ส่องภูมิทัศน์สื่อจีนยุค AI ก้าวหน้า ตลาดละครแนวตั้งเติบโตก้าวกระโดด พร้อมการปรับตัวของสื่อหลัก และบทบาทของ "กว่างซี" ในฐานะประตูสู่อาเซียน เชื่อมเศรษฐกิจ-เทคโนโลยี
“จริงๆ แล้วฉันคือประธานบริษัท” ประโยคไวรัลในช่วงหลายปีก่อน ที่ชาวเน็ตไทยนำมาจากพลอตหักมุมยอดฮิตของ “ละครแนวตั้ง” ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก “ต่วนจวี้” (短剧) หรือ Micro-drama จากประเทศจีน ปัจจุบันผ่านมาหลายปีตลาดละครแนวตั้งได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมเข้ากับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) ที่เข้ามามีส่วนร่วมทั้งการแปลภาษา พากย์เสียง ไปจนถึงการคิดบทและสร้างวิดีโอได้ครบวงจร ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่เพียงแต่เฉพาะในจีนแต่แพร่กระจายไปทั่วโลก
ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ China-ASEAN Youth Campus 2026 และได้เรียนรู้ข้อมูลที่น่าสนใจของภูมิทัศน์โลกออนไลน์จีนปัจจุบัน ในยุคที่ AI เข้ามามีส่วนร่วมในแทบทุกมิติของชีวิต รวมถึงการใช้ AI ในการทำงานด้านสื่อสารมวลชน ทั้งในสื่อหลักที่เป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์และสำนักข่าว ไปจนถึงอุตสาหกรรมคอนเทนต์โดยเฉพาะอุตสาหกรรมละครสั้นที่มีจีนเป็นเจ้าตลาด
ภาพรวมภูมิทัศน์สื่อออนไลน์ของจีน
นายฟู่ เสี่ยวกวง ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาโทรทัศน์ คณะวารสารศาสตร์และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยการสื่อสารแห่งประเทศจีน (Communication University of China) เปิดเผยข้อมูลสถิติล่าสุด ณ เดือนธันวาคม 2568 ว่า ประเทศจีนมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงกว่า 1,099 ล้านราย หรือคิดเป็น 78.6% ของประชากรทั้งประเทศ โดยสถิติที่น่าสนใจคือ 99% ของผู้ใช้งานเป็นการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน และมีระยะเวลาการใช้งานอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยสูงถึง 6.2 ชั่วโมงต่อวัน
เมื่อเจาะลึกโครงสร้างระบบนิเวศสื่อโซเชียลมีเดียในจีน พบว่าตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ซึ่งแต่ละแห่งมีจุดเด่นและบทบาทในการตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือการใช้ “เทคโนโลยีเอไอ” และ “วิดีโอสั้น” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน
อุตสาหกรรมวิดีโอสั้นเพียงอย่างเดียวมีผู้ใช้งานสูงถึง 1,074 ล้านคน สร้างมูลค่าตลาดกว่า 6.84 แสนล้านหยวน (ประมาณ 3.42 ล้านล้านบาท) โดยผู้ใช้งานมีระยะเวลาการรับชมเฉลี่ย 2 ชั่วโมง 58 นาทีต่อคนต่อวัน ซึ่งเป็นสถิติที่แซงหน้าสื่อความบันเทิงออนไลน์รูปแบบอื่นทั้งหมด โดยมี Douyin เป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดหลักเกินครึ่งด้วยสัดส่วนสูงถึง 62%
สำหรับแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งของจีน คือ WeChat (วีแชต) ครองแชมป์ผู้ใช้งานสูงสุดถึง 1,400 ล้านรายต่อเดือน (MAU) แต่เราไม่อาจเรียก WeChat ว่าเป็นเพียงโซเชียลมีเดีย หรือแอปพลิเคชันส่งข้อความเท่านั้น แต่เป็น Super App ครบวงจรที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิตประจำวันของคนจีน ทั้งการแชร์คอนเทนต์ การชำระเงินดิจิทัล ไปจนถึงการเข้าถึงบริการภาครัฐและเอกชน
