เคราะห์ซ้ำคน “ปราจีนบุรี” น้ำท่วมสารพิษรั่วไหล นอมินี-ทุนจีนข้ามชาติ ลอยตัว? มูลนิธิบูรณะนิเวศ มองน้ำลดสารเคมีผุด เผยยังมีโรงงานก่อสารพิษในพื้นที่อีกมาก ชี้ถึงเวลาแก้ไข พ.ร.บ. ควบคุมโรงงาน ที่ผ่านมาสาวไม่เคยถึงตัวการใหญ่
เหตุน้ำท่วมในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ยังไม่ทันแห้ง แต่คราบปนเปื้อนที่เรียกว่า “คราบสีรุ้ง” ปนมากับน้ำท่วม และแพร่กระจายไปยังแหล่งน้ำในพื้นที่ ทำให้เกิดความหวั่นวิตก จนกรมโรงงาน ต้องเข้าตรวจสอบ โดยมีการรายงานผลการตรวจสิ่งปนเปื้อนเมื่อวันนี้ (15 ต.ค.69) พบว่า คราบสีรุ้งปนเปื้อนน้ำท่วม ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ได้ติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมันควบคุมการแพร่กระจายไว้ในวงจำกัด พร้อมบังคับใช้กฎหมายสั่งโรงงานต้นเหตุหยุดประกอบกิจการทั้งหมดชั่วคราว
นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและเก็บตัวอย่างน้ำ จำนวน 3 จุดสำคัญ พบว่าโดยรวมมีปริมาณสารมลพิษทางน้ำ ส่วนใหญ่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสารมลพิษที่ตรวจพบอยู่ในปริมาณที่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรง หรือไม่เป็นอันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง จากการตรวจวัดสารมลพิษที่ปนเปื้อน ทั้งรายการวิเคราะห์ทางกายภาพ ได้แก่ สี สภาพนำไฟฟ้า ความเค็ม ของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (TSS) ของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด (TDS) พารามิเตอร์ในกลุ่มของโลหะหนักที่อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษได้ในระยะยาว และในกลุ่มของสารอินทรีย์รวมในรูปของ BOD COD Oil and Grease (FOG) และไฮโดรคาร์บอน โดยพบว่ามีปริมาณค่าน้ำมันและไขมัน เกินค่ามาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน
แม้ว่าผลตรวจอยู่ในปริมาณที่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงหรือไม่เป็นอันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง แต่ขอแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหรือการสูดดมอากาศเหนือผิวน้ำ ไม่ดื่มกินโดยเด็ดขาด และไม่สัมผัสโดยตรงเป็นระยะเวลานาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สอจ.ปราจีนบุรี และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น จะยังคงเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ มองว่า ตอนนี้มีหลายหน่วยงานรัฐลงไปในพื้นที่ปราจีนบุรี เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำที่ปนเปื้อน และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ โดยโรงงานที่เป็นจุดเริ่มต้นอยู่ใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยคาดว่าต้นเหตุมาจากปัญหาในการฝังกลบกากและสารเคมีอันตราย หรือในกระบวนการของโรงงานรีไซเคิลขยะที่มีการจัดเก็บไม่ดี รวมถึงไม่มีมาตรการป้องกันน้ำท่วม เลยทำให้เกิดการรั่วไหล กระจายตัวของมลพิษเหล่านี้
ทางสำนักงานอุตสาหกรรม จ.ปราจีนบุรี จะต้องมีการตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุของการรั่วไหลที่มาจากน้ำท่วมในครั้งนี้ให้ชัดเจนอีกครั้ง แต่สำนักงานอุตสาหกรรม จ.ปราจีนบุรี มีอำนาจในการขอดูเอกสารที่ระบุกากอุตสาหกรรมที่โรงงานดังกล่าวนำเข้ามาในพื้นที่ และมีความสัมพันธ์กับการกระจายตัวของมลพิษมีกี่ชนิด เพราะตอนนี้คราบสีรุ้งที่ปนเปื้อนมากับน้ำ เป็นสิ่งที่เราเห็นด้วยตาเปล่าหลังจากเกิดน้ำท่วม แต่อาจมีสารเคมีบางอย่างที่มองไม่เห็นด้วยสายตา ซึ่งตอนนี้เรายังบอกไม่ได้หมดว่ามีการปนเปื้อนของมลพิษตัวไหนบ้าง แต่ต้องรอผลตรวจของหน่วยงานรัฐอย่างละเอียดอีกครั้ง
แต่คาดว่าคราบสีรุ้งน่าจะมาจากกากปิโตรเลียมน้ำมัน ที่บริษัทแห่งนี้ก็มีใบอนุญาตในการรีไซเคิลกากน้ำมันใช้แล้ว แต่ยังมีชนิดอื่นด้วยไม่ใช่แค่นี้ เลยอยากให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ออกมา
ตัวสารระเหยจากกากอุตสาหกรรมที่มีกลิ่นแรง เมื่อสูดดมเข้าไปก็จะเกิดปฏิกิริยาในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งแต่ละบุคคลมีอาการแพ้ที่ต่างกัน เช่น บางคนวิงเวียนศีรษะ บางคนอาเจียน หน้ามืด หรือเป็นผื่นบนผิวหนัง แต่ถ้าคนที่สูดดมเข้าไปมากๆ สารนี้จะมีผลต่อไต ตับ และฮอร์โมนของแต่ละคนด้วย
เหตุการณ์น้ำท่วม จ.ปราจีนบุรี ล่าสุด ทำให้เห็นถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ เลยมีความพยายามเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมแก้ไขประเด็นนี้ รวมถึงแก้ไข พ.ร.บ.เกี่ยวกับโรงงานด้วย รวมถึงต้องมีการสอบสวนว่ามีใครเป็นนอมินีหรือไม่ เพราะตอนนี้มีทุนจีนเข้ามาในไทยมาก และมีคนไทยที่เป็นนอมินีอยู่ด้วย ซึ่งการที่เข้ามาตั้งโรงงานได้ ก็ต้องมีข้าราชการที่เอื้อประโยชน์อยู่แล้ว
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ควรมีความเข้มงวด เพราะตอนนี้การจดทะเบียนบุคคลมีจุดอ่อนเยอะมาก แล้วบริษัทที่ทำผิดกฎหมายก็จะใช้ความเป็นนิติบุคคลมาปกป้องอีกที เนื่องจากกฎหมายไทยให้ความคุ้มครองกับนิติบุคคลค่อนข้างสูง โดยเวลาบริษัทเหล่านี้ก่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม หรือต่อทรัพย์สินสาธารณะ ถ้าเกิดเป็นคดีความขึ้นมาสามารถปิดตัวเองแล้วหายไปได้เลย โดยไม่ต้องรับผิดชอบถ้ามีประกาศว่าล้มละลายหรือปิดกิจการ ซึ่งกฎหมายไทยไม่มีการตามต่อว่าคณะกรรมการของนิติบุคคลเหล่านั้นต้องมารับผิดชอบอะไรหรือไม่
ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี จะมีโรงงานที่เสี่ยงการปล่อยสารปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อมหลายแห่ง โดยเฉพาะโรงงานรีไซเคิล และหลอม
ขณะที่ประชาชนหลายคนก็ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมโรงงานรีไซเคิล หรือกากพิษ ไปตั้งในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี จำนวนมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีหลายสาเหตุ เพราะอย่างในพื้นที่สมุทรสาคร ก็มีการต่อต้าน และตรวจสอบมาก ส่วนพื้นที่ชลบุรี ก็มีการปราบปรามโรงงานที่ปล่อยสารพิษไปจำนวนมาก ขณะเดียวกันหน่วยงานราชการในพื้นที่ก็อาจจะมีคนที่เปิดช่องให้กลุ่มนักลงทุนเหล่านี้เข้าไป ทั้งที่ชาวบ้านมีการต่อต้าน
จากเหตุน้ำท่วมและมีการปนเปื้อนออกมา ทำให้เห็นได้ชัดว่าหน่วยงานไม่มีมาตรการเชิงป้องกันภาวะอุทกภัย ภัยพิบัติ ซึ่งต่อไปหน่วยงานในความดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องมีหน่วยงานเหล่านี้เสริมเพิ่มเติมเข้ามา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วอยากให้กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนร่วมกันในการกำจัดสารพิษที่เกิดขึ้น
สิ่งที่คาดหวังสำหรับผู้ว่าราชการปราจีนบุรี คนใหม่ อยากให้ดูแลและเข้มงวดในเรื่องเหล่านี้ เพราะปราจีนบุรีถือเป็นแหล่งอาหาร มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ ไม่อยากให้การพัฒนาที่เกิดขึ้นกระทบกับสิ่งดีๆ เหล่านี้ในระยะยาว
ภาพจาก : มูลนิธิบูรณะนิเวศ


