ดัน “เมืองฟองน้ำ” นักวิชาการ มองแก้ปัญหา น้ำท่วม กทม. ระยะยาว 3 แนวทางตั้งแต่ผังเมือง ไปจนถึงโครงสร้างประเทศ มองจุดอ่อนความร่วมมือกันของรัฐและเอกชน
จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง แม้ตอนนี้ฝนจะเริ่มหยุดตก แต่ยังมีน้ำท่วมขังสะสม หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตอย่างหนัก เช่น ถนนลาดพร้าว และบางกะปิ บางจุดระดับน้ำสูงกว่า 1.3 เมตร และมีการปิดการจราจรบางส่วน
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รองศาสตราจารย์เอนก ศิริพานิชกร เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธาและดำรงตำแหน่งนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)เผยข้อมูลเบื้องต้นว่า น้ำท่วมครั้งนี้เป็น “น้ำท่า” เกิดจากฝนตกสะสมในพื้นที่แล้วไหลไปรวมกันตามผิวดิน ไม่ใช่น้ำหลากแบบใน ปี พ.ศ. 2554 คือน้ำไม่สามารถระบายได้ หากน้ำเหนือไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำฝนที่ตกสะสมอยู่แล้วสถานการณ์อาจมีความตึงเครียดมากขึ้น แต่กรุงเทพฯ มีคันกั้นน้ำ ซึ่งตลอดแนวสายน้ำเชื่อมต่อตั้งแต่ริมเจ้าพระยา ผ่านคลองในเมือง ไปจนถึงคันกั้นน้ำพระราชดำริที่ขอบตะวันออก จะมีแนวคันกั้นน้ำสูงราว 2.50–3.00 ม. จากระดับน้ำทะเล ทำหน้าที่กั้นน้ำภายนอกไม่ให้ไหลเข้ามาท่วมพื้นที่เศรษฐกิจชั้นใน
ในขณะเดียวกัน รศ.เอนก ตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมพื้นที่ลาดพร้าว ที่เคยเป็นพระเอกในปี พ.ศ. 2554 ถึงไม่สามารถระบายน้ำได้จนเกิดน้ำท่วม ซึ่งขนาด-เขตสิทธิ์คลอง แคบลงอย่างมาก จากเดิมที่ควรจะกว้างประมาณ 60 ม. เหลือเพียง 20–25 ม. ทำให้ประสิทธิภาพในการรับและระบายน้ำลดลง หน่วยงานหรือสถานที่ราชการริมถนนสูบน้ำออกจากพื้นที่ตัวเองลงบนถนนหลัก ทำให้ถนนท่วมอย่างรวดเร็ว (เช่น ถนนแจ้งวัฒนะ)
การที่ไม่มีกฎหมายห้ามถมดิน ในพื้นที่ที่มีคันกั้นน้ำ ทำให้เกิดปัญหาต่างคนต่างถมดินให้บ้านตัวเองสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหนีน้ำ พอน้ำท่วม น้ำจึงไม่มีที่อยู่และไหลไปท่วมพื้นที่อื่นอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการถมดิน ทุกพื้นที่ก็ช่วยกันรับน้ำกระจายกันไป ไม่ให้บ้านใดบ้านหนึ่งรับภาระหนักอยู่ฝ่ายเดียว การสร้างอาคารและเทคอนกรีตทับพื้นดิน ทำให้น้ำฝนไหลนองบนผิวดินเร็วขึ้นและปริมาณมากขึ้นต่างจากพื้นดินปกติที่ช่วยดูดซึมน้ำ
แนวทางแก้ไขน้ำท่วมในระยะยาว
