อ่านปรากฏการณ์ “ประกันสังคมก้าวหน้า” ชนะแลนด์สไลด์ “ประธาน คปค.” ชี้คนต้องการเปลี่ยนแปลง-พลังโซเชียลหนุน เตือนโจทย์ใหญ่ต้องรักษาสมดุล หวั่นดันสวัสดิการล้น-ลงทุนเสี่ยงสูง กระทบเสถียรภาพ
จากผลการนับคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคมอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น. ซึ่งมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 88 ปรากฏว่า “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” สามารถทำคะแนนนำเป็นอันดับ 1 และคว้าชัยชนะไปได้อย่างท่วมท้น โดยกวาดที่นั่งไปได้ทั้งในส่วนของผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน (ลูกจ้าง)
ทีมงานเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง นายมนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) และประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย (สพท.) ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้
เจาะลึกกระแสโซเชียลกับชัยชนะแลนด์สไลด์
นายมนัส ระบุว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามที่คาดหมายไว้ สาเหตุหลักมาจากการที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าส่งผู้สมัครเป็นแพ็กเกจคู่ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงทางการเมืองเดียวกับฐานเสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในหลายพื้นที่ ในขณะที่ฝั่งสภาองค์การลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานที่มีการส่งผู้สมัครเป็นทีมประมาณ 4 ทีมด้วยกัน แม้จะมีสมาชิกจำนวนมากแต่คาดว่าออกมาใช้สิทธิน้อยมาก หรือลงคะแนนเสียงให้ทีมอื่น เพราะบางแห่งได้คะแนนมาเพียงหลักร้อยเท่านั้น
อีกสาเหตุที่ผู้ประกันตนเทคะแนนให้ทีมสีส้มนั้น เป็นเพราะอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์และการนำเสนอนโยบายที่รวดเร็วและเข้าถึงประชาชนได้ง่ายกว่า รวมถึงผู้ประกันตนอาจต้องการความเปลี่ยนแปลง มีความคาดหวังว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะเข้ามาช่วยจัดระบบสวัสดิการให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งก็ต้องจับตามดูต่อไปว่าเมื่อเข้าไปทำงานแล้วจะสามารถทำตามที่หาเสียงไว้ได้หรือไม่ เพราะจากนี้คาดว่าเงินในกองทุนอาจลดน้อยลง จากการคิดเงินบำนาญสูตร CARE และจำนวนผู้ประกันตนที่ลดน้อยลงต่อเนื่อง
สำหรับการที่คนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิถึงหลัก 6 แสนคะแนนนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี โดยปัจจัยสำคัญมาจากการที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้เปิดใช้สิทธิลงคะแนนได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ประกอบกับการแข่งขันรณรงค์หาเสียงอย่างเข้มข้นระหว่างสองค่ายทีม ซึ่งช่วยสร้างแรงเหวี่ยงให้คนออกมาร่วมโหวตมากขึ้น
ในแง่ของการนำเสนอข่าวสารผ่านสื่อ นายมนัสมองว่า ก็อาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างคำว่า “ปฏิรูป” กับ “ปฏิทิน” ซึ่งเมื่อนำเสนอผ่านสื่อแล้ว ผู้ที่ติดตามข่าวสารย่อมให้ความสนใจกับนโยบายการปฏิรูปที่ดูเป็นการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ มากกว่าเรื่องปฏิทินที่เป็นเพียงสวัสดิการเดิมที่เคยจัดให้มานานแล้ว
ทั้งที่ในอดีต ตนในฐานะเครือข่ายแรงงานได้ขับเคลื่อนและเรียกร้องสิทธิประโยชน์สำคัญมาโดยตลอด เช่น สิทธิทางทันตกรรม ยามุ่งเป้า หรือสิทธิการลาคลอด แต่ผลงานเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับการนำเสนอหรือตีแผ่ผ่านสื่อมากนัก
ความท้าทายด้านเสถียรภาพกองทุนและการลงทุน
