จุฬาฯ ชวนเที่ยวศูนย์เรียนรู้ธนาคารสัตว์ทะเล เกาะสีชัง ร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติ เรียนรู้การเพาะพันธุ์ 4 สัตว์น้ำ-ปะการัง

วันที่ 8-10 ต.ค. 69 ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำคณะสื่อมวลชนและทีมงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ เกาะสีชัง อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ธนาคารสัตว์ทะเล เกาะสีชัง จ.ชลบุรี แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำ และร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติ 4 ธนาคารสัตว์น้ำ ได้แก่ ปูม้า หมึก หอยหวาน และฉลามกบ (ฉลามหิน) โดยศูนย์แห่งนี้ สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้าไปสนับสนุนด้านองค์ความรู้และงานวิจัย

ผศ.ดร.นิลนาจ ชัยธนาวิสุทธิ์ ประธานคณะทำงานศูนย์เรียนรู้ธนาคารสัตว์ทะเลเกาะสีชังฯ ในพระราชูปถัมภ์ฯ เผยว่า จุดเริ่มต้นของศูนย์การเรียนรู้ฯ เกิดขึ้น ประมาณ พ.ศ. 2564 เริ่มจากการขอใช้พื้นที่ป่าเดิม ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อทำงานวิจัย ต่อมาได้พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ธนาคารสัตว์ทะเล และได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับไว้ในพระราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 พร้อมพระราชทานตราสัญลักษณ์และคำขวัญว่า “ทะเลไทย หัวใจของชาติ”

ทางศูนย์ฯ เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันอังคาร–วันอาทิตย์ เป็นศูนย์ฯ เรียนรู้ที่มีชีวิต ถ่ายทอดความรู้ ฟื้นฟูทรัพยากร และนำพาชุมชนไปสู่ความมั่นคงยั่งยืน โดยเฉพาะอาชีพประมงพื้นบ้าน และมีเป้าหมายคือการพัฒนาให้เป็น Landmark ด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเล ที่เน้นการลงมือทำและมีส่วนร่วม มากกว่าแค่การถ่ายรูปเช็กอิน โดยมีการดำเนินงาน 4 ธนาคารสัตว์ทะเลหลัก ได้แก่

1. ธนาคารปูม้า

ศูนย์ฯ ร่วมมือกับเครือข่ายประมง 16 แห่ง ในพื้นที่ จ.ชลบุรี, ระยอง, สมุทรสงคราม รับแม่ปูม้าไข่นอกกระดองจากชาวประมง 100% มาเขย่าไข่ โดยใช้ไข่สีดำคือตัวแก่ที่จะฟักเป็นตัวภายใน 24 ชั่วโมง เรียกว่าระยะ ซูเอีย - Zoea นำมาเลี้ยงจนเติบโตเป็นตัวปู (Crab Stage ขนาด 2–3 ซม.) ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ก่อนนำไปปล่อยผ่านระบบท่อหรือสไลเดอร์ลงสู่พื้นทะเลโดยตรง หรือให้นักดำน้ำนำไปปล่อยที่พื้นทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกปลาจับกินระหว่างลอยกลางน้ำ 

นอกจากนี้มีโครงการ “ไถ่ชีวิตแม่ปูสาว”  ปูขนาดเล็ก 10 ตัว/กิโลกรัม  เดิมทีไม่มีเนื้อและมักถูกนำไปทำยำหรือส้มตำ โดยศูนย์ฯ จึงรับซื้อจากชาวประมง แล้วให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ต้องการทำบุญ ร่วมบริจาคไถ่ชีวิต ตัวละ 30 บาท เพื่อนำไปปล่อยคืนสู่ทะเล รายได้ทั้งหมดคืนให้ชาวประมง ทำให้ชาวประมงมีรายได้เพิ่มขึ้น และปูได้ขยายพันธุ์ต่อ ซึ่งปูม้าผสมพันธุ์ 1 ครั้ง สเปิร์มปูม้าจะอยู่ได้นาน สามารถปฏิสนธิสร้างไข่ได้หลายรอบจนกว่าจะลอกคราบ

2. ธนาคารหมึก 

เมื่อไข่หมึกติดอวนหรือเครื่องมือประมง ไม่สามารถนำไปขายหรือกินได้ ชาวประมงมักปล่อยให้แห้งตาย ศูนย์ฯ จึง ขอรับไข่หมึก เช่น หมึกหอม, หมึกกระดอง และหมึกสาย มาเพาะฟักในตู้ใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์ และเลี้ยงต่อ 3–5 วันให้แข็งแรงก่อนปล่อยคืนธรรมชาติ

3. ธนาคารหอยหวาน 

สภาพปัญหาเดิมคือ เกาะสีชังและชลบุรีแทบไม่มีหอยหวานตามธรรมชาติ จึงได้เพาะเลี้ยงลูกหอยหวานจนได้ขนาดประมาณ 2 ซม. แล้วนำไปปล่อยลงทะเลเดือนละประมาณ 2,000 ตัว เพื่อสร้างพ่อแม่พันธุ์ธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยหอยหวานแท้มีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 1,000 บาท

4. ธนาคารฉลามกบ (ฉลามหิน) 

เหตุผลในการทำธนาคารฉลามกบ เนื่องจากฉลามกบวางไข่ครั้งละ 1 ฟอง ใช้เวลาฟักนานถึง 3 เดือน ทำให้ไข่เสี่ยงต่อการถูกสัตว์อื่นกินจนเกือบสูญพันธุ์ การอนุบาล นำไข่มาฟักและเลี้ยงจนตัวโต ประมาณ 20–70 ซม. ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ นอกจากการอนุรักษ์ ฉลามกบยังเป็นที่ต้องการในตลาดปลาสวยงาม ราคาไข่ฟองละ 350 บาท หรือตัวละ 750 บาท

แหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ชุมชน 

ผศ.ดร.นิลนาจ เล่าว่า นอกจากธนาคารสัตว์น้ำ ยังมีการนำเปลือกปูและเปลือกกุ้งมาสกัดได้สารไคโตซานเกรดอาหาร (Food Grade) ซึ่งมีคุณสมบัติกันน้ำ ยับยั้งเชื้อราและจุลินทรีย์ โดยนำมาใช้เคลือบผ้า ย้อมสีธรรมชาติ และเคลือบผลไม้เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา

วิธีสกัดคือหมักเปลือกปูให้เนื้อเน่าเปื่อย แล้วใช้หนอนแมลงวันลายช่วยกินเศษเนื้อ โดยหลังจากนั้นนำตัวหนอนไปทำเป็นอาหารสัตว์น้ำ เนื่องจากมีโปรตีนสูงถึง 45% และส่วนมูลหนอนนำไปทำปุ๋ยชีวภาพ

ผศ.ดร.นิลนาจ กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้ฯ ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน ดึงดูดนักเรียน นักศึกษามาเยี่ยมชมแล้วประมาณ 4,800 คน จากมากกว่า 140 สถาบัน และกลุ่ม CSR จิตอาสา อีกกว่า 8,000 คน จาก 297 หน่วยงาน รวมถึงนักท่องเที่ยว Walk-in กว่า 48,000 คน ก่อให้เกิดการใช้จ่าย ค่าเรือ ค่ารถสามล้อ ค่าอาหาร เฉลี่ย 480 บาท/คน กระจายรายได้สู่เกาะสีชังมากกว่า 4 ล้านบาท

การฟื้นฟูปะการัง

นอกจากนี้การฟื้นฟูปะการังอ่อน ได้รับอนุญาตจากกรมประมงอย่างถูกต้อง โดยร่วมมือกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) นำไปปลูกฟื้นฟูในทะเลลึกประมาณ 3 เมตร ซึ่งเติบโตได้ดีจนกลายเป็นแหล่งอาศัยของฝูงปลา และเตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และโครงการใหม่ คือ จัดทำค่ายปลูกป่าชายเลนแบบมีส่วนร่วม เพื่อนำไม้ป่าชายเลนไปปลูกฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่งต่อไป

ผศ.ดร.นิลนาจ ยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอน กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์ ขยายพันธุ์สัตว์น้ำและปะการังที่น่าสนใจดังนี้

1. ข้อจำกัดทางกฎหมายและการขยายพันธุ์

ปะการังอ่อนเป็นสัตว์คุ้มครอง ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย และห้ามนำไปขยายพันธุ์เองที่บ้านโดยเด็ดขาด กิจกรรมนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรปะการังอ่อนคืนสู่ท้องทะเล

2. นวัตกรรมหินเทียมรักษ์โลก

“หินเทียม” สำหรับอนุบาลปะการัง ใช้วัสดุจาก “เปลือกหอย” ที่เหลือจากการบริโภคตามร้านอาหาร นำมารีไซเคิลเพื่อลดการใช้ทรายและปูนซีเมนต์ โดยด้านข้างของหินเทียมเปิดให้ผู้เข้าร่วมเขียนชื่อหรือทำสัญลักษณ์ส่วนตัว เพื่อบันทึกการมีส่วนร่วม ตรงกลางหินเทียม จะมีช่องสำหรับใส่ “ฟองน้ำ” เพื่อใช้เป็นฐานรองรับเนื้อเยื่อปะการัง แนวคิด Zero Waste ลดการใช้ปูนซีเมนต์ (ลดการปล่อยก๊าซ CO2 จากการเผาหินปูน) และไม่ใช้ทรายจากแม่น้ำ (ป้องกันระบบนิเวศตลิ่งพัง)

3. ขั้นตอนการขยายพันธุ์ปะการังอ่อน

เตรียมหินเทียม เขียนชื่อ/สัญลักษณ์ลงบนหินเทียม แล้วนำไปจุ่มน้ำ เพื่อให้หน้าหินเทียมและฟองน้ำมีความชุ่มชื้น คีบชิ้นเนื้อเยื่อปะการังอ่อนมาวางเนื้อเยื่อตรงกลางรูฟองน้ำ โดยวางส่วนที่เป็น โพลีป (Polyp) หรือส่วนที่เป็นปุ่มๆ ไว้ด้านบน แล้วใช้ไม้เสียบลงไปตรงกลางเนื้อเยื่อให้ทะลุลงไปในฟองน้ำ เพื่อช่วยยึดเกาะกับหินเทียม

4. ระยะเวลาการเจริญเติบโตและการนำลงทะเล

ปะการังอ่อนจะเริ่มยึดเกาะกับหินเทียมและสมานใช้เวลาประมาณ 10 – 15 วัน เนื่องจากกระแสน้ำในทะเลค่อนข้างแรง จึงต้องอนุบาลในระบบปิดให้ปะการังยึดเกาะกับหินเทียมจนแข็งแรงก่อนนำไปปล่อย และเจ้าหน้าที่จะนำปะการังอ่อนที่ผ่านการเลี้ยงจนสมบูรณ์บางส่วนไปปลูกฟื้นฟูในทะเลจริง