“สีหศักดิ์” เยือน สปป.ลาว เข้าเยี่ยมคารวะและหารือนายกฯ ก่อนการประชุม JC ไทย - ลาว ครั้งที่ 23 ถกความร่วมมือรอบด้าน การค้า-ปราบยาเสพติดและสแกมเมอร์ พร้อมแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน
วันนี้ (1 ตุลาคม 2569) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าเยี่ยมคารวะนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และคณะ ที่หอประชุมแห่งชาติเวียงจันทน์ ในวาระเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย - ลาว ครั้งที่ 23 หรือ Joint Commission (JC)
นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ได้กล่าวต้อนรับ และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์น้ำท่วมที่ประเทศไทย พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยในการแก้ปัญหาและฟื้นฟูผลกระทบจากภัยพิบัติ
ด้านนายสีหศักดิ์ กล่าวขอบคุณในการต้อนรับ โดยปีนี้ก็ถือเป็นปีที่ไทยและลาว มีความสัมพันธ์ 75 ปี ในการประชุม JC ไทย-ลาว ครั้งที่ 23 ซึ่งจัดขึ้นในรอบ 5 ปี ก็นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการหารือและพัฒนาร่วมกันในทุกๆ ด้าน
ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่แน่นแฟ้น การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง และการส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะเพิ่มความร่วมมือเพื่อปราบปรามยาเสพติดและขบวนการหลอกลวงออนไลน์ แก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน ผลักดันเป้าหมายการค้า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 370,325 ล้านบาท) ภายในปี 2570 การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ความมั่นคงทางพลังงาน และการเชื่อมโยงคมนาคมขนส่งทางรถ รถไฟ และกฎระเบียบ รวมถึงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและการท่องเที่ยว
รองนายกฯ กล่าวว่า จากการพูดคุย ทั้ง 2 ฝ่ายก็มีความพอใจอย่างมากต่อสถานะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งความร่วมมือในทุกๆ ด้านเป็นไปได้ด้วยดี โดยความสัมพันธ์ไทย-ลาว ได้สะท้อนถึงนโยบายของประเทศไทยในการดำเนินความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านทุกประเทศบนพื้นฐานของความมั่นคง ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ผลักดันให้ความสัมพันธ์ไปสู่ระดับประชาชน
ทั้งนี้ประเทศไทยก็ได้มีความพยายามในการสนองตอบในเป้าหมายของ สปป.ลาว คือการ เปลี่ยนประเทศ Landlock ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ยกระดับเป็นประเทศ Land-Linked ศูนย์กลางเชื่อมต่อทางภูมิภาคทางบกทั้งทางถนน และระบบราง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงไทยสู่จีน หรือไทยสู่เวียดนาม ซึ่งไทยก็ให้การสนับสนุนยุทธศาสตร์นี้ เห็นได้ชัดคือการสร้างสะพานข้ามแดน ที่ตอนนี้มีอยู่ถึง 5 แห่ง และกำลังจะสร้างแห่งที่ 6 ซึ่งจะส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ เป็นช่องทางของการไปมาหาสู่ และการค้าขายระหว่างกัน
“หลายเส้นทางก็มีความสำคัญในการเป็นเส้นทางกระจายสินค้าของลาวไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม จีน และมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งปีนี้เศรษฐกิจลาวค่อนข้างดีเป็นพิเศษ มีการขยายตัวกว่า 4% ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นจากการอาศัยจุดแข็งในการเป็นประเทศแลนด์ลิงก์” รองนายกฯ กล่าว
ในวันเดียวกันนี้ รองนายกฯ ยังได้เยี่ยมชมท่าบกท่านาแล้ง (Thanaleng Dry Port) ศูนย์โลจิสติกส์นครหลวงเวียงจันทน์ (Vientiane Logistics Park) ซึ่งจะพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษและศูนย์กระจายสินค้าสำคัญของ สปป. ลาว บริเวณสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย - เวียงจันทน์) เพื่อหารือแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระหว่างไทย - สปป. ลาว ที่จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นแกนกลางของการเชื่อมโยงของไทย ลาว รวมถึงจีน และตลาดในภูมิภาค
เป้าหมายในการเปลี่ยนประเทศแลนด์ล็อก (Landlocked) ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล สู่ แลนด์ลิงก์ (Land-linked) จุดเชื่อมต่อทางโลจิสติกส์ของ สปป.ลาว ไม่ใช่เป็นเพียงทางผ่านขนถ่ายสินค้า แต่มีการเพิ่มมูลค่าต่อไปในอนาคต โดยใช้ประโยชน์จากที่ตั้งซึ่งอยู่กลางภูมิภาค และศักยภาพทางพลังงานซึ่งมีราคาถูกและเป็นพลังงานสะอาด และเชื่อว่าความร่วมมือไทย-ลาวจะสร้างผลประโยชน์ให้แก่ทั้งสองประเทศ ในการเชื่อมโยงการค้าไปสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคและโลก
“ได้ไปเยี่ยมชมโครงการโลจิสติกส์ ซึ่งไม่ใช่แค่การถ่ายลำ แต่พัฒนาเป็นท่าทางบกที่มีการเพิ่มมูลค่า โดยตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สามารถผลิตสินค้าบางอย่างได้ ก่อนส่งต่อไปยังประเทศอื่นๆ โดยไทยและลาวมีความเชื่อมโยงทางกายภาพ แต่ที่สำคัญคือการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงนี้ ก็ต้องมีกติกาและกฎระเบียบร่วมกัน ไม่ว่าจะเรื่องศุลกากร หรือตรวจคนเข้าเมือง” รองนายกฯ กล่าว
ทั้งนี้ในปัจจุบันศูนย์โลจิสติกส์นครหลวงเวียงจันทน์ รับผิดชอบกว่า 50% ของมูลค่าสินค้านำเข้า-ส่งออกทั้งหมดระหว่างไทย-ลาว ท่ามกลางความพยายามของทั้งสองประเทศจะผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย 1.1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2570