นายมนัสมองว่า การที่ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนเป็นทีมเดียวกัน หากทำได้ตามที่หาเสียงไว้ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับบอร์ดชุดใหม่คือ การรักษาสมดุลและเสถียรภาพทางการเงินของกองทุน เนื่องจากที่ผ่านมากองทุนประกันสังคมมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ทุกปี แต่การจัดเก็บเงินสมทบยังคงอยู่ในอัตราเดิม แต่ล่าสุดที่มีการปรับเพิ่มอัตราก็มาพร้อมกับการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ หากบอร์ดชุดใหม่เร่งเพิ่มสวัสดิการตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ย่อมส่งผลกระทบต่อเงินกองทุน
“กลัวว่าถ้านโยบายแรงแบบการเมืองแล้วกองทุนจะไม่โต เช่น ในนโยบายรัฐสวัสดิการที่ให้รัฐจัดฟรีเหมือนบัตรทอง ซึ่งผมเองมีมุมมองต่างออกไปให้เป็นการโคเพย์ระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และ รัฐ ซึ่งตอนนี้บัตรทองเองก็เริ่มมีปัญหา ส่อไปไม่รอด และอาจมีโคเพย์เกิดขึ้น ซึ่งมองว่ากองทุนประกันสังคมนั้นมาถูกทางอยู่แล้ว อย่าไปรวมกับบัตรทอง”
ซึ่งในระบบประกันสังคมเอง มีค่าชดเชยการขาดรายได้ หากเสียชีวิตก็มีค่าทำศพ แต่ในระบบบัตรทองแม้รักษาฟรี แต่ก็ไม่ได้สิทธิในส่วนนี้ ซึ่งปัจจุบันระบบบัตรทองเองก็กำลังเผชิญกับภาระหนี้สินที่ค้างจ่ายกับโรงพยาบาลสูงถึงหลักหมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อนโยบายที่อาจนำเงินกองทุนไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อหวังผลตอบแทนที่มากขึ้น ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลก หากตัดสินใจผิดพลาดอาจทำให้กองทุนต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก ดังเช่นบทเรียนในอดีตที่เคยเกิดขึ้นจากการลงทุนในเลห์แมนบราเธอร์ส (Lehman Brothers) ซึ่งส่งผลกระทบต่อกองทุนประกันสังคม และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มาแล้ว
“ตอนนี้กองทุนฯ โฟลวอยู่ ไม่ได้ติดลบ แต่หากไปลงทุนเสี่ยงหรือออกนอกระบบหมดเลย หากขาดทุนไป จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายให้คนที่รับบำนาญชราภาพอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีกว่า 2 ล้านคน และยังมีคนที่ยังรอเกษียณอยู่อีกมาก ซึ่งล้วนต้องใช้เงินส่วนนี้เป็นหลักประกันในการดำรงชีวิต”
จับตาทิศทางบอร์ดใหม่
ในส่วนของทิศทางการทำงานของบอร์ดนายจ้างชุดใหม่นั้น ที่ผ่านมาตลอด 36 ปี โดยปกติแล้ว ตัวแทนฝั่งนายจ้างมักจะไม่คัดค้านการเพิ่มสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง ตราบใดที่ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม แต่ข้อควรระวังคือ เมื่อตัวแทนฝ่ายนายจ้าง และลูกจ้าง ซึ่งมีจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของบอร์ดรวมตัวกันผลักดันนโยบายอย่างเข้มข้นจะเกิดประโยชน์แก่ผู้ประกันตนมากน้อยแค่ไหน หากจัดสรรผลประโยชน์ให้มหาศาลก็เสี่ยงทำให้กองทุนล่มสลายได้
อย่างไรก็ดี นายมนัสได้แสดงความยินดีกับตัวแทนผู้ประกันตน และผู้แทนฝั่งนายจ้างที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา พร้อมฝากให้บอร์ดชุดใหม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ และผลักดันนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้ แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่ากองทุนประกันสังคมคือหลักประกันในบั้นปลายชีวิตของผู้ใช้แรงงานทุกคน โดยทาง สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทยยินดีที่จะให้การสนับสนุนข้อมูลที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกคน และย้ำว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นระบบที่ดีและเป็นประชาธิปไตย โดยจะคอยติดตามการทำงาน และยื่นข้อเสนอที่มีประโยชน์


