เปิดลงชื่อดัน พ.ร.บ.บัตรคอนเสิร์ต เปิด 6 ประเด็นสำคัญ เอาผิดขายบัตรแพง แก้ปัญหาการถูกหลอกลวงซื้อบัตรคอนเสิร์ตและการนำบัตรมาขายต่อในราคาที่สูงเกินจริง ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่สร้างความเดือดร้อนให้กับแฟนเพลงและผู้บริโภคเป็นอย่างมาก
ล่าสุด ปาล์ม นิธิกร บุญยกุลเจริญ อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการดิจิทัลวิถีใหม่ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว (Nitikorn Bunyakulcharoen) ระบุว่า จากประสบการณ์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสช่วยประสานงานกลุ่มผู้เสียหายที่ถูกหลอกขายบัตรคอนเสิร์ต ซึ่งพบว่าแม้จะสามารถจับกุมกลุ่มผู้หลอกลวงได้แล้ว แต่ผู้เสียหายส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้เงินคืน ทำให้เห็นถึงความหนักหน่วงและรุนแรงของปัญหานี้
ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการชวนภาคประชาชนและกลุ่มผู้เสียหายมาร่วมกันร่างกฎหมาย "พ.ร.บ.บัตรคอนเสิร์ต" ขึ้น โดยล่าสุดประธานสภาได้อนุญาตให้ประชาชนร่วมลงชื่อเข้าชื่อร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องการ 10,000 รายชื่อ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อยื่นเข้าสู่การพิจารณาของสภาต่อไป ผ่านทางเว็บไซต์ https://fairticket.org/
เจาะลึก 6 หมวดโครงสร้างร่างกฎหมายกำกับการซื้อขายบัตรเข้าชมการแสดงและกิจกรรมบันเทิง ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการกว้านซื้อบัตรและขายต่อเกินราคา (ตั๋วผี) รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเปรียบเปรยในการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยมีรายละเอียดในแต่ละหมวดดังนี้
หมวดที่ 1 การกว้านซื้อและการขายต่อ (มาตรา ๕–๗)
มุ่งเน้นการควบคุมราคาขายต่อและยับยั้งพฤติกรรมกว้านซื้อเพื่อทำกำไร โดยกำหนดข้อบังคับสำคัญ ดังนี้
การควบคุมราคาขายต่อ (มาตรา ๕) ห้ามขายต่อบัตรเกินกว่าราคาหน้าบัตร บวกส่วนเพิ่มได้ไม่เกิน 10%
การห้ามกว้านซื้อ (มาตรา ๖) ห้ามกว้านซื้อบัตรเข้าชมโดยมีเจตนานำไปขายต่อเพื่อแสวงหากำไร
การโฆษณาและประกาศขาย (มาตรา ๗) ห้ามโฆษณา ชักชวน หรือประกาศขายต่อบัตรในราคาที่ฝ่าฝืนมาตรา ๕ ซึ่งครอบคลุมถึงการโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์ทุกชนิด
หมวดที่ 2 การป้องกันบอตหรือโปรแกรมอัตโนมัติ (มาตรา ๘–๑๐)
มุ่งจัดการปัญหากลุ่มคนที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทรกแซงระบบการจองบัตร เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการซื้อ
ห้ามใช้บอต (มาตรา ๘): ห้ามใช้บอตหรือโปรแกรมอัตโนมัติในการจอง สำรอง หรือซื้อบัตร
ห้ามสนับสนุนการใช้บอต (มาตรา ๙) ห้ามผลิต พัฒนา จำหน่าย ให้เช่า ให้บริการ หรือเผยแพร่บอต โดยรู้ว่าจะถูกนำไปใช้กระทำความผิดตามมาตรา ๘
หน้าที่ของผู้จำหน่ายบัตร (มาตรา ๑๐) ผู้จำหน่ายบัตรต้องจัดให้มีมาตรการทางเทคนิคเพื่อป้องกัน ตรวจจับ และยับยั้งการใช้บอต พร้อมทั้งมีหน้าที่รายงานเมื่อพบการฝ่าฝืน
หมวดที่ 3 การระบุชื่อและการยืนยันตัวตนผู้ถือบัตร (มาตรา ๑๑–๑๔)
ยกระดับความปลอดภัยและยืนยันความเป็นเจ้าของบัตรที่แท้จริง
