เมื่อการมีอยู่ของ “ครูกายแก้ว” ที่เทวาลัยพระพิฆเนศ สี่แยกห้วยขวาง ถูกโยงเป็นแหล่งรวมพลังงานลบและวิญญาณสวมรอย ฝั่งหนึ่งแชร์ประสบการณ์อึดอัด-เตือนภัยเลี่ยงด่วน แต่อีกฝั่งโต้กลับ ครูกายแก้วมีมานานมากแล้ว ย้ำชัดศรัทธาแท้อยู่ที่ใจและการลงมือทำ

กระแสวิพากษ์วิจารณ์และการพูดถึง “ครูกายแก้ว” ได้กลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้งบนทวิตเตอร์ (X) โดยจุดเริ่มต้นของประเด็นนี้มาจากการที่มีคนรีวิวพูดถึงสถานที่มูเตลูแห่งหนึ่ง ซึ่งมีองค์พระพิฆเนศและมีรูปปั้นครูกายแก้วประดิษฐานอยู่เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ทำให้เกิดกระแสและถูกนำมาเชื่อมโยงเปรียบเทียบกับ เทวาลัยพระพิฆเนศ สี่แยกห้วยขวาง

 

จากนั้นชาวเน็ตต่างก็เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันว่า เมื่อเดินทางไปกราบไหว้ในพื้นที่นี้ หลายคนมีความรู้สึกตรงกันว่า เมื่อเดินเข้าไปแล้วรู้สึกอึดอัดบ้างหรือสัมผัสถึงมวลพลังงานไม่ดี ซึ่งบางคนที่เคยไปกราบไหว้ก็ยังไม่รู้ด้วยว่า “ที่แห่งนี้มีครูกายแก้วอยู่ด้วยเหรอ” จึงทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงการมีอยู่ขององค์ครูกายแก้วและมีมุมมองว่าการที่มีรูปปั้นครูกายแก้วเข้ามาตั้งอยู่ ทำให้สถานที่แห่งนี้มีมวลพลังงานที่ไม่ดีแอบแฝงอยู่หรือไม่

 ทีมงานเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ลงสำรวจพื้นที่ไปยังเทวาลัยพระพิฆเนศ สี่แยกห้วยขวาง ในช่วงเวลา 9 โมงเช้า พบว่าบรรยากาศโดยรวมยังมีผู้คนแวะเวียนเข้าไปกราบไหว้อยู่ประมาณสองถึงสามคน ถือว่าคนไม่ได้เยอะมากนัก จากนั้นทีมงานได้เดินสำรวจพื้นที่

 สิ่งแรกที่พบอยู่บริเวณด้านหน้าสุดคือ องค์พระราหู เมื่อมองถัดเข้าไปด้านหลังบริเวณกึ่งกลางลานคือที่ประดิษฐาน องค์พระพิฆเนศ โดยมีพื้นที่ขนาบข้างซ้ายขวา คือฝั่งซ้ายมือเป็นที่ตั้งของมหาเทพ พระตรีมูรติ ส่วนฝั่งขวามือจัดเป็นจุดบริการจำหน่ายเครื่องสักการะบูชา

 เมื่อเดินลึกเข้าไปยังโซนด้านใน จะเป็นพื้นที่ประดิษฐาน องค์พระศิวะและพระแม่อุมาเทวี และหากเดินตรงเข้าไปจนถึงจุดในสุด ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังขององค์พระศิวะและพระแม่อุมาเทวี จะพบพื้นที่สำหรับกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก 3 องค์ตั้งเรียงกัน โดยมี ปู่มหาฤๅษี ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ขนาบด้วย พระบรมครูแพทย์ (ชีวกโกมารภัจจ์) ทางฝั่งซ้าย และรูปปั้น ครูกายแก้ว ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาสุด

 


เปิดปมดราม่า “พลังงานขัดแย้ง” เมื่อเทวาลัยเทพกลายเป็นศูนย์รวมสายดำ?

