เครือข่ายแรงงานยานยนต์ไทย เตรียมทวงถามรัฐบาล เสี่ยงถูกเลิกจ้าง 24% รถไฟฟ้านำเข้าตีตลาด เสนอปรับขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าทั้งคัน เป็นร้อยละ 35 - 50 ทันที วางมาตรการรักษาฐานผลิตรถกระบะ


หลังการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไทย ที่มีการจ้างแรงงานไทยซบเซาอย่างหนัก แม้ก่อนหน้านั้นเครือข่ายแรงงานมีการยื่นหนังสือข้อเรียกร้องไปกับรัฐบาลแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน และเพื่อให้ข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นต่อรัฐบาลได้รับการพิจารณาและนำไปสู่แนวทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เครือข่ายแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จำนวน 23 คน จากทุกค่ายรถยนต์ จะเข้าไปติดตามข้อเรียกร้องกับรัฐบาล โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นประธานในการติดตามข้อเรียกร้อง ในวันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ.ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานศูนย์ดำรงธรรม ทำเนียบรัฐบาล


โดยข้อเสนอของเครือข่ายแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อรัฐบาล มีดังนี้


ตามที่อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่โอบอุ้มการจ้างงานแรงงานไทยกว่า 850,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมทุกขั้นตอนการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการแข่งขันจากรถยนต์นำเข้า และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจหดตัว


จากสถิติล่าสุดพบว่า อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนมียอดการผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนการเลิกจ้างแรงงานสูงถึงร้อยละ 24 ของภาคการผลิตทั้งหมด หากภาครัฐไม่มีมาตรการเชิงรุกเข้ามาเพื่อรองรับและแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที คาดการณ์ว่าผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์จำนวนมากจะต้องปิดตัวลง และจะส่งผลให้พี่น้องแรงงานฝีมือไทยจำนวนมากมีความเสี่ยงที่จะ ตกงาน สูญเสียการจ้างงานฉับพลันทันที


ในนามของเครือข่ายแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พวกเรามีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ยานยนต์และความมั่นคงของแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเพื่อให้การสนับสนุนจากรัฐ นำไปสู่ การจ้างงาน การสร้างมูลค่าเพิ่ม การเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะของแรงงานไทย ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะยาว จึงขอเสนอมาตรการเร่งด่วนต่อท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เพื่อโปรดพิจารณาบัญชาการอย่างเร่งด่วน ดังต่อไปนี้

สิทธิประโยชน์จากรัฐ ต้องแลกกับงานและมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย

รัฐบาลควรปรับโครงสร้างมาตรการส่งเสริมการลงทุนและภาษีให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง รถยนต์ที่นำเข้าทั้งคัน กับ รถยนต์ที่ผลิตและสร้างการจ้างงานในประเทศไทย ขอเสนอให้รัฐบาล


ปรับปรุงโครงสร้างทางภาษีระหว่างรถสันดาป (ICE) รถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในประเทศให้มีโครงสร้างทางภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม


ปรับภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) เป็นร้อยละ 35 - 50 โดยทันที เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างรถนำเข้าและรถที่ผลิตในประเทศ และลดความเสียเปรียบด้านต้นทุนของการผลิตในประเทศไทย รวมถึงลดทอนผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ภายในประเทศ ทั้งนี้ ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับข้อเสนอที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนได้เสนอรัฐบาลแล้ว


ทบทวนสิทธิประโยชน์สำหรับรถยนต์ที่ได้รับการส่งเสริม โดยเชื่อมโยงกับ การจ้างงานไทย การใช้ผู้ผลิตในประเทศ และมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตเข้ามาลงทุนและสร้างฐานการผลิตในประเทศไทย




ดูแลปกป้องและรักษาซัพพลายเชน (Supply Chain Protection) ทั้งระบบ

ขอเสนอให้รัฐบาล

ยกระดับเกณฑ์ Local Content ให้สะท้อน Thai Value Added ไม่ใช่เพียงการนำชิ้นส่วนมาประกอบในประเทศไทย โดยกำหนดให้มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70


พิจารณาเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้า (FTA) ในอนาคตอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตกลงการค้าเสรี TH-EU FTA เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศและห่วงโซ่อุปทานของไทยในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นจากความตกลงการค้าเสรี ASEAN-China FTA


กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ EV ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐต้องมี แผนพัฒนาและจับคู่ธุรกิจกับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย และจัดซื้อชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตในไทยที่มีศักยภาพในการผลิตได้ เช่น แชสซี ตัวถัง ชิ้นส่วนโลหะ และชิ้นส่วนร่วม (Common Parts) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเดิมสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิต EV และรักษาการจ้างงานในประเทศ


ให้ความสำคัญกับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย โดยเฉพาะ SMEs และผู้ผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดิม พร้อมสนับสนุนให้มีการยกระดับมาตรฐานและเทคโนโลยีเพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากผู้ผลิต EV


กำหนดระบบติดตามและประเมินผลสิทธิประโยชน์ หากผู้ได้รับสิทธิไม่สามารถทำตามเงื่อนไขการผลิต การจ้างงาน การใช้ผู้ผลิตในประเทศไทย หรือการพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย ต้องมีมาตรการลดหรือระงับสิทธิประโยชน์




รักษาฐานการผลิตไทย โดยเฉพาะรถกระบะ พร้อมพาอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่อนาคต


ประเทศไทยไม่ควรทิ้งฐานการผลิตที่สร้างขึ้นมาหลายทศวรรษ โดยเฉพาะ รถกระบะที่เป็น Product Champion และห่วงโซ่ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ขอเสนอให้รัฐบาล


กำหนดรถกระบะเป็น ผลิตภัณฑ์ยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรักษาฐานการผลิตและการจ้างงานในประเทศ


สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วน HEV, EV และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ผลิตไทยสามารถต่อยอดขีดความสามารถเดิมไปสู่ตลาดและเทคโนโลยีใหม่


ส่งเสริมการผลิตรถยนต์สันดาป โดยรัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจ โดยการสนับสนุนงบประมาณและ/หรือมาตรการทางภาษี เพื่อดึงดูดให้นักลงทุน ยังคงผลิตรถยนต์สันดาปทุกรุ่นในประเทศไทยเป็นประเทศสุดท้ายของโลก (และใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในช่วงเปลี่ยนผ่าน) ซึ่งเรามีความพร้อมและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เพื่อคงการจ้างงานในระยะยาว


ส่งเสริมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทน (REM - Replacement Equipment Manufacturer): รัฐบาลสามารถสนับสนุนงบประมาณและมาตรการทางภาษี เพื่อผลักดันให้ไทยเป็น "ศูนย์กลางอะไหล่ทดแทนของภูมิภาค" สำหรับรถยนต์สันดาป (ICE) และไฮบริด (HEV) เนื่องจากในอีก 10-20 ปีข้างหน้า รถยนต์รุ่นเก่าทั่วโลกยังจำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนและอะไหล่ในการซ่อมบำรุง ซึ่งจะช่วยยืดอายุและสร้างรายได้ให้โรงงานและแรงงานไทยไปได้อีกยาวนาน


อุดหนุนการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนไฮบริด รัฐช่วยสมทบทุน 30% - 50% (Co-matching Fund) ให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยในการพัฒนาชิ้นส่วนสำหรับระบบไฮบริด (HEV) ซึ่งยังคงต้องใช้เครื่องยนต์สันดาปทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อยืดอายุห่วงโซ่อุปทานเดิม




รัฐต้องลงทุนกับแรงงาน ไม่ปล่อยให้แรงงานเป็นผู้จ่ายต้นทุนของการเปลี่ยนผ่าน



การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมต้องไม่หมายความว่าแรงงานต้องเป็นผู้รับภาระด้วยการตกงาน สูญเสียรายได้ หรือมีทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ขอเสนอให้รัฐบาล