ที่ได้รับความนิยมถัดมากคือ Douyin หรือต้นฉบับของ TikTok ซึ่งถือเป็นผู้นำด้านวิดีโอสั้น มีผู้ใช้งานกว่า 870 ล้านรายต่อเดือน มีการอัปโหลดวิดีโอถึง 142 ล้านคลิปต่อวัน และสร้างมูลค่าอีคอมเมิร์ซรวม (GMV) มหาศาล โดยในปี 2025 สร้างมูลค่าสูงถึง 1.24 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 6.2 ล้านล้านบาท) โดย Douyin โดดเด่นด้วยอัลกอริทึม AI ที่คัดสรรคอนเทนต์ตรงใจผู้ใช้เฉพาะบุคคล และให้บริการแบบครบวงจร (Full-Link) เชื่อมโยงทั้งวิดีโอ ไลฟ์สด ช้อปปิ้ง และเครื่องมือ AI เข้าด้วยกันอย่างราบรื่น
อีกแอปซึ่งทำหน้าที่คล้ายกันคือ Kuaishou ที่แม้จะคุ้นหูน้อยกว่าในระดับสากล แต่มีผู้ใช้งานสูงถึง 634 ล้านรายต่อเดือน โดยต่างจาก Douyin ที่เติบโตจากเมืองใหญ่ คือ Kuaishou ครองตลาดในกลุ่มเมืองระดับรองและพื้นที่ชนบท ชูคอนเทนต์จากแนวคิด “บันทึกชีวิตประจำวัน” ให้ความรู้สึกเป็นกันเองในหมู่คนรากหญ้า ขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างผู้ชมและครีเอเตอร์ จนเกิดเป็นโมเดล "Trust E-commerce" ลูกค้ามีความภักดี (Loyalty) สูงจนมีอัตราการซื้อซ้ำสูงเป็นพิเศษ
ต่อมาคือ Weibo แพลตฟอร์มที่มีรูปแบบคล้าย X (Twitter) มีผู้ใช้งาน 580 ล้านรายต่อเดือน โดยผู้ใช้งานส่วนใหญ่เน้นใช้เพื่อติดตามข่าวสารแบบเรียลไทม์ อัปเดตกระแสสังคม ติดตามคอนเทนต์ดาราและคนดัง และเป็นพื้นที่ถกเถียงประเด็นสาธารณะในโลกออนไลน์
QQ แอปพลิเคชันในตำนานที่คุ้นหูของวัยรุ่นยุค 2000s–2010s ก่อนจะเงียบหายไป แต่ปัจจุบัน QQ กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นจีนเจนซี มีผู้ใช้งานรวมกว่า 532 ล้านยูสเซอร์ต่อเดือน ด้วยฟีเจอร์ที่มีสีสัน เชื่อมโยงระบบเข้ากับเกมต่างๆ การปรับแต่งตัวละครอวตารได้ละเอียดและหลากหลาย เป็นต้น
อีกแอปฯ ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องคือ Xiaohongshu (RedNote) ที่มีผู้ใช้งานที่ 350-400 ล้านยูสเซอร์ต่อเดือน โดดเด่นในแง่ของการเป็นชุมชนด้านไลฟ์สไตล์และมีอิทธิพลสูงต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการ โดยผู้ใช้งานส่วนใหญ่ 70% เป็นผู้หญิง ขับเคลื่อนเทรนด์ด้านความงาม แฟชั่น การท่องเที่ยว และสินค้าหรูหราในกลุ่มคนเมืองรุ่นใหม่
ตลาดละครสั้นแนวตั้ง
สำหรับ ละครสั้น (Micro-drama หรือ Vertical Drama) ตามคำจำกัดความอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ของสำนักงานวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติจีน (National Radio and Television Administration: NRTA) หมายถึง “ละครออนไลน์ที่มีความยาวต่อตอนตั้งแต่ไม่กี่สิบวินาทีจนถึงประมาณ 15 นาที มีแก่นเรื่องและโครงเรื่องหลักที่ค่อนข้างชัดเจน และมีโครงเรื่องที่ค่อนข้างต่อเนื่องและมีความสมบูรณ์” โดยเป็นรูปแบบที่ 4 ของงานละครและซีรีส์ออนไลน์ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ถัดจากละครและซีรีส์ออนไลน์ ภาพยนตร์ออนไลน์ และแอนิเมชันออนไลน์
ข้อมูลจาก iiMedia Research ระบุว่า ตลาดละครสั้นวิดีโอแนวตั้งความยาว 1–3 นาที ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 มียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันละครสั้นรวมทั่วโลกมากกว่า 850 ล้านครั้ง (เติบโตขึ้นถึง 140% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน)
สำหรับตลาดละครสั้นในประเทศจีน ในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 51,500 ล้านหยวน (ประมาณ 2.45 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 35.1% และในปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 67,790 ล้านหยวน (ประมาณ 3.38 แสนล้านบาท) และคาดการณ์ว่าอาจเติบโตจนมีมูลค่า 100,000 ล้านหยวน (ประมาณ 5 แสนล้านบาท ) ภายในปี 2573