 

            การนำรูปปั้น “ครูกายแก้ว” มาประดิษฐานร่วมกับองค์พระพิฆเนศ ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งของพลังงาน ผู้ศรัทธาในเทพฮินดูดั้งเดิมมองว่า พระพิฆเนศคือมหาเทพที่มีพลังงานบริสุทธิ์ การมีรูปปั้นที่ถูกมองว่าเป็นอสุรกายมาอยู่รวมกัน จึงทำให้บรรยากาศรอบสถานที่ดูขุ่นมัว

 

            ในกลุ่มสายมูบน TikTok และทวิตเตอร์ (X) ยังมีการพูดถึงความเชื่อที่ว่า พลังงานอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์เทพอาจถูกรบกวนจนถอยห่างออกไป ทำให้สิ่งที่คอยรับของไหว้และให้พรผู้คนในตอนนี้แท้จริงแล้วอาจเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่เข้ามาสวมรอยแทน

 

จากความกังวลเรื่องพลังงานด้านลบที่มีการพูดถึงกัน ทำให้เกิดกระแสบอกต่อและเตือนกันในกลุ่มผู้ศรัทธาว่า ไม่แนะนำให้เดินทางมากราบไหว้ขอพรที่นี่ โดยหลายคนแนะนำให้เปลี่ยนไปกราบพระพิฆเนศตามวัดหรือเทวาลัยอื่นๆ ที่มีแต่องค์เทพล้วนๆแทน เพื่อความสบายใจและเพื่อให้มั่นใจว่าคำอธิษฐานจะส่งตรงถึงองค์มหาเทพจริงๆ ไม่ใช่สิ่งเร้นลับอื่นมารับแทน

 

เสียงสะท้อนจากอีกมุม “ครูกายแก้วมีมานานแล้ว - ไหว้ที่ไหนก็เหมือนกัน”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ก็ยังมีเสียงสะท้อนจากชาวเน็ตและผู้ที่ไปสักการะอีกด้านหนึ่งที่ออกมาย้ำความจริงว่า แท้จริงแล้วรูปปั้นครูกายแก้วองค์นี้ถูกนำมาประดิษฐานโดย อาจารย์สุชาติ รัตนสุข ผู้ริเริ่มสร้างเทวาลัยแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่มานานมากแล้ว โดยที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีปัญหาหรือกระแสดราม่าเรื่องพลังงานลบใดๆ เกิดขึ้นเลย จนกระทั่งเพิ่งมาเกิดกระแสต่อต้านรูปปั้นองค์ใหญ่ที่แยกรัชดา-ลาดพร้าว สังคมจึงเพิ่งหันมาตั้งแง่และโจมตีพื้นที่แห่งนี้

            

หลายคนจึงมองว่าเรื่องพลังงานลบนั้นไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด เพราะการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แท้จริงแล้วอยู่ที่เจตนาและความศรัทธาจากเนื้อแท้ “ไหว้ที่ไหนก็เหมือนกัน ไม่เกี่ยวกันหรอก” พร้อมยืนยันผ่านประสบการณ์ตรงว่า ตนเองไปไหว้ขอพรที่เทวาลัยห้วยขวางมาแล้วก็ยังประสบความสำเร็จ ได้รับสิ่งที่ขอตามปกติ จึงมองว่าดราม่าเรื่องพลังงานอาจเป็นเพียงการอุปาทานหมู่ หรือเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลที่ถูกนำมาผูกโยงกันไปเอง

 

            นอกจากนี้ การที่หลายคนไปขอพรต่อองค์พระพิฆเนศแล้วรู้สึกว่าไม่ประสบผลสำเร็จหรือไม่ได้ในสิ่งที่หวัง อาจไม่ใช่เพราะมวลพลังงานลบหรือสิ่งรบกวนใด ๆ ในสถานที่ แต่เป็นเพราะการขอพรจะเป็นจริงได้นั้น ไม่สามารถพึ่งพาเพียงการอ้อนวอนขอเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องลงมือทำให้สอดคล้องกับสิ่งที่ขอด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ พรนั้นจึงจะเกิดผลให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

 

            อย่างไรก็ตาม เรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลที่ต้องใช้วิจารณญาณในการเปิดรับข้อมูล ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกสถานที่กราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรยึดเอาความสบายใจของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ หากไปสักการะแล้วเกิดความสุข เป็นที่พึ่งพาทางจิตใจ และช่วยให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตโดยไม่เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ศรัทธา