การกำหนดบัตรระบุชื่อ (มาตรา ๑๑) ผู้จัดงานสามารถเลือกกำหนดให้บัตรเป็น “บัตรระบุชื่อผู้ถือ” ได้ แต่ต้องแจ้งเงื่อนไขให้ผู้ซื้อทราบล่วงหน้าก่อนเปิดจำหน่าย
การยืนยันตัวตนหน้างาน (มาตรา ๑๒) ผู้ถือบัตรต้องยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง ใบขับขี่ หรือ e-ID ที่รัฐรับรอง โดยชื่อต้องตรงกับที่ระบุบนบัตร มิฉะนั้นผู้จัดงานมีสิทธิปฏิเสธการเข้าชมได้
การคืนบัตรและการขายต่อ (มาตรา ๑๓) หากผู้ถือบัตรไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ สามารถแจ้งคืนบัตรเข้าระบบเพื่อนำกลับมาจำหน่ายใหม่ หรือนำไปขายต่อผ่านแพลตฟอร์มที่ถูกต้อง
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา ๑๔) การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการยืนยันตัวตน ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัด
หมวดที่ 4 แพลตฟอร์มการขายต่อบัตร (มาตรา ๑๕–๑๗)
สร้างระบบและแพลตฟอร์มรองรับการขายต่อตั๋วอย่างเป็นระเบียบและปลอดภัย
บังคับขายผ่านแพลตฟอร์มรับรอง (มาตรา ๑๕) หากผู้ถือบัตรประสงค์จะขายต่อ ให้ทำได้เฉพาะผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับการรับรองแล้วเท่านั้น
มาตรฐานของแพลตฟอร์ม (มาตรา ๑๖) แพลตฟอร์มขายต่อต้องมีระบบคุมเพดานราคา ระบบยืนยันตัวตนของผู้ซื้อและผู้ขาย ระบบโอนสิทธิแบบยกเลิกบัตรเดิมทันทีเพื่อป้องกันการนำไปใช้หรือขายซ้ำ รวมถึงต้องมีระบบรับเรื่องร้องเรียนและการคืนเงิน
การขอรับรองการประกอบธุรกิจ (มาตรา ๑๗) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในเชิงธุรกิจ ต้องยื่นขอรับการรับรองจากคณะกรรมการก่อนเปิดให้บริการ
หมวดที่ 5 คณะกรรมการกำกับดูแล (มาตรา ๑๘–๒๐)
จัดตั้งกลไกหลักในการขับเคลื่อนและกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย
การแต่งตั้งคณะกรรมการ (มาตรา ๑๘) จัดตั้ง “คณะกรรมการกำกับการซื้อขายบัตรเข้าชมการแสดงและกิจกรรมบันเทิง” โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน
องค์ประกอบกรรมการ ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส./PDPC), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ./ETDA) ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 5 คน
อำนาจหน้าที่ (มาตรา ๑๙) มีอำนาจในการเสนอนโยบาย ออกประกาศหรือระเบียบปฏิบัติต่างๆ พิจารณาให้การรับรองแพลตฟอร์ม พิจารณาเรื่องร้องเรียน และติดตามประเมินผลการบังคับใช้กฎหมาย
หมวดที่ 6 บทกำหนดโทษ (มาตรา ๒๑–๓๐)
การกำหนดโทษทางอาญาและการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้กระทำความผิด
ระดับบทลงโทษ มีทั้งโทษปรับและโทษจำคุกขึ้นอยู่กับระดับความร้ายแรงของการฝ่าฝืนกฎหมาย
ความรับผิดชอบของผู้บริหาร (มาตรา ๒๙) ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจสั่งการที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเว้นการกระทำ ต้องร่วมรับโทษทางอาญาด้วย
การเปรียบเทียบปรับ (มาตรา ๓๐) สำหรับความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ให้อธิบดีมีอำนาจในการเปรียบเทียบปรับได้
สนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติมลงชื่อที่นี่ คลิก


