น้ำท่วม 11 วัน มือถือสั่น 216 ครั้ง “คณะทำงานดิจิทัลฝ่ายค้าน” ชี้ข้อจำกัด Cell Broadcast คอขวดรอส่วนกลางอนุมัติ-ไม่รู้คำเตือนไหนเร่งด่วน แนะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น แยกระดับวิกฤตเน้นสิ่งต้องทำทันที
จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง ระบบการแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือ Cell Broadcast เข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณเตือนภัยถึงมือประชาชน
ล่าสุดวันที่ 4 ต.ค.69 นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน ตำแหน่งที่ปรึกษาและอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยข้อมูลสถิติมือถือคนไทยสั่นเตือนภัยน้ำท่วม 216 ครั้ง ในช่วง 11 วัน (24 ก.ย. - 4 ต.ค.) ครอบคลุม 36 จังหวัด 195 อำเภอ/เขต แบ่งเป็นระดับรุนแรง (Extreme Alert) 31 ครั้ง และให้ข้อมูล (Informational Alert) 185 ครั้ง พร้อมข้อเสนอให้มีเว็บไซต์ Portal หรือหน้าเว็บทางการแบบ J-Alert ของญี่ปุ่น เพื่อรวบรวมข้อมูลและให้ความรู้อย่างเป็นทางการ
ทีมงานเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับนายนิธิกร ถึงกรณีการใช้ระบบ Cell Broadcast ในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ว่ายังมีปัญหา หรือข้อเสนอแนะใดบ้าง
นายนิธิกร ระบุว่า จุดเด่นของ Cell Broadcast คือการส่งข้อความแล้วเด้งขึ้นมาบนหน้าจอแจ้งเตือนหรือ Notification ของมือถือได้เลย สามารถเลือกส่งเจาะจงตามพื้นที่ย่อยอย่างรายตำบลหรือรายอำเภอได้ แต่ขั้นตอนการอนุมัติก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร
ผู้ที่มีอำนาจในการส่งข้อความหาประชาชนคือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เมื่อท้องถิ่นต้องการแจ้งข้อมูลจะต้องส่งเรื่องไปที่ ปภ. เพื่อรอการอนุมัติก่อน ไม่ใช่การบรอดคาสต์ที่ทันท่วงที อย่างที่เคยเห็นข่าวกันว่าทางกรุงเทพมหานครเคยแจ้งเรื่องไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการบรอดคาสต์ต่อในทันที
การแจ้งเตือน 216 ครั้ง เยอะไปไหม หรือไม่?
เมื่อพูดถึงประเด็นที่มีการส่งข้อความแจ้งเตือนจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนถกเถียงกันว่าส่งบ่อยเกินไปจนทำให้คนเริ่มมองไม่เห็นความสำคัญหรือไม่นั้น นายนิธิกร มองว่าการส่งข้อความเยอะก็ไม่ได้แย่ เพราะเหมือนเป็นการให้ข้อมูลกับประชาชน เปรียบเทียบกับต่างประเทศอย่างเกาหลีใต้ที่ส่งข้อความแทบทุกเรื่องจนโดนประชาชนในประเทศตำหนิเช่นกัน แต่อีกมุมหนึ่งก็มองว่าการมีข้อมูลให้เยอะยังดีกว่าไม่ให้เลย
แต่ปัญหาหลักอยู่ที่รูปแบบข้อความ เพราะตอนนี้ทุกอย่างเป็นตัวอักษรทั้งหมด ทำให้เวลาคนได้รับแล้วจะแยกไม่ออกว่าอันไหนคือเหตุวิกฤตฉุกเฉินที่ต้องรีบสนใจหรืออันไหนเป็นแค่ข้อมูลทั่วไป นอกจากนี้ เมื่อลองดูสถิติย้อนหลัง จะเห็นว่ากรุงเทพมหานครส่งข้อความจำนวนมากเพราะทาง กทม. เริ่มรู้กลไกและส่งข้อมูลศูนย์อพยพครบทุกเขต ในขณะที่จังหวัดอื่นที่มีน้ำท่วมหนักเหมือนกัน กลับไม่มีการแจ้งเตือนจุดอพยพในลักษณะเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าท้องถิ่นในต่างจังหวัดอาจจะยังไม่รู้ว่ามีกลไกแบบนี้ที่สามารถทำได้เหมือนทาง กทม.
สิ่งสำคัญที่ระบบเตือนภัยไทย “ควรจะมี”
สุดท้าย นายนิธิกรได้ฝากข้อเสนอแนะในการยกระดับระบบ Cell Broadcast ของประเทศไทยไว้ดังนี้
- การกระจายอำนาจการส่งตามระดับความรุนแรงของภัย
สำหรับระดับ National Alert และ Extreme Alert ควรให้ส่วนกลางหรือ ปภ. เป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติและกดส่ง ส่วนสำหรับ Information Alert ในระดับพื้นที่ ควรพิจารณาให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจและส่งข้อความได้เอง เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวด
- เว็บไซต์กลางรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบย้อนหลัง
ประเทศไทยควรมีระบบจำแนกประเภทเตือนภัยให้ชัดเจน รวมถึงควรมีเว็บไซต์ทางการหรือ Official Website ที่รวบรวมประวัติการแจ้งเตือนทั้งหมดและคู่มือรับมือภัยพิบัติในแต่ละรูปแบบให้ประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย เหมือนกับระบบ J-Alert ของประเทศญี่ปุ่น
- การปรับเนื้อหาข้อความให้อ่านเข้าใจง่าย
เนื้อหาในข้อความควรนำประเด็นสำคัญหรือสิ่งที่คนต้องปฏิบัติทันที (Call to Action) เช่น มีศูนย์อพยพที่ไหนหรือต้องรีบอพยพภายในกี่โมง ขึ้นมาไว้ในบรรทัดแรก ๆ ไม่ควรเอาสาเหตุหลักอย่างเรื่องปริมาณการปล่อยน้ำจากเขื่อนขึ้นมาก่อน เพราะประชาชนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจในทันทีว่ามันส่งผลกระทบอะไรกับตัวเอง นอกจากนี้ อาจจะมีการใส่ไอคอนสีเขียว เหลือง แดง หรือใส่เครื่องหมายตกใจสีแดงเพื่อให้รู้ระดับความรุนแรง
- การนำเทคโนโลยี AI มาช่วยกลั่นกรอง
ในกรณีที่กลัวว่าถ้าให้ท้องถิ่นส่งข้อความเองแล้วอาจจะพิมพ์ใช้คำที่ไม่เหมาะสม สามารถนำ AI เข้ามาช่วยเกลาคำพูดและคั่นกลางในการตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งถึงมือประชาชนได้
- การยกระดับความรวดเร็วและรูปแบบการแจ้งเตือน
การส่งข้อความแจ้งเตือนภัย จะต้องมีการส่งก่อนเกิดเหตุการณ์จริงขึ้น ไม่ใช่ได้รับข้อความตอนที่มีน้ำท่วมถึงพื้นที่ไปแล้วและควรพิจารณาเพิ่มระบบสั่นหรือเสียงเตือนเฉพาะตัวแบบกรณีแผ่นดินไหว เพื่อให้รู้ทันทีว่าเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่ต้องระวัง