เทียบ "น้ำเหนือ" ปี 2554 VS 2569 ความต่างปริมาณมวลน้ำ จับตา อ.บางไทร รับน้ำหนักสุด 2 ทาง คาดมวลน้ำเหนือถึงกรุงเทพฯ วันที่ 6-7 ต.ค.นี้ เปิดต้นเหตุทำไมความเสียหาย กทม. รอบนี้ถึงหนักเกือบเท่าปี 2554


เหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่งผลกระทบน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ แม้ขณะนี้น้ำจะลด แต่ต้องจับตาน้ำเหนือที่กำลังจะเคลื่อนเข้ามา พร้อมกับส่องสถานการณ์ฝนตก ที่อาจซ้ำเติมอีกครั้ง

นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าวว่า สถานการณ์น้ำเหนือวันนี้ 1 ต.ค.69 ขณะนี้มวลน้ำสูงสุดจากแม่น้ำปิงเคลื่อนตัวมาถึง จ.นครสวรรค์ และอีกภายในระยะเวลา 1 วัน จะเคลื่อนตัวมายังเขื่อนเจ้าพระยา (2 ต.ค.69) ขณะเดียวกัน มวลน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง เริ่มมีปริมาณไปยังจุดสูงสุด แต่พยายามหน่วงมวลน้ำ เพื่อจัดการจราจรน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา


การระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา คาดว่าจะปล่อยน้ำไปถึง 2500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งตอนนี้ (1 ต.ค.69) ปล่อยน้ำอยู่ที่ 2300 ลบ.ม./วินาที และจะเพิ่มระดับการปล่อยน้ำเป็น 2400 ลบ.ม./วินาที และในลำดับถัดไปจะประเมินสถานการณ์น้ำว่าสามารถควบคุมพื้นที่ท้ายเขื่อนได้หรือไม่

ด้าน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ก่อนหน้านี้มีการหน่วงน้ำไว้ ขณะนี้ (1 ต.ค.69) น้ำได้เริ่มล้น และมีแผนที่จะเพิ่มการระบายน้ำ ซึ่งเดิมระบายน้ำอยู่ที่ 400-500 ลบ.ม./วินาที แต่ตอนนี้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เริ่มลดลง ซึ่งแสดงว่าเราเริ่มหน่วงน้ำในเขื่อนไปให้หลากลงไปในพื้นที่ท้ายเขื่อนได้มากแล้ว และจะเริ่มลดการระบายน้ำเหลือ 300 ลบ.ม./วินาที

แต่ปริมาณน้ำที่ไหลมาทั้ง 2 สาย คือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และ น้ำเหนือจาก จ.นครสวรรค์ จะไหลมารวมกันที่ อำเภอบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3000 ลบ.ม./วินาที โดยจะส่งผลกระทบให้พื้นที่ริมแม่น้ำ และริมตลิ่งเอ่อท้น ไปจนถึงพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ยังต่ำกว่าริมตลิ่งของกรุงเทพฯ ประมาณ 40 เซนติเมตร

“น้ำเหนือรอบนี้จะส่งผลกระทบหนักกับ จ.อยุธยา เพราะพื้นที่ อำเภอบางไทร ที่จะรับน้ำที่สูงมากขึ้นประมาณ 70 เซนติเมตร แต่ทางหน่วยงานรัฐพยายามปรับลดให้ได้มากที่สุด โดยประมาณวันที่ 3 – 5 ต.ค.นี้ จะถึงพื้นที่อยุธยา และวันที่ 6-7 ต.ค.นี้ มวลน้ำเหนือจะถึงกรุงเทพฯ”

ลุ่มน้ำท่าจีน ระดับน้ำเริ่มทรงตัวและจะไม่เพิ่มสูงไปมากกว่านี้ ส่วนแม่กลอง มวลน้ำสูงสุดได้เคลื่อนผ่านไปแล้ว ซึ่งมวลน้ำกำลังเคลื่อนตัวไปสู่ จ.ราชบุรี และ จ.สมุทรสงคราม และจะมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ แต่ก็ยังมีสถานการณ์ของ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ที่จะมีการปรับเพิ่มการระบายน้ำ หลังมีการหน่วงน้ำช่วยพื้นที่ตอนล่าง โดยมีแผนระบายน้ำเพิ่มวันนี้ 1 ต.ค.69 เป็นประมาณ 40 ลบ.ม./วินาที แต่ปริมาณน้ำที่ระบายเพิ่มจะไม่ส่งผลกระทบทำให้น้ำสูงขึ้นกว่าเดิม


เทียบมวลน้ำเหนือปี 69 กับเหตุน้ำท่วมใหญ่ปี 54


เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 กับสถานการณ์น้ำในปี 2569 นายฐนโรจน์ มองว่า แตกต่างกันอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ปี 2554 ปล่อยน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาสูงสุด 3700ลบ.ม./วินาที และปี 2568 ปล่อยน้ำผ่านเขื่อนสูงสุดที่ 2900 ลบ.ม./วินาที แต่ล่าสุดปีนี้ 2569 จะปล่อยน้ำสูงสุดที่ 2500 ลบ.ม./วินาที จะเห็นว่าการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาจะมีความแตกต่างค่อนข้างมาก ดังนั้น น้ำเหนือที่จะกระทบกรุงเทพฯ ปีนี้คาดว่าจะน้อยกว่า

ด้านผลกระทบของมวลน้ำเหนือที่มีต่อพื้นที่กรุงเทพฯ น้อยกว่าปี 2554 แต่ปี 2569 จะมีฝนที่ตกสะสมอยู่ในพื้นที่มากกว่า และมีน้ำที่รอการระบายมากกว่า


รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ประธานแผนงานวิจัยเข็มมุ่งบริหารจัดการน้ำ วช. วิเคราะห์ประเด็นการเปรียบเทียบน้ำเหนือในปี 2554 กับปีนี้ 2569 ว่า มวลน้ำเหนือที่เข้ามาแตกต่างค่อนข้างมาก ปี 2554 มีมวลน้ำเข้ามาตอนกลางคืนในแม่น้ำเจ้าพระยา 4000 ลบ.ม./วินาที แต่ตอนนี้มีน้ำเข้ามาเพียง 2000-2500 ลบ.ม./วินาที แต่กรุงเทพฯ สามารถรับน้ำได้ถึง 3000 – 3500 ลบ.ม./วินาที

ขณะที่ต้นเหตุของมวลน้ำค่อนข้างแตกต่าง เพราะปี 2554 มีพายุเข้า 5 ลูก แต่ในปี 2569 มีเพียงร่องความกดอากาศต่ำ ไม่ใช่พายุ ซึ่งน้ำที่ท่วมตอนนี้เป็นน้ำฝนที่ตกในพื้นที่กรุงเทพฯ จะต่างจากมวลน้ำที่มาในปี2554 ซึ่งเป็นน้ำที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ โดยมวลน้ำในปีนี้จะท่วมแถวอยุธยา แต่ไม่น่าจะท่วมกรุงเทพฯ

สำหรับการผลักดันน้ำให้ไหลลงทะเล พบว่าช่วงเดือนตุลาคม น้ำทะเลจะลดลงเร็ว จะต่างจากเดือนพฤศจิกายน ที่น้ำทะเลจะท่วมสูงนานกว่าทุกเดือน