ประชาธิปัตย์ VS ภูมิใจไทย ตลอดวันนี้ (16 ต.ค.69) ทั้งสองฝั่งสวนกันยับ “มุมสีฟ้า” เปิดหน้าด้วยวาทกรรม “โง่-ห่วย-เลว” ขณะที่ “มุมน้ำเงิน” โต้ทันควัน 
นักวิชาการ วิเคราะห์ ลีลาการเมืองยุคเก่าเชือดเฉือน ผสานการเมืองยุคใหม่ พรรคประชาชน ศึกนี้ไม่จบแค่ในวงอภิปราย

ตลอดวันนี้ (16 ต.ค.69) การเมืองร้อนระอุทั้งการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ตัวแทนฝั่ง “มุมน้ำเงิน” และตัวแทนฝ่ายค้าน “มุมสีฟ้า” ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จนเกิดวาทะ “โง่-ห่วย-เลว” ถือเป็นการโหมโรงก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันที่ 27 – 29 ตุลาคม 2569 ถือเป็นการเปิดฉากแบบหมัดต่อหมัด ระหว่างพรรคฝ่ายค้านสายเก๋าเกมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่การกลับมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคอีกครั้งของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เรียกเสียงสนับสนุนจากแฟนคลับให้กลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่

หากไล่เรียงการโต้ตอบกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์ วันนี้ (16 ต.ค.69) ไล่กันตั้งแต่ จุดเริ่มต้น ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยกรอบการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารงานของรัฐบาลใน 3 ประเด็น พร้อมใช้วาทกรรมสรุปว่าเป็นความ “โง่-ห่วย-เลว”

ส่วนภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร ออกมาตอบโต้โดยย้อนประวัติศาสตร์การบริหารเศรษฐกิจยุควิกฤตต้มยำกุ้ง เรื่องหนี้ IMF โดยเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ ย้อนมองผลงานอดีตของตนเองด้วย ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ย้อนถามว่าวาทกรรมดังกล่าวพูดถึงรัฐบาลหรือพูดถึงตัวเอง พร้อมระบุว่า เป็นวาทกรรมของพรรคที่เคยมี สส. 100 กว่าเสียง แล้วลดลงเหลือเพียง 10 กว่าเสียง มาพูดใส่พรรคที่เคยมี 10 กว่าเสียงจนเติบโตมาเป็นเกือบ 200 เสียง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการโต้ตอบของทั้งสองฝั่งแบบรัวๆ เช่นเดียวกับการโต้กันถึงประเด็นของ “สส.ไอเดียร์” น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ถึงการตรวจสอบทรัพย์สินของสามี


การเปิดฉากโต้กันยับของ พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคภูมิใจไทย นี่คือท่าทีก่อนการอภิปราย หรือนี่คือ “การเปิดหน้าท้ารบ” ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ว่า ท่าทีการโต้ตอบทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงพื้นที่คุ้นเคยของพรรคประชาธิปัตย์ ในความเป็นฝ่ายค้านในตำนานที่คนไม่เคยลืมบทบาทในการตรวจสอบ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของประชาธิปัตย์คือ วาทะที่เชือดเฉือน แต่อดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า การเมืองแบบประชาธิปัตย์ ถ้าเทียบกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ที่มีจังหวะการนำเสนอข้อมูลอย่างมีลำดับ

“พรรคประชาชน เหมือนพรรคฝ่ายค้านในรุ่น 2.0 แต่ประชาธิปัตย์เป็นรุ่น 1.0 หรือ 1.5 คือก็มีความจำเป็น ยังสามารถเก็บเกี่ยวคนชอบการเมืองสไตล์ประชาธิปัตย์ แต่การเมืองสมัยใหม่ต้องว่าด้วยหลักฐาน ลดพื้นที่วาทกรรมสาดโคลนเพื่อด้อยค่าฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นงานถนัดของประชาธิปัตย์ แต่กรณีของพรรคประชาชน ที่เป็นฝ่ายค้าน จะเป็นในลักษณะตัวบุคคล แต่ไม่ออกมาในนามพรรค ซึ่งถ้าว่ากันตามการเมืองยุคใหม่ พรรคประชาชน เข้าใกล้การเมืองในอุดมคติมากกว่า”

พรรคประชาธิปัตย์ กว่า 80 ปี ของการก่อตั้งพรรคมา การเมืองไม่แปลกไปจากเดิมเท่าไหร่นัก แม้จะเป็นสถาบันการเมืองที่เก่าแก่ แต่ก็ต้องมีการยกระดับ เลยทำให้หลายคนเป็นห่วงว่าภาพอย่าง ดร.การดี เลียวไพโรจน์ นักการเมืองน้ำดี ไม่น่าจะเล่นการเมืองในโทนวาทกรรม น่าจะวางพื้นที่ให้เป็นการเมืองคุณภาพในแถวหน้า

แต่เมื่อสงครามวาทกรรมทางการเมืองยิ่งปูดยิ่งเชือดเฉือน จะยิ่งทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน โดดเด่นกว่าฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ชอบการเมืองแบบใหม่ แต่แฟนคลับรุ่นเก่าของพรรคประชาธิปัตย์ ก็อาจจะชอบแบบนั้น แต่อย่าลืมว่า การเมืองมันยกระดับความคิดคนมากขึ้นเรื่อยๆ ประชาธิปัตย์ จะเล่นการเมืองแบบเดิม โดยไม่หาแนวร่วมคนรุ่นใหม่เพิ่มเติม ก็อาจต้องมาตั้งคำถามว่าพอใจกับบทบาทแบบนี้หรือไม่


เมื่อสอบถามว่า การที่พรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคประชาชน จะเพิ่มความหนักแน่นในศึกอภิปรายครั้งนี้หรือไม่ ผศ.ดร.วันวิชิต วิเคราะห์ว่า ทั้งสองพรรควางยุทธศาสตร์การเป็นฝ่ายค้านที่บรรจบกัน เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ก็พยายามแสดงศักยภาพบุคลากรที่มีให้โดดเด่นมากขึ้น ขณะที่พรรคประชาชนก็จะมีบุคคลที่มีข้อมูลในการอภิปรายค่อนข้างแน่น

ในมุมกลับกัน ถ้ามองไปยังท่าทีของพรรคภูมิใจไทย ฝั่งรัฐบาลที่วันนี้ โต้ตอบกันแบบทันควัน ก็ต้องยอมรับว่าน่าเสียดาย เพราะเราเล่นกับเรื่องเวลาในการหักล้างกันเกี่ยวกับวาทกรรมมากเกินไป หรือดิจิทัลฟุตพรินต์ที่ “เอ็งว่าข้าเลวกว่า เอ็งต้องเลวกว่าข้า” ซึ่งไม่ว่าใครเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ก็ไม่สามารถหนีจากวังวนนี้ได้ พอหักล้างกันด้วยวาทกรรม ก็ขึ้นอยู่กับผู้คนแล้วว่าจะเชื่อใครมากกว่ากัน

การอภิปรายครั้งนี้ต้องจับตาหลักฐานของฝ่ายค้านและคำชี้แจงของฝ่ายรัฐบาล เพราะสุดท้ายการขยายผลก็ต้องออกมาข้างนอกสภาอยู่แล้ว