เจาะลึกผลประเมิน PISA 2025 กสศ.ชี้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำรอบ 10 ปียังทรงตัว- นักเรียนไทย Growth Mindset ต่ำ เด็กเก่งยากจนเพิ่มขึ้นแต่ยังขาดโอกาส
วันนี้ (20 ตุลาคม 2569) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดบทวิเคราะห์ผลการประเมิน PISA 2025: นัยต่อทิศทางความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาระบบการศึกษาไทย
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า จากผลประเมิน PISA 2025 (Programme for International Student Assessment) พบว่า คะแนนนักเรียนไทยสูงขึ้นทั้ง 3 ด้าน คือด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน เมื่อเทียบผลการประเมินครั้งก่อนในปี 2022 โดยวิทยาศาสตร์เพิ่ม 23 คะแนน (ร้อยละ 5.62) ขณะที่ด้านการอ่าน และคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นด้านละ 13 คะแนน (ร้อยละ 3.43 และ 3.3 ตามลำดับ)
คะแนนวิทย์นักเรียนไทยขยับขึ้น แต่สถานการณ์ยังน่าห่วง
ผู้จัดการ กสศ. ชี้ว่า ผล PISA 2025 ของไทย โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ที่อันดับดีขึ้น 11 อันดับ โดยอยู่ที่อันดับ 53 จากทั้งหมด 91 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ขึ้นจากอันดับที่ 64 ในปี 2022
แม้ผลคะแนนสูงขึ้นจะเป็นสัญญาณบวก แต่ขณะเดียวกันนักเรียนไทย 59.3% มีสมรรถนะต่ำกว่าระดับพื้นฐานในด้านคณิตศาสตร์และการอ่าน และ 36.9% มีสมรรถนะต่ำกว่าระดับพื้นฐานทั้ง 3 ด้าน โดยมีนักเรียนไทยที่มีสมรรถนะสูงทั้ง 3 ด้านเพียงร้อยละ 0.1 เท่านั้น เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในกลุ่มประเทศ OECD อยู่ที่ 2.6% แสดงให้เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะและความสามารถเพื่อการนำความรู้ไปใช้จริง
“Thailand's Lost Talent” เด็กยากจนไทยมีศักยภาพ แต่ขาดโอกาส
ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า นอกจากการประเมินสมรรถนะ 3 ด้านแล้ว OECD ยังจัดให้มีการประเมินด้านพิเศษที่เปลี่ยนไปในการสอบแต่ละครั้ง โดยในปี 2025 เป็นการประเมินการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล วัดสมรรถนะการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ (Computational Problem Solving) และทักษะการกำกับตนเองในกระบวนการเรียนรู้ (Self-regulated Learning) ซึ่งเป็นทักษะที่มีความสำคัญในการต่อยอดสู่การเรียนรู้และการทำงานในโลกดิจิทัล รวมทั้งการทำงานในสายเทคโนโลยี โดยภาพรวมผลการประเมินด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล พบว่านักเรียนไทยอยู่ในระดับค่อนข้างดี เฉลี่ย 476 คะแนน ห่างจากค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ที่ 500 คะแนน เพียง 24 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 40 จากทั้งหมด 91 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ
เมื่อพิจารณาตาม “เศรษฐฐานะ” พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า นักเรียนในกลุ่มยากจนกว่า 2 ใน 3 มีระดับสมรรถนะตั้งแต่ระดับพื้นฐานขึ้นไป ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของนักเรียนกลุ่มดังกล่าว ที่หากพื้นฐานเหล่านี้ได้รับการต่อยอดและเจียระไนต่ออย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสจะสามารถกลายเป็น "เพชร" ที่เข้าไปเติมเต็มภาคอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีที่กำลังขาดแคลนแรงงานและมีความต้องการสูงได้
นักเรียนไทยใช้ AI ในการเรียนสูง แต่ผลลัพธ์ทางการศึกษาอาจไม่สูงตาม
ผลวิเคราะห์ PISA 2025 ยังพบว่า นักเรียนไทย 95.5% ใช้ AI ช่วยทำงานที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียน เช่น สรุปเนื้อหาที่ต้องอ่าน ช่วยในการเรียนรู้ เป็นต้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 86.3% แต่การใช้ AI มากไม่ได้หมายถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นเสมอไป หัวใจสำคัญอยู่ที่การประยุกต์ใช้ AI ให้ส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยพัฒนาการคิดวิเคราะห์ และกระตุ้นให้นักเรียนสร้างความเข้าใจด้วยตนเอง มากกว่าคำตอบสำเร็จรูป
“นักเรียนช้างเผือก” ยังคงรอการเปล่งแสง
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากผลประเมินพบว่า นักเรียนจากครัวเรือนที่ยากจนที่สุดประมาณ 17% ทำคะแนนด้านวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่ม 25% แรกได้ กลุ่มดังกล่าวถือเป็น นักเรียนช้างเผือก (Academically Resilient Students) สะท้อนว่าเด็กที่ขาดแคลนโอกาสมีศักยภาพในการเรียนรู้ ถ้าได้รับการสนับสนุนเหมาะสมและเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาเพียงพอ
สัดส่วนนี้สูงกว่าตัวเลขของไทยในปี 2022 ซึ่งอยู่ที่ 15% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ในรอบการประเมิน PISA 2025 ที่ 12% สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของนักเรียนยากจนไทย
จากแบบสอบถามนักเรียนของการประเมิน PISA 2025 ในข้อคำถามที่เกี่ยวกับ “ความใฝ่ฝัน” ของนักเรียนทั้งด้านการศึกษาและอาชีพชี้ว่า นักเรียนยากจนมากกว่า 85% อยากเรียนและทำงานที่สูงกว่าพ่อแม่ และตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงเกิน 90% ในกลุ่มนักเรียนช้างเผือก
ดังนั้นหากนักเรียนยากจนได้การสนับสนุนเพียงพอจนสำเร็จการศึกษาและประกอบอาชีพที่ดีกว่ารุ่นพ่อแม่ พวกเขาจะก้าวมาเป็น “ประชากรรุ่นทดแทน” ของรุ่นพ่อแม่ และมีแนวโน้มจะช่วยผลักดันผลิตภาพของประเทศให้เพิ่มขึ้น และยังทำให้เกิดการเลื่อนชั้นทางสังคมของประชากร และลดความยากจนข้ามรุ่น ลงด้วย
ความเหลื่อมล้ำในรอบ 10 ปี อยู่ในระดับทรงตัว
ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในการประเมิน PISA 2025 แต่เป็นแนวโน้มที่เกิดต่อเนื่องยาวนาน
ถ้าวิเคราะห์แนวโน้มของช่องว่างในระดับคะแนนเฉลี่ย ระหว่างกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนที่สุด 25% ของประเทศ (Quartile 1 หรือ Q1) กับกลุ่มครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวย 25% บนสุดของประเทศ (Quartile 4 หรือ Q4) พบว่า ช่องว่างในการประเมิน PISA 2025 ลดลงเมื่อเทียบกับรอบ PISA 2022 คือลดลงประมาณ 11 คะแนน เนื่องจากคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในกลุ่มยากจนเพิ่มขึ้น 29.36 คะแนน ขณะที่นักเรียนในครัวเรือนที่รวยที่สุดทำคะแนนเพิ่มขึ้นเพียง 18.53 คะแนน
ถ้ามองแนวโน้มในภาพรวมในรอบทศวรรษที่ผ่านมา (2015 - 2025) พบว่าช่องว่างคะแนนดังกล่าวลดลงเพียง 2 คะแนน และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ยังคงอยู่ อีกนัยหนึ่งการปรับเพิ่มขึ้นของระดับคะแนนระหว่าง PISA 2022 - 2025 เป็นเพียงการปรับฐานและฟื้นฟูผลกระทบต่อสมรรถนะผู้เรียนที่เกิดในช่วงโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังไม่ส่งผลให้เกิดการลดลงของช่องว่างความเหลื่อมล้ำในผลลัพธ์การเรียนรู
คุณภาพการศึกษาต้องจับมือกันพัฒนาทั้งระบบ
ผศ.ดร.สหวรัชญ์ ชี้ว่า หากดูปัจจัยทางจิตวิทยา 7 ด้าน พบว่าเด็กไทยมีความมุมานะสูงเมื่อเทียบค่าเฉลี่ย OECD แต่มีระดับกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ต่ำ โดยอยู่ที่แค่ 36% โดยไม่มีความเชื่อมั่นว่าความสามารถของตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ยังพบว่านักเรียนไทยมีแนวโน้มถูกกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ถึง 2 เท่า ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อเรื่อง Growth Mindset เช่นกัน
นอกจากนี้เด็กไทยยังได้คะแนนการสนับสนุนจากครอบครัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และลดลงจากปี 2022 แม้ว่าครอบครัวจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยพบว่านักเรียนที่ผู้ปกครองมีปฏิสัมพันธ์ด้วยอย่างสม่ำเสมอมีแนวโน้มทำคะแนนได้สูงกว่า
นักเรียน 1 ใน 3 อยู่ในโรงเรียนที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ด้านวัสดุการเรียนการสอน ขาดแคลนทรัพยากรดิจิทัล หรือทรัพยากรมีคุณภาพต่ำ ซึ่งหากทรัพยากรไม่พอส่งผลให้คะแนนทางด้านวิทยาศาสตร์ลดลง เช่น หากทรัพยากรดิจิทัลไม่พร้อมทำให้คะแนนทางวิทยาศาสตร์ลดลงกว่า 31%
ผศ.ดร.สหวรัชญ์ ชี้ว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการเพิ่มคะแนนสอบ แต่ต้องพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กทุกคนได้พัฒนาศักยภาพเต็มที่ ทั้งการส่งเสริมกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการเรียนรู้ การสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน ตลอดจนการจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาตามความจำเป็นของผู้เรียนและบริบทของโรงเรียน
ขณะเดียวกัน ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงการพัฒนาวิชาชีพเข้ากับการเรียนการสอนในห้องเรียนจริง พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ โดยไม่ละเลยการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การรู้เท่าทันข้อมูล เท่าทันโลก และความสามารถในการประเมินความน่าเชื่อถือของเนื้อหา
สำหรับการประเมิน PISA 2029 จะให้ความสำคัญกับด้านการอ่าน รวมถึงทักษะการรู้เท่าทันสื่อและปัญญาประดิษฐ์ (Media and AI Literacy) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกที่ข้อมูลและเทคโนโลยีมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ
ผศ.ดร.สหวรัชญ์ เน้นย้ำว่า การนำข้อมูลจาก PISA ไปใช้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาสามารถยกระดับทั้งคุณภาพและความเสมอภาคได้อย่างยั่งยืน และทำให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง


