ฝรั่งเศส จลาจลเผา-ทำลาย เขย่าเชื่อมั่นรัฐบาล “มาครง” ปรากฏการณ์โดมิโน ในยุโรป สะท้อนปัญหาการเมืองทางสายกลาง ที่อาจไม่ทันการเปลี่ยนแปลง “นักวิชาการ” มอง เรื่องปากท้องส่งผลกระทบทั่วโลก บทเรียนยุโรปหันมองถึงไทย

            เหตุจราจรในฝรั่งเศส เกิดความตึงเครียดตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.69 โดยมีประชาชนเข้าร่วมม็อบกว่า 500,000 คน โดยต้นเหตุมาจากวิกฤตการศึกษา ขาดแคลนครู ค่าครองชีพพุ่ง สินค้า พลังงานราคาแพง รัฐบาลตัดลดงบประมาณ สวัสดิการภาครัฐ

            จนล่าสุด ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าว ประณามความรุนแรงปล้นร้านค้า ย้ำว่าการประท้วงทำได้ แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง สั่งลงโทษผู้ก่อเหตุขั้นสูงสุด

            เน้นมาตรการมั่นคง สงบเรียบร้อย หลายคนจับตาว่านี่อาจเป็นระเบิดเวลาก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปีหน้า ขณะเดียวกันก็ยังมีการประท้วงในประเทศ เบลเยียม โปรตุเกส แอลเบเนีย ที่มาจากต้นเหตุปากท้องเช่นกัน 

      


      นี่อาจเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมืองที่ว่าด้วยปากท้องของประชาชนในหลายประเทศในยุโรป ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง อาจารย์ อาทิมา ชื่นจิตร์ หัวหน้าหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต ม.รังสิต วิเคราะห์ว่า จุดเริ่มของการออกมาประท้วงจะมาจากความไม่พอใจในระบบการศึกษาของนักเรียน ด้วยโครงสร้างการจัดการที่ทำให้ครูไม่เพียงพอกับนักเรียน โดยเฉพาะงบประมาณในการจัดการสอน ยิ่งในโรงเรียนที่อยู่นอกพื้นที่กรุงปารีส จะมีผลกระทบอย่างหนัก 

            ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจของฝรั่งเศส ที่ตอนนี้มีแผนในการตัดลดงบประมาณรัฐสวัสดิการที่ให้กับประชาชน เนื่องจากรัฐบาลมีหนี้สาธารณะค่อนข้างสูง เลยมีความพยายามในการจัดการงบประมาณใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

การประท้วงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แต่สะท้อนถึงปัญหาการบริหารงานและการยอมรับทางนโยบาย

            ก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยเผชิญการประท้วงใหญ่มาแล้วหลายรอบ เช่น การประท้วงภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2018 และการปฏิรูประบบบำนาญในปี 2023

ด้วยความที่ฝรั่งเศสใช้ระบบเลือกตั้งประธานาธิบดีแบบ 2 รอบ ซึ่งมักจะได้ผู้นำสายกลาง ที่คนส่วนใหญ่รับได้ และไม่ได้มีแนวคิดสุดโต่ง 

จุดอ่อนของนโยบายสายกลาง แม้ระบบสายกลางจะช่วยเน้นการประนีประนอม แต่ในบางสถานการณ์ นโยบายที่เน้นสายกลางอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือทันท่วงที จนส่งผลให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจในที่สุด 

 


นัยสำคัญของการนำโดยกลุ่ม Gen Z และคนรุ่นใหม่

 

            กลุ่มแกนนำและผู้เข้าร่วมการชุมนุมรอบนี้มีสัดส่วนของคนรุ่นใหม่และ Gen Z สูงมาก ซึ่งสะท้อนมิติทางการเมืองที่น่าสนใจ

             ความตระหนักรู้ทางการเมือง Gen Z ทั้งในฝรั่งเศสและหลายประเทศทั่วโลก ตระหนักว่าเรื่องการเมืองส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาโดยตรง หากต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคม ก็ต้องเริ่มต้นที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 

 คุณค่าทางประชาธิปไตย เติบโตมาพร้อมกับความเชื่อมั่นในคุณค่าของประชาธิปไตย และเชื่อว่าอำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ผ่านการแสดงออก การชุมนุม หรือการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 

 


 

ท่าทีของรัฐบาลและการเรียกคืนความเชื่อมั่น

 

ต่อกรณีที่ประธานาธิบดีมาครงออกมาระบุว่าจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและไม่ยอมอ่อนข้อ ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น ดังนี้ 

1.การจัดการกลุ่มฉวยโอกาส ต้องแยกแยะระหว่างผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องปัญหากับกลุ่มที่ฉวยโอกาสก่อความไม่สงบ

2.การฟื้นฟูความเชื่อมั่น ในช่วงท้ายของรัฐบาลก่อนจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในปีถัดไป มาครงจำเป็นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา นำประเทศเข้าสู่ภาวะปกติ และเปิดพื้นที่เจรจาทางการเมืองเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน 

 

 

ปรากฏการณ์โดมิโนในยุโรปและบทเรียนถึงไทย

การประท้วงในยุโรป หลายประเทศ เช่น โปรตุเกส เบลเยียม และแอลเบเนีย ก็กำลังเผชิญการชุมนุมประท้วงเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่มีรากฐานมาจากปัญหาค่าครองชีพ ความตึงเครียดระหว่างประเทศ (เช่น สหรัฐฯ-อิหร่าน) ปรากฏการณ์โดมิโนจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับศักยภาพของรัฐบาลแต่ละประเทศในการรับมือและแก้ไขปัญหา

 


สถานการณ์การชุมนุมในฝรั่งเศสยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ไปจนถึงช่วงการเลือกตั้งใหญ่ในเดือนเมษายนปีหน้า เว้นแต่รัฐบาลจะสามารถประคองสถานการณ์ และแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและค่าครองชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

บทเรียนสำหรับประเทศไทย ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพและผลกระทบทางเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกัน บทบาทและการตอบสนองของระบบการเมืองภายในประเทศจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับแรงกดดันเหล่านี้