รศ.เอนก ชี้ว่า ควรทำแก้มลิง บ่อน้ำใต้ตึกอาคาร บ้านใหม่ โครงการ ให้เว้นพื้นที่ 10% เพื่อรองรับน้ำ อาคารใหญ่/คอนโด ขยายบ่อเก็บน้ำให้ใหญ่ขึ้น โดยรัฐอาจให้สิทธิประโยชน์แลกเปลี่ยน เช่น ลดหย่อนภาษี หรืออนุญาตให้สร้างพื้นที่อาคารได้มากขึ้น (จาก 4 เท่า เป็น 5-6 เท่า) ใช้วัสดุพื้นผิวให้ซึมน้ำได้ คอนกรีตซึมน้ำ หรือบล็อกปลูกหญ้า บริเวณรอบอาคาร เพื่อให้น้ำฝนซึมลงใต้ดินได้ทันที สถานที่ราชการต้องช่วยกักเก็บน้ำ ให้มีบ่อดักน้ำเก็บน้ำฝนไว้ในพื้นที่ตนเองก่อน แล้วค่อยทยอยสูบปล่อยออกเมื่อถนนแห้ง หลังน้ำลด หน่วยงานรัฐต้องเร่งเก็บกวาดถุงทราย/บิ๊กแบ็ก ไม่ให้ถูกทิ้งขว้างหรือหลุดลงไปอุดตันระบบท่อระบายน้ำ และควรเน้นระบบปั๊มที่ดี บริหารจัดการแบบ "สลับเปียก-แห้ง" เช่น ปล่อยน้ำเข้าบางช่วงเวลา แล้วเร่งสูบออกตอนเช้าเพื่อให้ถนนแห้งใช้งานได้ แทนการกั้นน้ำไว้อย่างเดียว
ข้อควรระวัง
การใช้กั้นกระสอบทราย/ถุงน้ำ ยกระดับน้ำภายนอกให้สูงขึ้น จะเกิดแรงดันน้ำดันมาจากใต้พื้น ทำให้โครงสร้างพื้นบ้านเสียหาย การยอมให้มีน้ำขังภายในบ้านไว้บ้างเล็กน้อย (เช่น 20 ซม.) เพื่อให้แรงดันน้ำด้านบนช่วยกดต้านแรงดันน้ำจากใต้ดิน
ทีมข่าวได้ สอบถามด้าน รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ รองศาสตราจารย์และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดคือปริมาณฝนตกสะสมที่สูงมากกว่า 300 มิลลิเมตร โดยปกติ ระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ ถูกออกแบบมาให้รองรับปริมาณฝนตกได้สูงสุดราว 60–80 มิลลิเมตร หากเกินกว่านี้ มวลน้ำจะเริ่มเอ่อล้นและเกิดน้ำท่วมขังบนพื้นผิวจราจรทันที ซึ่งในอดีต ฝนมักจะตกหนัก/แรงเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 3–4 ชั่วโมง ในตอนเย็นแล้วหยุด ทำให้เครื่องสูบน้ำยังพอระบายออกได้ แต่ครั้งนี้ ฝนตกหนักครอบคลุมกว้างขวางทั่วทุกเขตพื้นที่ และตกต่อเนื่องยาวนานถึง 2 วัน (ข้ามวันข้ามคืน) ทำให้ไม่มีช่วงเวลาให้ระบบได้พักหรือระบายน้ำทัน
จุดสำคัญคือแม่น้ำเจ้าพระยายังคงมีระดับน้ำต่ำกว่าคันกั้นน้ำ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างหนักเกิดจากน้ำในคลองเอ่อล้นและระบายไม่ทัน เขตที่ได้รับผลกระทบหนักมักอยู่ไกลจากแม่น้ำเจ้าพระยา (เช่น ฝั่งธนบุรีบริเวณพุทธมณฑล สาย 4, สาย 5 หรือฝั่งพระนครโซนกรุงเทพฯ ตะวันออก เช่น มีนบุรี คลองสามวา วงเวียนบางเขน) เนื่องจากมวลน้ำต้องใช้เวลานานในการเดินทางผ่านคลองเพื่อไปให้ถึงแม่น้ำ ขณะที่พื้นที่ใจกลางเมืองหรือเขตที่อยู่ติดแม่น้ำ (เช่น เยาวราช หรือเขตพระนครชั้นใน) ได้รับผลกระทบน้อยกว่ามากเพราะน้ำไหลลงแม่น้ำได้โดยตรง
เส้นทางการเดินทางของน้ำประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ตั้งแต่ ถนน-ท่อระบายน้ำ-คลอง-แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความจำกัดทั้งเรื่องสโลป (ความชัน) และขีดความสามารถในการสูบ โดยปัจจุบันกรุงเทพฯ มีกำลังการสูบน้ำรวมประมาณ 1,200 ลบ.ม./วิ ซึ่งพอเพียงสำหรับรองรับฝนตกหนักระดับปกติ (ประมาณ 100มิลลิเมตร) แต่เมื่อฝนตกหนักถึง 300 มิลลิเมตร ปริมาณมวลน้ำจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้ต้องใช้กำลังสูบน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 3 เท่า ระบบที่มีอยู่จึงรับไม่ไหว ด้วยความที่เป็นเมืองโตเร็วและที่ดินมีราคาสูง พื้นที่ว่าง ดินหนา หรือบึงรับน้ำธรรมชาติจึงถูกนำไปพัฒนาเป็นอาคารและสิ่งก่อสร้างจนหมด ทำให้เมืองขาดฟองน้ำในการซับน้ำฝนลงดิน
