เสนอรื้อโครงสร้างงบ Thai PBS แตะ “ภาษีบาป” อดีต กสทช. มอง ต้องการลดงบประมาณรัดเข็มขัดรัฐ หรือการเมืองแทรกแซง ชี้สามารถลดงบประมาณจากภาษีบาปได้ แต่สะเทือนความอิสระการทำงานสื่อ

หลัง สส.พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายศุภชัย ใจสมุทร กับคณะ เสนอร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีสาระสำคัญคือยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากภาษีสุราและยาสูบ หรือ“ภาษีบาป” และเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส มาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่ต้องผ่านการพิจารณาจากฝ่ายบริหารคือสำนักงบประมาณ คณะรัฐมนตรีและฝ่ายนิติบัญญัติคือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งหลังจากนั้นได้มีเสียงวิจารณ์ถึงความอิสระของการทำงานของไทยพีบีเอส ในอนาคต


ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้คุยกับ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีต ปธ. อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ กสทช. มองว่า การจะรื้อระบบงบประมาณเดิมนั้น ต้องเริ่มจากการประเมินผลอย่างเป็นระบบก่อน ไม่ใช่เปลี่ยนโดยไร้วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน โดยต้องถามก่อนว่า งบประมาณของไทยพีบีเอส ที่ได้มา กระทบสถานะการเงินของรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน ทำไมถึงต้องเปลี่ยนวิธี การประเมินการทำงานในสายตารัฐบาลเป็นอย่างไร ถ้าแก้แล้วจะดีขึ้นจริง


ในเชิงการบริหาร หากประเทศจำเป็นต้องประหยัดงบประมาณจริงๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือหา ต้นเหตุของปัญหาให้เจอก่อน หากเห็นว่ารายได้จากภาษีบาปสูงเกินไป ก็สามารถปรับลดสัดส่วนการจัดสรรลงได้ ไม่จำเป็นต้องย้ายไปใช้ระบบงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด เพราะการนำไปผูกกับงบประมาณประจำปี จะสร้างความไม่แน่นอน และเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงทางการเมือง


นพ.ประวิทย์ มองจุดกำเนิดของสื่อสาธารณะในไทยว่า เกิดขึ้นจากบาดแผลทางการเมืองในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ซึ่งขณะนั้นสื่อถูกปิดกั้น ประชาชนต้องหันไปรับข่าวสารจากเคเบิลทีวีหรือสื่อต่างชาติ จนนำไปสู่การผลักดันให้เกิด “โทรทัศน์เสรี” อย่าง iTV


ทว่า โมเดลเชิงธุรกิจของ iTV กลับสัมปทานล้มเหลวจากต้นทุนและการคำนวณรายได้ที่ผิดพลาด จึงเกิดเป็นแนวคิดการจัดตั้ง Thai PBS ที่ใช้โมเดล “งบประมาณอิสระ” จัดสรรจากภาษีบาปโดยตรง เพื่อไม่ให้กระทบงบแผ่นดินส่วนอื่น และไม่ต้องง้อเงินโฆษณาเชิงพาณิชย์


“จิตวิญญาณเดิมของมันคือสื่อเสรี รัฐบาลต้องถามตัวเองก่อนว่า การเปลี่ยนแบบนี้ คือการทำลายจิตวิญญาณสื่อเสรีหรือไม่”


ต่อข้อโต้แย้งที่มองว่า การปรับไปใช้ระบบงบประมาณปกติอาจช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัวขึ้น หรือปรับลดงบส่วนเกินได้นั้น ส่วนตัวมองว่า รายได้รูปแบบเดิมทำให้องค์กรสามารถคาดการณ์งบประมาณล่วงหน้าและวางแผนงานได้อย่างมีเสถียรภาพ หากต้องเปลี่ยนไปขอจัดสรรงบรายปี ความอยู่รอดของสื่อสาธารณะจะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในแต่ละปี หากปีใดรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับสื่อ หรืองบประมาณแผ่นดินติดลบ งบของ Thai PBS ก็อาจถูกตัดลดลงทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบทบาทการเป็นสื่อกลาง


ดังนั้น การปฏิรูปองค์กรหรือสถาบันสื่อเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากการประเมินประสิทธิภาพ คุ้มค่า และค้นหาปัญหาที่แท้จริงเสียก่อน ถ้ามีปัญหามา ก็ไปแก้ปัญหา แต่ถ้าไม่มีปัญหา แล้วไปทำอะไรให้มันรวน นั่นคือการ “สร้างปัญหา” ไม่ใช่การแก้ปัญหา