ซึ่งหากเปรียบเทียบกับมูลค่าตลาดละครสั้นทั่วโลก ตลาดละครจีนถือว่าเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มาก โดยในปี 2569 คาดมูลค่าทะลุ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5 แสนล้านบาท) โดยสถาบันวิจัย Omdia และสื่ออุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า ตลาดจะเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลจนมีมูลค่าสูงถึง 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.1 แสนล้านบาท) ภายในปี 2573
ขณะเดียวกันความก้าวหน้าของ AI ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มหาศาล สูงสุดถึง 90% โดยในการผลิตละครสั้นของจีนยุคเอไอ ใช้ต้นทุนต่ำกว่า 200,000 หยวน (ประมาณ 1 ล้านบาท) ใช้เวลาเพียง 1–3 วัน ต่างจากการถ่ายทำแบบคนแสดงที่ใช้ทุนราว 1.5 ล้านหยวน (ประมาณ 7.5 ล้านบาท) ส่งผลให้ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีละครสั้นเปิดตัวใหม่กว่า 128,000 เรื่อง ซึ่งมากกว่า 95% (ราว 122,000 เรื่อง) เป็นละครที่สร้างโดย AI
ไทยรัฐออนไลน์ มีเยี่ยมชม Shanhai Group เจ้าของแอปพลิเคชันและแบรนด์ละครสั้น “Shanhai Short Drama” (山海短剧) ในจีน และแอปฯ ละครสั้นอย่าง “Stardust TV” สำหรับผู้ชมในต่างประเทศ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองหนานหนิง
Shanhai Group ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตละครสั้นแถวหน้าในเวลาไม่กี่ปี โดยมีละครบนแพลตฟอร์มมากกว่า 12,000 เรื่อง ส่วนแรกคือละครซึ่งเป็นคนแสดงจริง โดยทางบริษัทจะมีทีมโปรดักชันของตนเองและจ้างนักแสดงจากค่ายต่างๆ มาเล่น
อีกส่วนคือละครที่ผลิต AI โดยมีการพัฒนาโมเดล AI ของตนเองขึ้นมาโดยเฉพาะ ใช้ชื่อว่า “Nova AI” สำหรับผลิตละคร รวมถึงใช้ในการแปลซับไตเติลและพากย์เสียงภาษาต่างๆ สำหรับละครสั้นที่ฉายผ่านแอปฯ Stardust โดยปัจจุบันมียอดผู้ใช้งานแอปฯ ดังกล่าวต่อเดือน กว่า 77 ล้านคนทั่วโลก ตอกย้ำให้เห็นถึงความนิยมของละครสั้นจีน
การใช้ AI ในสื่อหลัก
จากข้อมูลข้างต้น อาจเป็นการใช้งานเอไอในระดับของผู้ให้บริการและระดับประชาชนผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ขณะเดียวกันใน “สื่อหลัก” ของจีน ก็มีการใช้เอไอเข้ามาร่วมทำงานอยู่ไม่น้อย สถานีวิทยุและโทรทัศน์กว่างซี (Guangxi Radio and Television : GXRTV) องค์กรสื่อของรัฐระดับมณฑลในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ประเทศจีน ก็มีการใช้เอไอช่วยในการทำงานในหลายระดับ
ในส่วนของแผนกวิทยุ มีการใช้เอไอเข้ามาดูแลระบบการดำเนินการ ตรวจจับและพยากรณ์ความผิดปกติของสัญญาณล่วงหน้า เพื่อแก้ไขก่อนจะเกิดการขัดข้องจริง ให้การออกอากาศเป็นไปอย่างราบรื่นไม่สะดุด ขณะเดียวกันได้มีการตั้งแผนกสตูดิโอเอไอ (AI Studio) เข้ามาช่วยผลิตงานที่ใช้งานในการออกอากาศทั้งในโทรทัศน์และช่องทางโซเชียลมีเดียของสถานีฯ เช่นใช้ในการออกแบบตัวอักษรเฉพาะ ภาพ วิดีโอสั้น ซึ่งใช้หลายโปรแกรมเอไอร่วมกัน เช่น แอปพลิเคชัน “โต้วเปา” (Doubao หรือ 豆包) เป็นต้น
ซึ่งสตูดิโอเอไอแห่งนี้ เปิดทำการมาเพียง 1 ปี โดยมีพนักงานเพียง 4 คน แต่สามารถลดภาระงานและเวลาในส่วนของการออกกองถ่ายทำได้จำนวนมาก อย่างไรก็ดี ในการใช้เอไอในการช่วยทำงาน หรือผลิตเป็นภาพและวิดีโอต่างๆ ต้องมีข้อความกำกับว่าสร้างโดยเอไอเสมอ