รศ.ดร.สุจริต มองแนวทางแก้ไขไว้ 3 ระยะ
ระยะสั้น (การรับมือและบรรเทาความเสียหายเฉพาะหน้า)
เน้นการเปิด-ปิดประตูน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดสรรทิศทางการไหลของน้ำไม่ให้เอ่อเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจหรือชุมชนหนาแน่นเกินไป ปรับเปลี่ยนระบบเตือนภัยให้ลงรายละเอียดเชิงพื้นที่และคำนวณระดับน้ำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น เตือนล่วงหน้า 2 ชั่วโมงว่าบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า หรือ ถนนรามคำแหง จะมีน้ำท่วมขังสูง 50 เซนติเมตร เป็นต้น ประชาชนและธุรกิจจะสามารถเตรียมตัวทัน เช่น ย้ายของขึ้นที่สูง ย้ายรถยนต์ออกจากจุดเสี่ยง หรือประกาศปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็น Work from Home (WFH) เพื่อลดวิกฤตจราจรและอันตราย
ระยะกลาง (การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเมือง)
นำสวนสาธารณะขนาดใหญ่ (เช่น สวนลุมพินี) หรือบึงน้ำในเมือง มาทำเป็นพื้นที่หน่วงน้ำชั่วคราว (ท่วมได้ 1 วัน) เพื่อช่วยตัดยอดมวลน้ำก่อนปล่อยลงคลอง สนับสนุนให้บ้านเรือนหรืออาคารขนาดใหญ่มีถังเก็บน้ำฝน หรือทำดาดฟ้ากักเก็บน้ำฝนไว้ชั่วคราว (Retention Deck) แล้วค่อยๆ ปล่อยน้ำออกมาหลังจากฝนหยุดตก ลดการปูพื้นคอนกรีตเต็มพื้นที่ ปรับมาใช้บล็อกปูหญ้าหรือลานหญ้าเพื่อให้ดินช่วยดูดซับน้ำฝนลงชั้นน้ำ
ระยะยาว (การอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ)
เสนอการลงทุนขุดคลองผันน้ำขนาดใหญ่เพื่อตัดมวลน้ำจากภาคเหนือและภาคกลาง (เช่น เส้นทางชัยนาท–ป่าสัก ออกสู่อ่าวไทยบริเวณบางปะกง) โดยไม่ให้น้ำทั้งหมดต้องไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาและกรุงเทพฯ หากโครงการนี้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำภาพรวมขึ้นเป็น 4,000ลบ.ม./วิ ซึ่งจะช่วยลดภัยน้ำท่วมทั้งในระดับภูมิภาคและกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน ปรับเปลี่ยนข้อกฎหมายการจ่ายเงินชดเชยประชาชนในพื้นที่รับน้ำ/นบน้ำ (เช่น อ.บางบาน อ.ผักไห่ หรือเขตหนองจอก) เปลี่ยนจากการจ่ายเงินชดเชยกรณีภัยพิบัติหลังเกิดความเสียหาย มาเป็นการจ่ายค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเป็นพื้นที่พักน้ำอย่างเป็นธรรม (เช่น ไร่ละ 4,000 บาท) ซึ่งจะสร้างความร่วมมือและความยินยอมระหว่างรัฐและชาวบ้านในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน