ได้ไม่คุ้มเสีย Tomorrow io โปรแกรมช่วยพยากรณ์อากาศ คนวงในเปิดกระบวนการทำงาน ผูกขาดดาต้า ชี้ควรหันพัฒนาสถานีพยากรณ์อากาศระดับท้องถิ่น ยันไม่ปิดกั้นเอไอ แต่ต้องคุ้มค่าเงินหลวง

กรณี เมื่อวาน 28 ก.ย. 69 มีกระแสข่าวว่า ครม. ไฟเขียวอนุมัติงบประมาณ 497 ล้านบาท ให้กับโครงการ Tomorrow.io ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมายืนยันวันนี้ 29 ก.ย. 69 ว่ากระแสข่าวดังกล่าวเป็น ข่าวปลอม (Fake News) ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาเปรียบเทียบระบบต่างๆ เพื่อเลือกแนวทางที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ยังไม่ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.แต่อย่างใด


ไทยเคยทดลองใช้ระบบพยากรณ์อากาศ Tomorrow.io ในโครงการนำร่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน ในช่วงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2568 ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยมีพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นหนึ่งในพื้นที่ทดสอบหลัก

Tomorrow.io เป็นบริษัทเทคโนโลยีสภาพอากาศของสหรัฐฯ ธุรกิจของบริษัทไม่ได้มีเพียงแอปพยากรณ์อากาศ แต่ครอบคลุมตั้งแต่ดาวเทียมของตนเอง ข้อมูลจากแหล่งอื่น แบบจำลองพยากรณ์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มที่แปลงข้อมูลอากาศเป็นคำเตือนหรือคำแนะนำสำหรับผู้ใช้งาน

จากนั้นช่วงบ่ายวันนี้ 29 ก.ย.69ได้มีการเปิดเอกสารรายงานสรุปผลการดำเนินงานของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า กรมฯ ได้ร่วมกับบริษัท The Tomorrow Companies Inc. ทดลองใช้แพลตฟอร์มพยากรณ์อากาศผ่านเทคโนโลยีดาวเทียม Microwave Sounder โดยได้รับการสนับสนุนให้ใช้งานฟรีตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568ถึง 30 มิถุนายน 2569


ตอนนี้การทดสอบเสร็จสิ้น และกรมอุตุนิยมวิทยาได้ยุติการใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวแล้ว โดยผลการประเมินพบว่า ระบบทำงานได้ดีในระดับหนึ่งแต่ยังไม่สมบูรณ์แบบ โดยยังคงต้องปรับปรุงประสิทธิภาพเชิงเทคนิคและฟังก์ชันการทำงานเพิ่มเติม




คนวงในวิเคราะห์ความคุ้มค่า

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับแหล่งข่าวที่ทำงานด้านการพยากรณ์อากาศ ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ระบบพยากรณ์อากาศ Tomorrow.io เป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่า ไม่ควรผลักดัน แต่จำเป็นต้องนำเงินไปลงทุนพัฒนาด้านการพยากรณ์อย่างจริงจัง อาจต้องใช้ AI ผสมผสานบางส่วนงานให้เกิดผลลัพธ์การพยากรณ์ที่ละเอียด แม่นยำ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงเพราะ AI คือข้อมูลปลายทาง ซึ่งข้อมูลต้นทางต้องมาจากคนอยู่ดี จะต้องมีผลการตรวจวัด เรดาร์ ดาวเทียม เป็นข้อมูลดั้งเดิมก่อนใช้ AI คำนวณเพิ่มเติม

การนำ Tomorrow.io มาใช้เป็นเหมือนการนำเข้าข้อมูลปลายทางจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในไทย ซึ่งไม่สมเหตุสมผล และขั้นตอนการประเมินผลความสมเหตุสมผล คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพราะประเทศไทยเคยทดลองใช้ระบบแล้วเป็นระยะเวลา 3 เดือน แต่ยังไม่ตอบโจทย์หรือสะท้อนให้เห็นภาพความสำเร็จจากการใช้งาน ทั้งด้านการพยากรณ์ การแจ้งเตือนที่แม่นยำและรวดเร็ว เป็นต้น 

“ข้อมูลจริงๆ มันต้องมาจากแหล่งข้อมูลอย่างของทางอุตุนิยมวิทยา ก็คือต้องมีผลการตรวจ วัด เรดาร์ ดาวเทียม ที่ใส่เข้าไป อยู่ดีๆ คุณจะเอา AI ต่างประเทศมาให้เรา มันเหมือนเอาช่วงปลายของเขามาใช้ สมมุติว่าเราไม่มีเงินต่อไปในปีหน้า มันก็ทิ้งทวนเลย”

ควรนำงบประมาณไปพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์ หรือระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ได้ข้อมูลตัวแปรที่ละเอียดขึ้น แล้วจึงใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ของไทยเองมาประมวลผลต่อ

อีกทั้งควรอบรมและทดสอบด้วยวงเงินเล็กๆ ก่อน (เช่น 10-20 ล้านบาท) ในพื้นที่เสี่ยงเฉพาะจุด หากได้ผลดีค่อยขยายผลทั้งประเทศ และสิ่งที่กรมอุตุฯ ควรพัฒนาคือ ภาษาที่ใช้สื่อสาร การประชาสัมพันธ์ การแจ้งเตือนที่ทันท่วงที และภาษาที่ใช้ในสื่อสังคมออนไลน์ มากกว่าการซื้อซอฟต์แวร์พยากรณ์ราคาแพง

แหล่งข่าว เล่าว่า เคยไปศึกษาข้อมูล แพลตฟอร์ม Weathernews Inc. คือ บริษัทเอกชนด้านข้อมูลสภาพอากาศรายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งให้บริการพยากรณ์อากาศและขายข้อมูลสภาพอากาศแบบ B2B (ให้บริการข้อมูลสภาพอากาศที่แม่นยำและเฉพาะเจาะจง) รวมทั้งมีชื่อเสียงจากช่องถ่ายทอดสดWeathernews LIVE 24 ชั่วโมง ซึ่งทำให้เห็นภาพการทำงาน และมีความยืดหยุ่นในการศึกษาเพื่อใช้งานมากกว่า หากตอบโจทย์ก็สามารถซื้อมาใช้ในราคา 1 ล้านกว่า หรือซื้อฟังก์ชันแยก โดยที่ราคาไม่แพงมากเกินไป หากการใช้งานเริ่มไม่ตอบโจทย์ก็สามารถหยุดการซื้อใช้บริการได้ แต่ Tomorrow.io การทดสอบระบบ POC (การพิสูจน์แนวคิด) ที่ผ่านมาไม่ได้ทำระบบต้นแบบตามโจทย์ที่กรมอุตุฯ ต้องการ (เช่น การเจาะลึกระดับบ้าน หมู่บ้าน หรือตำบล) แต่เลือกทำเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ที่ตนเองอยากทำ และไทยจะเป็นเพียงผู้เข้าใช้งานระบบ หากผู้ขายเกิดยกเลิกหรือปิดให้บริการ ทางไทยจะไม่เหลือองค์ความรู้หรือระบบใด ๆ ไว้ใช้งานเลย


เปรียบเทียบซอฟต์แวร์อื่น

Windy เสียค่าบริการประมาณปีละ 700 กว่าบาท แต่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งลมและฝน

WeatherNews ให้ทดลองใช้และศึกษาร่วมกันก่อน มีเบื้องหลังชัดเจน ค่าสมัครใช้บริการเพียง 1 ล้านบาทเศษต่อปี หากไม่พอใจสามารถยกเลิกได้

Tomorrow.io ราคาสูงถึง 497 ล้านบาท แต่กลับได้เพียงซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันปลายทางที่ต้องอาศัยข้อมูลจากต่างประเทศ

กลับกัน หากสามารถนำข้อมูลการตรวจวัด เรดาร์ และดาวเทียม ที่มีอยู่แล้ว ไปเจนใหม่เป็นข้อมูลเฉพาะท้องถิ่น หรือเจาะลึกในพื้นที่ต่าง ๆ และให้ AI ช่วยจำลองเกณฑ์ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เพื่อส่งแจ้งเตือนให้ประชาชน

แหล่งข่าว มองว่า ข้าราชการและคณะกรรมการจัดทำข้อกำหนดโครงการ (TOR) และการตรวจรับ ต้องแบกรับความเสี่ยงสูง เพราะระบบไม่ตรงตามความต้องการจริงของกรมอุตุฯ และอาจถูกตรวจสอบความคุ้มค่าในภายหลัง โดยคนทำงานต้องรับภาระและความสับสนจากนโยบายที่ถูกบังคับ ทั้งที่บุคลากรและระบบเดิมยังจัดการได้ ทั้งที่มีบทเรียนจากระบบพาสปอร์ตปัญญาประดิษฐ์ (AI Passport) ซึ่งเคยเจอปัญหาคล้ายกันที่ซื้อระบบปัญญาประดิษฐ์มาแล้ว แต่ไม่สามารถดึงประสิทธิภาพมาใช้งานจริงได้อย่างที่ต้องการ