ขณะเดียวกัน ก็มีข้อจำกัดและมาตรฐานทางจริยธรรมของสื่อสารมวลชน ที่ต้องพิจารณาร่วมด้วยว่า สิ่งไหนสามารถใช้เอไอช่วยทำงานได้ และสิ่งไหนไม่ควร ที่ “China Daily” สำนักข่าวและหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายวันของรัฐบาลจีน ได้แบ่งการทำงานอย่างชัดเจน คือ งานส่วนที่สามารถใช้เอไอทำได้ เช่น การถอดเทป สรุปเนื้อหา การแปลเบื้องต้น ให้ช่วยคิดไอเดียพาดหัวข่าว การทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleaning) เป็นต้น และงานที่ไม่ควรใช้เอไอ คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริง ผลิตงานในหัวข้อที่ละเอียดอ่อน การเผยแพร่ขั้นสุดท้าย และที่สำคัญที่สุดคือ เอไอไม่สามารถทำหน้าที่รับผิดชอบผลกระทบของงานชิ้นนั้นได้ นั่นยังอยู่ในขอบเขตของมนุษย์ ดังนั้นจึงต้องใช้เอไออย่างมีวิจารณญาณ และมีความรับผิดชอบ และมี Byline Accountability (ความรับผิดชอบผ่านชื่อผู้เขียน)
นักข่าวของ China Daily ระบุว่า ยิ่งเอไอมีความก้าวหน้ามากเท่าไหร่ นักข่าวหรือมนุษย์ยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้นในการตรวจสอบข้อมูล มอบ “สัมผัสความเป็นมนุษย์” (Human Touch) ซึ่งยังเป็นสิ่งที่เอไอทำไม่ได้และสังคมต้องการ
“เอไอช่วยให้เราประหยัดเวลา แต่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าเราจะใช้เวลาที่ได้กลับคืนมานั้นอย่างไร เราควรนำเวลานั้นในการลงพื้นที่จริง คุยกับผู้คนให้มากขึ้น เพื่อจะได้สัมภาษณ์หรือสอบถามในคำถามที่ดีขึ้น ประเมินได้ดีกว่าเดิม ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้ามาเท่าไหร่ การตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น”
“กว่างซี” ประตูสู่อาเซียน
ทั้งนี้ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง (Guangxi Zhuang Autonomous Region) ถูกวางตำแหน่งโดยรัฐบาลจีนให้เป็น "ประตูสู่อาเซียน" (Gateway to ASEAN) เนื่องจากที่ตั้งซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศ อยู่ติดกับประเทศอาเซียนทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงมีวัฒนธรรมและภาษาคล้ายกันในบางส่วน จึงรับบทบาทสำคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างจีนและประเทศอาเซียนในด้านต่างๆ ทั้งในทางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน รวมถึงมีความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมไปจนถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งหากได้เดินทางมาเยือน มักจะได้เห็นสถานที่ หรือกิจกรรมต่างๆ มีคำว่า “จีน-อาเซียน” พ่วงท้ายอยู่เสมอ
ในทุกๆ ปี จะมีการจัดงานใหญ่อย่าง China-ASEAN Expo - CAEXPO งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน โดยในปีนี้เป็นปีที่ 23 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยในโซนของประเทศไทย ทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้มีการคัดเลือกสินค้าจากผู้ประกอบการไทยไปจัดแสดงกว่า 100 บูธ หวังสร้างมูลค่าการค้าตลอดปี 200 ล้านบาท โดยล่าสุดที่มณฑลกว่างซียังได้มีการเปิด “คลองผิงลู่” ซึ่งจะเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าใหม่ความยาว 134 กิโลเมตร ที่มีการประเมินว่า จะช่วยลดระยะเวลาขนส่งอย่างน้อย 10 วัน และลดต้นทุนค่าขนส่ง 15-30% ซึ่งจะเป็นโอกาสและเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ประกอบการไทย
