ไทย-ลาว จัดประชุม JC ครั้งที่ 23 “สีหศักดิ์” เผยผลลัพธ์น่าพอใจ ส่งเสริมความร่วมมือรอบด้าน ปราบยาเสพติด-อาชญากรรม ยกระดับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ พร้อมสถาปนาเมืองคู่แฝดน่าน-หลวงพระบาง สร้างสะพานแห่งใหม่ ไทยปล่อยกู้ 1.7 พันล้าน เสริมการท่องเที่ยวและเดินทาง
วันนี้ (2 ตุลาคม 2569) ประเทศไทยและลาว จัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ครั้งที่ 23 หรือ JC (Joint Commission) ครั้งที่ 23 ที่โรงแรมพูลแมน นครหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานร่วมกับนายทองสะหวัน พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว
การประชุม JC ไทย-ลาว ครั้งที่ 23 นี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีไทย-ลาวอย่างรอบด้าน โดยผลการประชุมทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มุ่งสู่เป้าหมายความมั่นคงและการพัฒนาร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านกลไกความร่วมมือในทุกระดับ โดยเฉพาะกลไกระดับจังหวัด-แขวงชายแดน ครอบคลุม 3 เสาหลัก ได้แก่
- ด้านความมั่นคง เน้นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดน การเดินหน้าความร่วมมือด้านเขตแดน การปราบปรามขบวนการยาเสพติด ค้ามนุษย์ และการหลอกลวงออนไลน์ ความร่วมมือด้านแรงงาน
- ด้านเศรษฐกิจ เน้นยกระดับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย-สปป.ลาว ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในทุกด้านโดยเฉพาะการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ทั้งด่าน สะพาน ถนน กฎระเบียบ และเศรษฐกิจดิจิทัล ที่จะเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการค้าขาย การขนส่งข้ามแดน และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน โดยมีเป้าหมายการค้า 2 ฝ่ายที่ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 370,325 ล้านบาท) ภายในปี 2570 และการพัฒนาให้ไทย-สปป.ลาว เป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายโลจิสติกส์ของภูมิภาคที่มีศักยภาพเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับจีน เอเชียกลาง ไปถึงยุโรป นอกจากนี้ ไทยและ สปป.ลาว จะสนับสนุนกันในด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยเน้นพลังงานสะอาด และเครือข่ายไฟฟ้าอาเซียน เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- ด้านสังคมและวัฒนธรรม เน้นความร่วมมือเพื่อการพัฒนา การแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส การบริหารจัดการน้ำ การสถาปนาเมืองคู่แฝดระหว่างจังหวัดน่านกับหลวงพระบางและการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าให้มีนักท่องเที่ยวระหว่างกัน 3 ล้านคน/ปี
ในที่ประชุมได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรระหว่าง จ.น่าน กับแขวงหลวงพระบาง, การประกาศการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง และการแลกเปลี่ยนแผนการปฏิบัติงานก่อสร้างหลักเขตแดนไทย-ลาว จำนวน 8 หลัก โดยมี นายสีหศักดิ์ และนายทองสะหวัน เป็นสักขีพยานการลงนาม
ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า การประชุมนี้ถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างมาก เป็นการดูความสัมพันธ์ในภาพรวมทั้งหมด ทบทวนสิ่งที่ตกลงกัน รวมถึงความร่วมมือต่างๆ ว่าดำเนินการไปถึงไหน ซึ่งระหว่างไทยและลาวก็มีความร่วมมือครอบคลุมทุกด้าน ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนบ้าน ซึ่งประเทศไทยมีนโยบายหลักในการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศบนพื้นฐานของความมั่นคง ความก้าวหน้า รวมถึงการมองอนาคตร่วมกัน และก็ยังมีเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนอีกด้วย
“เพราะฉะนั้นความร่วมมือทั้งหมดก็นำไปสู่เป้าหมายนี้ทั้งสิ้น สิ่งสำคัญก็คือ ต้องมองไปข้างหน้าด้วย เพราะความร่วมมือที่สำคัญก็คือ จะทำอย่างไรให้ชายแดนมีความมั่นคงและความก้าวหน้า ซึ่งตรงนี้เองก็ต้องรับมือกับปัญหาความท้าทาย ทั้งยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ ทั้ง 2 ประเทศก็จะต้องทำงานให้เข้มข้นมากกว่าเดิม”
ส่วนเรื่องของการปักปันเขตแดนก็เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยการปักปันเขตแดนไทย-ลาว มีความคืบหน้าอย่างมาก เรียบร้อยไปแล้วกว่า 98% ในส่วนเขตแดนที่เป็นแม่น้ำอาจต้องใช้เวลาในการดำเนิน เพราะการไหลของแม่น้ำมีการเปลี่ยนเส้นทาง หรือเกาะแก่งต่างๆ
ในเรื่องความเชื่อมโยงตามแนวพรมแดนนั้น ที่ผ่านมาก็ได้มีการสร้างสะพานไปแล้วถึง 5 แห่งด้วยกัน และมีอีกแห่งที่กำลังดำเนินการสร้างก็คือ โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง ซึ่งไทยก็พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ต้องดำเนินการให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และประเด็นสำคัญที่ต้องคุยกันก็คือ ทำอย่างไรให้การเชื่อมโยงของ 2 ประเทศ ต้องลดกฎระเบียบ รวมถึงความคล่องตัวในพิธีการศุลกากร ซึ่งมีแนวคิดการใช้จุดตรวจแห่งเดียวเพื่อลดขั้นตอน
นอกจากนี้ยังมีในส่วนความเชื่อมโยงด้านดิจิทัล ที่จะทำให้การค้า การลงทุน และการดำเนินการอื่นๆ มีความคล่องตัวมากขึ้นด้วย
ในอนาคตต่อไปคือความร่วมมือด้านพลังงาน โดย สปป.ลาว ก็เป็นแหล่งผลิตพลังงานที่สำคัญอยู่แล้ว มีทั้งพลังงานน้ำ ซึ่งลาวได้ส่งผ่านสายส่งอาเซียน จากลาวผ่านไทยไปยังสิงคโปร์ และเชื่อว่าในอนาคต ลาวจะมีขีดความสามารถในเรื่องของพลังงานสะอาดมากขึ้น ทั้งพลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังลม ซึ่งไทยและลาวควรมีความร่วมมือในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยอยากให้มีการตั้งคณะทำงานในเรื่องความเชื่อมโยงและคณะทำงานเรื่องพลังงานด้วย
ภายหลังจากการประชุม รองนายกฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมจุดก่อสร้างโครงการสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้การเดินทางระหว่างจังหวัดน่าน กับหลวงพระบาง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง มีความสะดวกมากขึ้น
สะพานแห่งนี้ ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาล สปป.ลาว สำหรับก่อสร้าง ในวงเงิน 1,783,671,500 บาท ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ส่งเสริมผลประโยชน์ด้านการค้าชายแดน ขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างจังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบาง เนื่องจากลดระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองได้อย่างน้อย 30-45 นาที ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างกัน ทำได้ง่าย สะดวก และปลอดภัยจากการข้ามแม่น้ำ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยว และความร่วมมือในด้านต่างๆ
นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้มาร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างเมืองหลวงพระบางและจังหวัดน่าน เพื่อผลักดันการพัฒนาในหลายประเด็นร่วมกัน ทั้งด้านการท่องเที่ยว สังคม การสาธารณสุขและการศึกษา เป็นบ้านพี่เมืองน้อง เมืองคู่แฝด และผลักดันให้น่านเป็นเมืองมรดกโลกในอนาคต
ปัจจุบันการเดินทางจากประเทศไทยมายังหลวงพระบางต้องผ่านด่านห้วยโก๋น ก่อนต่อเรือข้ามฟากแม่น้ำโขง เวลา 3 ชั่วโมง แต่หากสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง ก่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้การเดินทางจากน่านมาหลวงพระบางสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ร่นระยะเวลาในการเดินทาง เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและรถยนต์ที่จะสัญจรผ่านข้ามฝั่ง เสริมเศรษฐกิจและการค้า การลงทุนที่ด่านพรมแดนและตลอดเส้นทาง
“วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ในจังหวัดน่านจะมีการ เป็นการในรายละเอียดของการพัฒนาใน อื่นๆทางเศรษฐกิจสังคมการท่องเที่ยวและการลงทุนต่อไป"