จัดตั้ง กองทุนเปลี่ยนผ่านแรงงานยานยนต์ เพื่อสนับสนุนการรักษาการจ้างงาน การฝึกอบรม และการเปลี่ยนผ่านไปสู่งานใหม่


การสนับสนุนค่าจ้างแก่สถานประกอบการ ให้กับโรงงานยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ดั้งเดิม (ICE/HEV) โดยต้องมีเงื่อนไขเรื่อง การรักษาการจ้างงาน และการ Upskill Reskill และเปิดโอกาสให้แรงงานและสหภาพแรงงานมีส่วนร่วม


พัฒนาทักษะตาม ความต้องการจริงของตลาดแรงงาน ไม่จำกัดเฉพาะ EV ระบบไฟฟ้า หรือระบบอัตโนมัติ แต่รวมถึงดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ การผลิตขั้นสูง การควบคุมคุณภาพ การบำรุงรักษา โลจิสติกส์ เทคโนโลยีสีเขียว และอุตสาหกรรมใหม่


จัดทำระบบรับรองทักษะและประสบการณ์ของแรงงาน เพื่อให้สามารถนำทักษะไปใช้ในการทำงานในอุตสาหกรรมอื่นได้


การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม คือ รัฐและนายจ้างต้องร่วมกันรับผิดชอบต้นทุนของการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่ผลักภาระให้แรงงานรับเพียงฝ่ายเดียว




สนับสนุนกระตุ้นตลาดรถกระบะและโครงการอุ้มฐานการผลิตเดิม (รถเก่าแลกรถใหม่)



ปรับหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อรถกระบะ (Pick-up Loan) ขอให้รัฐบาลประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อผ่อนปรนความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อสำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถกระบะ เช่น รัฐอุดหนุนเงินดาวน์ หรือส่งตรงมีคืน ให้กับลูกค้าที่ผ่อนชำระตรงงวดจนครบแล้วมีเงินคืน หรือโครงการผ่อนคนละครึ่งระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้เกิดการกระตุ้นกำลังซื้อรถกระบะ



มาตรการ "รถเก่าแลกรถใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อม" เสนอให้รัฐบาลจัดทำโครงการนำกระบะที่มีอายุการใช้งานเกิน ๑๕ ปีขึ้นไป (ซึ่งปล่อยมลพิษสูง) มาแลกซื้อรถกระบะรุ่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมันและผ่านมาตรฐานไอเสีย รวมถึงรถไฮบริด HEV โดยรัฐสนับสนุนเงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม/ภาษีสรรพสามิต



เราไม่ได้ขอให้ประเทศไทยหยุดการเปลี่ยนแปลง แต่ขอให้ประเทศไทยไม่ทิ้งสิ่งที่เราสร้างมา เมื่อรัฐให้สิทธิประโยชน์ ต้องสร้างงานเพิ่ม ได้มูลค่าเพิ่ม และได้ความสามารถในการแข่งขันของไทยกลับคืนมา และเราไม่ขอให้ค่ายรถ EV ซื้อทุกอย่างจากคนไทย แต่เราขอให้รัฐบาลไม่ปล่อยให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่สร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาหลายสิบปีถูกตัดออกจากห่วงโซ่การผลิต เพียงเพราะประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจาก ICE ไปสู่ EV เราเรียกร้องให้รัฐบาลทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยและคนไทย การลงทุนจากต่างประเทศต้องสร้างงานให้คนไทย ชิ้นส่วนต้องสร้างมูลค่าให้ผู้ผลิตไทย เทคโนโลยีต้องสร้างความสามารถให้ประเทศไทยและการเปลี่ยนผ่านต้องสร้างทักษะและโอกาสใหม่ให้แรงงาน


พวกเราเชื่อมั่นว่า การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นความต้องการ จากมาตรการที่เสนอมานี้ จะเป็นโล่กำบังไม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยล่มสลาย และช่วยรักษารากฐานห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ให้อยู่คู่กับระบบเศรษฐกิจและพี่น้องแรงงานไทยต่อไปได้อย่างยั่งยืน