สส.ไอเดียร์ เส้นเงินสะเทือน “ภูมิใจไทย” ด้านนักวิชาการ วิเคราะห์ ยิ่ง ป.ป.ช. ตรวจสอบเส้นทางเงินช้า ไม่เป็นผลดีต่อผู้ถูกกล่าวหา เพราะถูกสังคมพิพากษา ด้านเงินบริจาคเข้าพรรคการเมือง ยังไม่เข้าเงื่อนไขยุบพรรค
กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างหนัก กรณีของ "สส.ไอเดียร์" น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ที่กำลังเผชิญแรงมรสุมตรวจสอบ ทั้งประเด็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ตลอดจนข้อสังเกตเรื่องเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของสามี จนนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะส่งผลกระทบสะเทือนไปถึงต้นสังกัดอย่าง "พรรคภูมิใจไทย"
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ว่า หากการตรวจสอบนำไปสู่การชี้มูลความผิดด้านจริยธรรมทางการเมือง และถูกถอดถอน ผลกระทบโดยตรงจะตกอยู่ที่ น.ส.สุชาดา ที่ต้องสิ้นสภาพความเป็น สส. และอาจต้องมีการเปิด เลือกตั้งซ่อม ในเขตพื้นที่
ในมิติของ พรรคภูมิใจไทย ในภาพใหญ่นั้น ผลกระทบถือว่าจำกัดอยู่เพียงแค่ "การสูญเสียเก้าอี้ สส. ไป1 ตำแหน่ง" เท่านั้น เนื่องจากตามหลักการทางการเมืองและข้อกฎหมาย เรื่องนี้ถูกมองว่าเป็น "ความผิดเฉพาะตัวบุคคล"
"ส่วนการจะเชื่อมโยงว่าอดีตเคยเป็นเลขารัฐมนตรี หรือมีความสัมพันธ์ในพรรคนั้น การจะส่งผลกระทบไปถึงตัวพรรคหรือผู้บริหารพรรคได้ ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ หรือมีส่วนรู้เห็น หากไม่มีหลักฐานถึงขั้นนั้น ก็ยากที่จะส่งผลกระทบไปถึงภาพรวมของพรรค"
สำหรับท่าทีของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ถูกมองว่าเริ่มเว้นระยะห่างนั้น ปัจจุบัน น.ส.สุชาดา ยังคงมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคและ สส. ตามปกติ ส่วนจุดตัดสำคัญว่าพรรค"ตัดหาง" จริงหรือไม่ ต้องรอดูเมื่อกระบวนการของ ป.ป.ช. หรือชั้นการตรวจสอบจริยธรรมเริ่มขึ้น ว่าพรรคจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หรือออกมติให้เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ต้องไปพิสูจน์ตัวเอง
อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่มีการเปิดเผยและตั้งข้อสังเกต คือ กรณีเงินบริจาคเข้าพรรคภูมิใจไทย ว่าจะกลายเป็นชนวนเหตุไปสู่การ "ยุบพรรค" ได้หรือไม่
ล่าสุด ทางพรรคภูมิใจไทยรวมถึงตัวแทน สส. ได้ออกมาชี้แจงว่า เงินบริจาคของ สส.ไอเดียร์ เป็นการหักเงินจากบัญชีเงินเดือน สส. โดยตรงตามความสมัครใจ ซึ่งทำถูกต้องตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
เมื่อพิจารณาในทางหลักการและข้อกฎหมาย การบริจาคเงินให้พรรคการเมือง ไม่ถือเป็นความผิด ตราบใดที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขดังนี้
บริจาคถูกต้องตามกรอบกฎหมาย ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดต่อปี และดำเนินการผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง
เจตนาและรับรู้ที่มาของเงิน พรรคการเมืองจะมีความผิดถึงขั้น "ยุบพรรค" ได้ กรรมการบริหารพรรคต้องมีส่วนรู้เห็น ว่าเงินนั้นได้มาจากช่องทางที่ไม่สุจริต หรือเป็นเงินผิดกฎหมาย
หากพรรคการเมืองไม่ได้มีส่วนรู้เห็นถึงที่มาของเงิน ก็ไม่สามารถลงโทษถึงขั้นยุบพรรคได้ เพราะหากลงโทษทันทีโดยไม่ดูเจตนา จะกลายเป็นช่องทางให้เกิดการกลั่นแกล้งทางการเมือง เช่น การนำบัญชีม้าไปบริจาคให้พรรคฝ่ายตรงข้าม เพื่อหาเหตุยุบพรรค ดังนั้น กฎหมายจึงต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและการรับรู้ของกรรมการบริหารพรรคเป็นสำคัญ
ในส่วนของปมบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งปรากฏข้อมูลว่าสามีไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่มีทรัพย์สินมูลค่าสูง เรื่องนี้เป็นหน้าที่โดยตรงของ ป.ป.ช. หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่จะต้องเข้ามาไต่สวนและสืบทรัพย์
ตามหลักการ บุคคลที่ไม่ได้ทำอาชีพประจำก็สามารถมีทรัพย์สินจำนวนมากได้โดยสุจริต เช่น การลงทุนในหุ้น การค้าขาย หรือการถูกรางวัล แต่เนื่องจาก น.ส.สุชาดา ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี จนกระทั่งเข้ารับตำแหน่ง สส. ป.ป.ช. จึงมีข้อมูลและระยะเวลามากพอที่จะตรวจสอบความผิดปกติ
ป.ป.ช. ควรต้องรีบออกมา ชี้แจงและแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อสังคม ขณะเดียวกัน การที่ สส.ไอเดียร์ เลื่อนการแถลงข่าวออกไป แม้จะเป็นสิทธิในการเตรียมข้อมูล แต่การปล่อยให้เวลาเนิ่นนานออกไป จะไม่เป็นผลดีต่อตัวผู้ถูกกล่าวหาเอง เพราะจะเปิดโอกาสให้เกิด "การพิพากษาทางสังคม" ไปก่อนที่กระบวนการยุติธรรมและพยานหลักฐานจะถูกพิสูจน์อย่างรอบด้าน