ด้านสังคมและวัฒนธรรม ที่สถานีวิทยุและโทรทัศน์กว่างซี (GXRTV) ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีความร่วมมือกับอาเซียนอย่างใกล้ชิด ทั้งการเผยแพร่ข่าวสารและข้อมูล มีรายการวิทยุที่เกี่ยวกับอาเซียนโดยเฉพาะ ไปจนถึงความร่วมมือกับสื่อหรือสถานีโทรทัศน์ของแต่ละชาติอาเซียน เพื่อนำซีรีส์และสารคดีจีนไปเผยแพร่ โดยจะทำการคัดเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศหรือช่องนั้นๆ ก่อนร่วมมือกันในการแปลภาษาหรือพากย์เสียง ซึ่งในแต่ละปีมีซีรีส์และสารคดีเผยแพร่ผ่านช่องของชาติของอาเซียนรวมกันมากกว่า 1,000 ตอน ทั้งทางโทรทัศน์ และช่องทางโซเชียลต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ติ๊กต๊อก
ในส่วนของความร่วมมือด้าน AI ที่นครหนานหนิงมี ศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรม AI จีน-อาเซียน (CAAIC) ที่เริ่มทดลองดำเนินการเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยเป็นศูนย์กลางหลักในความร่วมมือด้านนวัตกรรม AI ในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือทางดิจิทัล โดยมีแผนจัดตั้งศูนย์ย่อยในประเทศสมาชิกอาเซียนและเมืองสำคัญอื่นๆ ของจีน ล่าสุดได้มีการจัดตั้งแล้วที่ประเทศลาว และเวียดนาม
ภายในศูนย์ดังกล่าวมีการจัดแสดงนวัตกรรมด้าน AI ครอบคลุมด้านการแพทย์อัจฉริยะ การคมนาคม ขนส่ง การบริหารจัดการสังคม เช่น เทเลเมดิซีน, การใช้โดรน AI จัดการปัญหาไฟป่า ประเมินพื้นที่ภัยพิบัติและความรุนแรง รวมถึงแนวทางแก้ปัญหา ลดความเสี่ยงในการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไป การใช้ AI ในการเกษตรเพื่อคำนวณปริมาณปุ๋ยและน้ำที่แม่นยำ ไปจนถึงการใช้ AI ในชีวิตประจำวัน เช่น หุ่นยนต์แข่งหมากรุก หรือหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงเพื่อเป็นเพื่อนแก้เหงา
ในศูนย์ฯ ยังมีการนำเสนอแผนการประสานงาน โครงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอเชื่อมโยงระหว่างจีนและอาเซียน ซึ่งหลายเทคโนโลยีหากมีการถ่ายทอดหรือนำมาปรับใช้ในประเทศไทยได้ ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง เคยให้ความเห็นเอาไว้ว่า แม้อาเซียนจะเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีน และปัจจุบันหลายประเทศยังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางนวัตกรรมดิจิทัล และยังขาดความเชื่อมโยงด้านเทคโนโลยี เอไอ แหล่งเงินทุน และบุคลากร การสร้างศูนย์เอไอจีน-อาเซียน จะเป็นกลไกสำคัญในการกระชับความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนทั้งในทุกๆ ด้าน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนไทยสามารถใช้ประโยชน์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้าน AI แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิจัย การต่อยอดทางธุรกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับการทำงาน การดำเนินธุรกิจ และคุณภาพชีวิตต่อไป
เราจึงอาจกล่าวได้ว่า “กว่างซี” สำหรับประเทศไทย ไม่ใช่เพียงจุดเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ระหว่างจีนกับอาเซียน แต่ยังเป็นหนึ่งใน “สะพานเชื่อมแห่งอนาคต” ที่สำคัญ รวบรวมทั้งด้านเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ สังคมวัฒนธรรม และเอไอเข้าด้วยกันอีกด้วย
หมายเหตุ : ภาพและเนื้อหาส่วนหนึ่ง จากการเข้าร่วมโครงการ 2026 ASEAN-China Youth Hosts Camp


