ปมร้อนปลด “ดีดีการบินไทย” ทางออกจัดการกระเป๋าตกค้าง หรือระบบอุปถัมภ์ซ้ำซาก? แหล่งข่าวแวดวงการบิน วิเคราะห์ เบื้องหลัง ระบบคนภายในรวน จับตาแบ่งเค้กก้อนใหญ่


จากเหตุการณ์ สัมภาระการบินไทยตกค้างจำนวนมาก จากผลกระทบน้ำท่วม ทำให้วันที่ 2 ต.ค.69 ที่ผ่านมา นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เรียกประชุมบอร์ดเป็นการด่วน สั่งพักงานและตั้งคณะกรรมการสอบทุจริตและข้อบกพร่องของนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) หรือ เจ้าหน้าที่บริหาร (DD) การบินไทย ใน 2 ข้อกล่าวหาคือ


1. กรณีไร้ความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤต ไม่สามารถบริหารจัดการด้านการบิน การให้บริการภาคพื้นดิน รวมถึงการจัดการคลังสินค้าทั้งขาเข้า-ขาออกของสนามบินได้ และมีผลทำให้เกิดความโกลาหล มีกระเป๋าผู้โดยสารตกค้างจำนวนนับหมื่นใบ ในขณะเดียวกันก็มีสินค้าขาเข้า และขาออกตกค้างอยู่ ณ อาคารคาร์โก้ของสนามบินจำนวนมาก


2. ข้อกล่าวหาเก่า ที่กระทรวงการคลัง ตรวจพบว่า มีการทุจริตจัดซื้อไวน์ขึ้นไปให้บริการในเครื่องบิน โดยมีการล้วงลูกจากฝ่ายจัดซื้อ จำนวน 860,000 ขวด และซื้อในราคาสูงถึงขวดละกว่า 1,000 บาท ก่อนหน้านี้ตรวจสอบพบว่า มีความพยายามจะตั้งกรรมการสอบสวนการทุจริตจัดซื้อไวน์ดังกล่าวแล้ว เนื่องจากมีการจัดซื้อคราวเดียวจำนวนมากและรวมมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากมีอดีตผู้บริหารเก่าคัดค้านการตั้งกรรมการสอบ จึงต้องยุติเรื่องนี้ไป


ต่อมามีรายงานว่า บอร์ดการบินไทย ได้มีการสั่งปลดนายชาย เอี่ยมศิริ พ้นจากตำแหน่ง พร้อมตั้งนายสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการการบินไทย ให้รักษาการแทน และล่าสุดวันนี้ (5 ต.ค.69) บอร์ดการบินไทย มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะกรรมการการบินไทย ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อให้การแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างละเอียดรอบด้านและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย



ขณะที่นายชาย ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงปมทุจริตจัดซื้อไวน์ ยืนยันกระบวนการโปร่งใสตรวจสอบได้ ลั่นทำงาน 41 ปี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ท้าหน่วยงานตรวจสอบ ย้ำชัดดราม่านี้ไม่รับกระเช้า


“ผมขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นบนโซเชียลเรื่องการซื้อไวน์ กล่าวหาว่าผมล้วงลูก ดึงมาดำเนินการเอง และผูกไปถึงเรื่องทุจริต ซึ่งเกิดจากการนำเสนอของสื่อบางคน ผมขอยืนยันในการทำงานโดยเฉพาะเกี่ยวกับการจัดซื้อไวน์ มีขั้นตอนกระบวนการเป็นไปตามระเบียบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา


หากแม้ว่าเป็นเรื่องจริง ฝ่ายตรวจสอบภายในและคณะกรรมการตรวจสอบก็มีหน้าที่จะต้องดำเนินการ ตลอด 41 ปีของการทำงาน ผมไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อยเกี่ยวกับการทุจริต ท่านสื่อเหล่านั้นก็ถามต่อว่าอดีตไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นจะไม่ทำ ตอบคือเป็นหน้าที่ของกระบวนการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เป็นเรื่องสื่อมโนเอาเอง


เรื่องอื่นผมยอมรับฟังได้ แต่เรื่องผมทุจริต ผมยอมไม่ได้จริงๆ ผมเป็น DD ที่มีฐานะการเงินด้อยที่สุดของDD การบินไทยอยู่แล้ว และยินดีให้หน่วยงานใดๆในประเทศนี้มาตรวจสอบ”


ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้กับแหล่งข่าวระดับสูงในวงการการบิน เผยว่า เวลานี้เป็นช่วงใกล้หมดวาระของดีดีการบินไทยพอดี โดยปัญหาสัมภาระตกค้าง เกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้พนักงานอาจไม่สามารถมาทำงานได้ครบอัตรา แต่ที่พบคือพนักงานสามารถกลับไปทำงานให้สายการบินอื่นได้ ทำให้สะท้อนว่าอาจมีปัญหาในการบริหารจัดการ


ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นไม่ได้ท่วมในทุกพื้นที่ และในระดับของสนามบินนานาชาติ ผู้บริหารต้องมีแผนสำรองรองรับในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น หากพนักงานกะต่อไปมาไม่ได้ สามารถให้พนักงานที่มาทำงานควงกะต่อไปหรือไม่ หรือหาคนเข้ามาทดแทน



แหล่งข่าว มองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มี “เบื้องหลัง” ทั้งในการบริหารจัดการกำลังคน ซึ่งการจัดการสัมภาระจะมีเรื่องทางเทคนิค ทั้งการจัดสรรกระเป๋า การติดแท็กต่างๆ ในกรณีนี้ที่พนักงานจัดการสัมภาระขาด ต้องหากลุ่มคนมาทดแทน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความชำนาญหรือเชี่ยวชาญในการใช้ระบบ และกลุ่มพนักงานยกขนย้าย ที่อาจไม่จำเป็นต้องรู้เทคนิคมากและควรหาคนมาทดแทนได้ เช่น ขอกำลังช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทหาร


ทั้งนี้การที่สัมภาระไม่ถูกเคลื่อนย้ายแสดงว่าไม่ถูกจัดให้เข้าระบบหรือไม่ ปัญหาจึงอาจอยู่ที่กลุ่มที่เชี่ยวชาญ ซึ่งข้อสังเกตคือไม่สามารถบริหารจัดการได้ในเวลานั้น จนเมื่อเกิดการปลดแล้วกลับมาแก้ไขได้ในท้ายที่สุด


“ในระดับมืออาชีพที่ทำงานมาขนาดนี้ ไม่น่าจะมีความผิดพลาด เพราะระบบถูกสร้างมาเพื่อให้มีรูปแบบทำงานแบบนี้อยู่แล้ว เหลือแต่หาคนเข้ามาทำงานให้ได้เท่านั้น โดยระบบซอฟต์แวร์ในการควบคุมก็ไม่ได้เสียหายหรือล่มจากน้ำท่วม จึงเป็นเรื่องของการจัดการในเบื้องหลังบ้างนิดหน่อย”


สำหรับการสั่งปลด ก็มองว่าอาจมีเบื้องหลังเช่นกัน เพราะเป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ประสบการณ์และชื่อเสียงเข้ามาทำงาน มีเงินเดือนที่สูง ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องของฝีมือการทำงานเพียงอย่างเดียวแต่มีเรื่องของคนที่สนับสนุนด้วย โดยที่ผ่านมาไม่เคยมีการปลดจากตำแหน่งระดับสูงฟ้าผ่ามาก่อน เพราะแต่ละคนมี “คนหนุนหลัง” อยู่แล้ว แต่พอทำงานไปคนที่หนุนหลังอาจจะถอนตัวหรือเปลี่ยนไปก็เป็นได้


แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้การบินไทยเสียเครดิตในฐานะสายการบินแห่งชาติ หรืออาจทำให้ประเทศไทยเสียหายได้ แต่ก็อาจเป็นการ “ยอมเสีย” แล้วค่อยไปสร้างใหม่ภายหลัง โดยมองว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นภาพรวมของคนทั้งประเทศ แลกกับการให้บุคคลกลุ่มหนึ่งสามารถเข้ามายึดครองหรือเข้าสู่ตำแหน่งได้


ภาพการบริหารจัดการผิดพลาดที่ทำให้สามารถปลดดีดีจากตำแหน่งได้ นอกจากปัญหาเรื่องสัมภาระล่าช้า อาจเป็นเรื่องของการจัดไฟลท์ผิดพลาด เที่ยวบินไม่สามารถเดินทางได้ตามกำหนดการ ไม่สามารถจัดหาเครื่องบินมาทดแทนได้



เมื่อสอบถามว่าตัวของนายชายเองก็มีจุดบกพร่องด้วยหรือไม่ แหล่งข่าวชี้ว่า ในตำแหน่งผู้บริหารก็สามารถบริหารจัดการได้ในระดับหนึ่ง โดยควบคุมบริหารได้รองลงมาอีก 2 ชั้น อาจไม่สามารถตามไปควบคุมในสายที่รองลงมาจากนั้นได้ นอกจากนี้ภายในการบินไทยก็ยังมีปัญหาระบบอุปถัมภ์อยู่ค่อนข้างมาก


ส่วนประเด็นที่มีการมองว่านายชาย สามารถบริหารจนการบินไทยฟื้นกลับมาได้ หากมีการเปลี่ยนมือจะกลับเป็นแบบเดิมหรือไม่นั้น แหล่งข่าว มองว่า อย่างที่มีการพูดคุยกันถึงโครงสร้างการถือหุ้นใหม่ จะเห็นได้ว่าผลที่เกิดขึ้นมีทั้งเรื่องของการจัดวางสถานะ และอีกเรื่องคือ “คน” ที่เมื่อใช้งานจนประสบผลสำเร็จแล้ว ก็ถึงเวลาต้องเอากลุ่มคนของตัวเองเข้ามารับผลประโยชน์ต่อไปใช่หรือไม่ เพราะการบินไทยก็ถือเป็นเค้กก้อนใหญ่ของประเทศ



เมื่อถามว่าจากนี้ การบินไทย ควรต้องจัดการตัวเองอย่างไร แหล่งข่าว มองว่าอยู่ที่ผู้อยู่เบื้องหลังว่าจะมีสำนึกในการชั่งน้ำหนักระหว่างประเทศชาติและผลประโยชน์ส่วนตน อันไหนควรเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่เสียหายจนเกินไป ทั้งในเรื่องชื่อเสียงประเทศ ไปจนถึงความเสียหายต่อทรัพยากรหรือรายได้ของชาติ


“ไม่ใช่เฉพาะกับการบินไทย แต่เราจะเห็นได้ว่าอะไรที่เป็นรายได้ของประเทศชาติ เช่น น้ำมัน ก็จะเกิดปัญหาเช่นนี้”


ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังต้องรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ซึ่งทีมข่าวจะนำมาเสนอเมื่อมีความเคลื่อนไหวต่อไป