รั้วติดลวดหนาม เตียงเสริมกรงเหล็ก “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” จ.กาญจนบุรี ภาพสะท้อน ระบบดูแลคนแก่ป่วยจิตเวชไม่พอ หมอชี้ ส่วนใหญ่มีภาวะสมองเสื่อมรุนแรง อาละวาด หวังยกระดับศูนย์ดูแล
กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตา กรณี ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี มีรายงานว่า หญิง (แม่) รายหนึ่ง เรียกร้องความเป็นธรรมในรายการโหนกระแส โดยอ้างว่าตนถูกลูกชายและลูกสะใภ้ พาตัวไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโดยไม่สมัครใจ นานกว่า 2 ปีครึ่ง ตนถูกทำร้าย ข่มขู่ และบังคับกินยา ก่อนแอบติดต่อให้ลูกสาวช่วยรับออกมา และ วันที่ 6 ต.ค. 69 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ โดยมี คุณแมว เจ้าของศูนย์นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ซึ่งมีรายงานจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่าหลังเข้าตรวจสอบพบว่า มีผู้ป่วยจิตเวชสูงอายุที่เป็นเคสสีแดงถึง 92 ราย และมีการดูแลที่ไม่เหมาะสม
ต่อกรณีการดูแลผู้สูงอายุ ที่ประสบปัญหาป่วยทางจิต ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาเด็ก และผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งและการดูแลแบบประคับประคอง การดูแลและการจัดสถานที่สำหรับผู้สูงอายุ กล่าวว่า หากมีผู้สูงอายุที่ไม่ให้ความร่วมมือควรจัดให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่ควรใช้กรงกักขังเพราะถือว่ารุนแรงเกินไป ควรปฏิบัติต่อผู้สูงอายุอย่างเป็นมนุษย์ ซึ่งเตียงนอนทั่วไปที่ใช้ในบ้านไม่มีที่กั้น แต่เตียงที่เหมาะสม (เช่น เตียงโรงพยาบาล) ควรมีที่กั้น ที่เจ้าหน้าที่สามารถปรับขึ้น-ลงได้ตามความเหมาะสม สถานที่ดูแลควรมีความสะอาด สว่าง และน่าอยู่อาศัย
ขณะนี้ มีครอบครัวจำนวนมากที่ไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุเองได้ ภาครัฐมีงบประมาณและสถานที่รองรับจำกัด ทำให้การสั่งปิดสถานที่ไม่ได้มาตรฐานกลายเป็นปัญหาสังคมว่าผู้สูงอายุจะต้องไปอยู่ที่ใด และในสถานดูแลผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มีแพทย์ประจำอยู่ตลอดเวลา ต้องอาศัยการพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ในระบบเพื่อสั่งยา และให้เจ้าหน้าที่ดูแลตามอาการ
อาการจิตเวชมักเกิดขึ้นเฉพาะบางช่วงเวลาของโรคสมองเสื่อม อาจยาวนานหลายเดือนหรือหลายปี เมื่อภาวะสมองเสื่อมรุนแรงขึ้น อาการอาละวาดหรือพฤติกรรมดังกล่าวจะค่อยๆ สงบลงไปเอง สนับสนุนให้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านมากกว่าหากมีความพร้อม และเสนอแนะให้ผู้ประกอบการรายใหม่ศึกษารูปแบบตัวอย่างที่ดี ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มาตรฐาน และช่วยกันสอดส่องดูแลเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
ประเทศไทยมีกฎหมายกำกับเรื่องนี้อยู่แล้ว พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 และกฎกระทรวงที่ออกตามกฎหมายดังกล่าวในปี 2563 กำหนดให้กิจการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงอยู่ภายใต้ระบบการอนุญาต และมีมาตรฐานด้านสถานที่ ความปลอดภัย และการให้บริการ
ปัจจุบันยังมีระบบตรวจประเมินหลังได้รับใบอนุญาต (Post-Audit) ด้วย สำหรับผู้ป่วยจิตเวช กฎหมายสุขภาพจิตยังมีหลักคุ้มครองเฉพาะเกี่ยวกับการผูกมัดร่างกาย การกักบริเวณ หรือแยกผู้ป่วย โดยต้องมีความจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายและอยู่ภายใต้การดูแลตามมาตรฐาน
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุยังไม่เพียงพอ
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับ พลอากาศเอก นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา โพสต์ข้อมูลว่า ภาพผู้ป่วยในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงแห่งหนึ่ง นอนบนเตียงที่มี “เหล็กครอบ” ทำให้รู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง “ผู้สูงอายุไม่ใช่ผู้ต้องขัง เตียงดูแลไม่ควรกลายเป็นกรง” และต้องแยกระหว่างการป้องกันผู้ป่วยตกเตียง กับการจำกัดการเคลื่อนไหวที่อาจก่อให้เกิดอันตราย การผูกยึดหรือจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ไม่ควรเป็นมาตรการทั่วไปเพื่อป้องกันการพลัดตก หากมีความจำเป็นจริง ควรใช้ในระยะสั้นที่สุด เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หลังประเมินความเสี่ยงจากการพิจารณาทางเลือกอื่นแล้ว เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การพยายามดิ้นหรือปีนออก แผลกดทับ กล้ามเนื้อลีบ กระทบสภาพจิตใจ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว อ้างอิงจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2568 ระบุว่า มีประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ประมาณ 14.68 ล้านคน คิดเป็น 20.9% ของประชากรทั้งหมด หรือคนไทยมากกว่า 1 ใน 5 เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งในส่วนหนึ่งมีผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงต้องได้รับการดูแลระยะยาว สะท้อนให้เห็นว่าควรทบทวนระบบการดูแลผู้สูงอายุ
พล.อ.อ.นพ.อิทธพร มองว่า กรณีดังกล่าว ต้องรอการสอบสวนข้อเท็จจริงจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกำลังดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตาม การใส่กรงไม่เหมาะสมกับการดูแลผู้สูงวัย จะตามมาด้วยปัญหาหลายอย่าง ถ้ามีอาการสับสน ซึ่งอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ จากโรคทางกาย, โรคสมอง, ยา รวมถึงสภาวะทางจิตเวช ควรต้องส่งตัวไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษา รับยา ให้อาการปกติ ดีแล้วค่อยกลับมาดูแลต่อ จะเป็นประโยชน์มากที่สุด เพราะศูนย์ดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่สถานพยาบาล เป็นสถานที่ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น และอาจแก้ปัญหาความเจ็บป่วยไม่ได้
พล.อ.อ.นพ.อิทธพร มองว่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุมีพันกว่าแห่ง แต่ละที่มีความแตกต่างกัน ถ้านำญาติเข้าไปให้ดูแล จำเป็นต้องติดตามการเป็นอยู่ต่อเนื่อง ว่าการดูแลได้มาตรฐานไหม และบุคลากรเป็นอย่างไร ญาติเรามีความสุขสบายดีหรือไม่ ส่วนที่ไหนจะเหมาะสมอย่างไร ขึ้นอยู่กับความต้องการและสถานการณ์เงินของแต่ละครอบครัว ซึ่งภาครัฐควรจะต้องมีมาตรการกำกับดูแล ส่งเสริมและสนับสนุนศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกลุ่มนี้ให้ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและคุ้มครองสิทธิของผู้สูงวัยที่เข้าไปรับบริการ และบูรณาการสนับสนุนการเพิ่มจำนวนที่มีมาตรฐานมากขึ้น ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เป็นวาระแห่งชาติ
ล่าสุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีคำชี้แจงจากผู้ประกอบการแล้ว แต่ยังไม่สามารถชี้ใครผิดได้


