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ตรงกัน จะมีกระบวนการแก้ไขและสื่อสารให้เป็นเอกภาพอย่างไร


หากกำหนดบทบาทได้ชัดเจน JIC ก็อาจช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารของรัฐได้ แต่หากขอบเขตงานไม่ชัดเจน ก็อาจเกิดคำถามเกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงาน


ประเด็นนี้จึงไม่ใช่การตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการสื่อสารสถานการณ์ชายแดน แต่เป็นการตรวจสอบว่ากลไกที่จัดตั้งขึ้นสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำงานร่วมกับโครงสร้างเดิมได้อย่างไร


เสริมทัพข่าวสาร รับศึกซักฟอก สองภารกิจที่ต้องแยกให้ชัด


รายงานข่าวกล่าวถึงการเตรียมข้อมูลและประเด็นชี้แจงเพื่อรองรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม โดยมีการกล่าวถึง พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในบริบทของการเตรียมรับมือการอภิปรายดังกล่าว


ต้องแยกข้อมูลจากรายงานข่าวออกจากข้อความในคำสั่งแต่งตั้ง เพราะคำสั่งระบุหน้าที่ทั่วไปในการศึกษาข้อมูล ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภารกิจของรัฐมนตรี รวมถึงงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย แต่ไม่ได้ระบุเรื่องการเตรียมข้อมูลรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้โดยตรง


หากมีการมอบหมายภารกิจดังกล่าวจริง ควรชี้แจงให้ชัดว่าเป็นการรวบรวมข้อเท็จจริงและผลการดำเนินงานของกระทรวงเพื่อใช้ตอบข้อซักถามของรัฐสภา หรือเป็นการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อสนับสนุนการชี้แจงของรัฐมนตรีโดยเฉพาะ


การเตรียมข้อมูลสำหรับการตรวจสอบของรัฐสภาเป็นภารกิจหนึ่ง ขณะที่การสื่อสารสถานการณ์ชายแดนผ่าน JIC เป็นอีกภารกิจหนึ่ง แม้ทั้งสองงานอาจเกี่ยวข้องกันในด้านการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล แต่มีวัตถุประสงค์และกลุ่มผู้รับสารแตกต่างกัน


จึงควรมีการแยกผู้รับผิดชอบ กระบวนการทำงาน และผลลัพธ์ของแต่ละภารกิจให้ชัดเจน เพื่อให้การสื่อสารด้านความมั่นคงไม่ปะปนกับการเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงทางการเมือง และเพื่อให้สาธารณชนสามารถประเมินการทำงานของหน่วยงานรัฐได้จากข้อเท็จจริง

งบประมาณต้องเพิ่มขึ้นหรือไม่ และคุ้มค่ากับภารกิจเพียงใด


อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนคณะทำงานชุดใหม่ โดยเฉพาะเมื่อคำสั่งกำหนดให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพสนับสนุนการปฏิบัติงานเมื่อได้รับการประสาน


จากเอกสารคำสั่งที่ปรากฏ ยังไม่มีตัวเลขงบประมาณเฉพาะของคณะทำงานชุดนี้ จึงยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเท่าใด หรือเกิดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนแล้ว


แต่เมื่อมีการใช้ทรัพยากรจากหลายหน่วยงาน คำถามที่ควรได้รับคำชี้แจงคือ มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับคณะทำงานหรือไม่ ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร การประชุม การเดินทาง การผลิตเนื้อหา และการเผยแพร่ข้อมูลมาจากงบประมาณส่วนใด รวมถึงมีการใช้บุคลากรและทรัพยากรร่วมกับหน่วยงานเดิมอย่างไร


นอกจากนี้ ควรมีข้อมูลที่ทำให้ตรวจสอบได้ว่าการทำงานของคณะทำงานรัฐมนตรีกับภารกิจของ JIC มีการแยกความรับผิดชอบด้านค่าใช้จ่ายอย่างไร และมีตัวชี้วัดใดใช้ประเมินประสิทธิภาพของการดำเนินงาน


การมีคณะทำงานใหม่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเพิ่มงบประมาณเสมอไป เพราะอาจใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือการเปิดเผยแหล่งที่มาของค่าใช้จ่าย รูปแบบการสนับสนุน และผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้สาธารณชนประเมินความจำเป็นและความคุ้มค่าของการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีหลักฐาน


ประเด็นที่ควรติดตามต่อ


- ความโปร่งใสด้านเวลา เหตุใดคำสั่งที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมจึงเพิ่งปรากฏเป็นข่าววันที่ 19 ตุลาคม และคณะทำงานได้ดำเนินภารกิจใดไปแล้วบ้าง


- ความชัดเจนด้านอำนาจหน้าที่ คณะทำงานรัฐมนตรี JIC ทีมโฆษก และหน่วยงานด้านการข่าว แบ่งความรับผิดชอบกันอย่างไร


- การตรวจสอบข้อเท็จจริง ใครเป็นผู้รับรองข้อมูลก่อนเผยแพร่ และมีกระบวนการแก้ไขข้อมูลเมื่อพบความคลาดเคลื่อนอย่างไร


- งบประมาณและทรัพยากร มีการใช้งบประมาณเพิ่มเติมหรือใช้ทรัพยากรเดิมร่วมกัน และมีข้อมูลใดแสดงความคุ้มค่าของการดำเนินงาน


- ผลลัพธ์ที่วัดได้ โครงสร้างใหม่นี้ช่วยให้การสื่อสารของรัฐรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นเอกภาพมากขึ้นเพียงใด


 วัดผลจากภารกิจ ไม่ใช่เพียงตำแหน่ง


การมีคณะทำงานที่ช่วยประสานข้อมูลและสนับสนุนการบริหารงานของรัฐมนตรีอาจเป็นกลไกที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ชายแดนที่ต้องอาศัยข้อมูลถูกต้องและการสื่อสารอย่างรวดเร็ว


แต่ประสิทธิภาพของโครงสร้างใหม่ไม่ควรวัดจากตำแหน่งหรือจำนวนบุคลากรเพียงอย่างเดียว หากควรวัดจากความชัดเจนของภารกิจ ความรวดเร็วและความถูกต้องของข้อมูล การลดความซ้ำซ้อน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และผลลัพธ์ที่ประชาชนตรวจสอบได้


ส่วนข้อสงสัยว่าการขยับโครงสร้างครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการเตรียมรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจมากน้อยเพียงใด ยังต้องอาศัยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการมอบหมายงานและการดำเนินงานจริง ไม่ควรสรุปเจตนาของผู้เกี่ยวข้องจากช่วงเวลาการแต่งตั้งเพียงอย่างเดียว


ท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครได้รับแต่งตั้ง แต่คือโครงสร้างนี้เพิ่มประสิทธิภาพให้รัฐได้อย่างไร ใช้งบประมาณเท่าใด และมีหลักฐานอะไรยืนยันว่าภารกิจที่ดำเนินการเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะจริง