ลุ่มน้ำแม่กลอง เริ่มวิกฤตสุด “สทนช.” อัพเดทเฝ้าระวัง 4 แม่น้ำสายหลัก คาดฝนตกหนักซ้ำเติมพื้นที่รอระบาย ประเมินปริมาณน้ำกลับมาปกติ 2 – 4 สัปดาห์

อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมวันนี้ (28 ก.ย. 69) หลังเกิดเหตุน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 69 มีฝนตกต่อเนื่องตลอดวัน และท่วมขังหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องติดอยู่ในพื้นที่จำกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งส่งถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย และปภ.แจ้งเตือนภัยให้ประชาชนรับทราบ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามประเด็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ไปยัง นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และรองโฆษก สทนช.กล่าวว่า สถานการณ์น้ำวันนี้ 28 ก.ย. 69 ขณะนี้พื้นที่บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง จ.กาญจนบุรี วิกฤตที่สุด เนื่องจากมวลน้ำที่ไหลลงมาสะสมในเขื่อนแม่กลอง อาจมีมากกว่า 1,500 ลบ.ม./วิ ซึ่งเป็นเกณฑ์สถิติสูงสุด และจะทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ใกล้เคียง โดยมวลน้ำจะไหลผ่านไปยังพื้นที่ถัดไปบริเวณท้ายเขื่อน คือ จ.ราชบุรี และสมุทรสงคราม ที่จะได้รับผลกระทบต่อไป

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการติดตามประเมินสถานการณ์ และแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่พื้นที่ต่างๆ เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ และลดการระบายน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณ และปิดเขื่อน ในวันนี้ (28 ก.ย. 69) ทำให้ปริมาณน้ำสะสมมีโอกาสสูงขึ้นจนล้นเขื่อน ซึ่งหน่วยงานจะคอยเฝ้าระวังเพื่อทำการผ่อนระบายน้ำออกเรื่อยๆ ซึ่งเป็นจุดที่น่าเป็นห่วงที่สุด

ขณะนี้ทางเขื่อนเจ้าพระยา มีฝนตกเพิ่มบริเวณ จ.อุทัยธานี และกำแพงเพชร ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนสะสมเพิ่มขึ้น และมีโอกาสเกิน 2,000 ลบ.ม./วิ โดยเมื่อคืน (27 ก.ย. 69) มีฝนตกสะสมเพิ่มขึ้นประมาณ 300ลบ.ม. โดยนายกฯ อนุทิน และรองนายกฯ ประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งของภาคกลาง สั่งการให้มีการบริหารจัดการระบายน้ำออกทั้งทางฝั่งตะวันตกและตะวันออก เพื่อให้ไปยังพื้นที่นา และพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีการเก็บเกี่ยวแล้ว เป็นการตัดยอดน้ำไม่ให้เกิน 2,000 ลบ.ม. ลดผลกระทบในพื้นที่ตอนล่าง

ขณะนี้ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ การมีฝนตกสะสมเพิ่ม เนื่องจากทางกรมอุตุนิยมฯ ร่วมกับ สทนช. คาดการณ์ว่าทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ตั้งแต่ จ.กาญจนบุรีขึ้นไปถึงแม่ฮ่องสอน ยังไม่สามารถวางใจได้ จะยังมีฝนตกลงมาเพิ่มค่อนข้างหนัก


สถานการณ์แม่น้ำสายหลัก 4 สาย แม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา บางปะกง



นายฐนโรจน์ กล่าวว่า หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มอีก จะเป็นช่วงเวลาของการระบายน้ำ เนื่องจากมีปริมาณน้ำหลากไหลสะสมลงมาจากพื้นที่ทางตอนบน (น้ำเหนือ) ซึ่งมวลน้ำทั้งหมดต้องไหลผ่านพื้นที่ตอนล่างเพื่อลงสู่ทะเล ส่งผลให้พื้นที่รับน้ำด้านล่างมีปริมาณน้ำสะสมสูง ต้องใช้ระยะเวลาระบายน้ำประมาณ 2-4สัปดาห์

ลุ่มน้ำแม่กลอง ยังคงมีมวลน้ำอยู่ตอนบนซึ่งกำลังหลากลงมา ผ่านสมุทรสาคร จึงทำให้เกิดวิกฤตท่วมในพื้นที่วงกว้าง

แม่น้ำเจ้าพระยา มีมวลน้ำไหลผ่านสถานี จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 1,904 ลบ.ม./วิ และ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท มีการระบายน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ 1,950 ลบ.ม./วิ ซึ่งจะทรงตัวในลักษณะนี้ ทำให้การระบายน้ำค่อนข้างนาน

แม่น้ำบางปะกง ทางกรมเจ้าท่ารายงานระดับน้ำที่สถานีบางปะกง (ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง) ล่าสุด ขยับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 3.65-4.09 ม. ในช่วงที่มีน้ำหลากและน้ำทะเลหนุน ซึ่งจะหลากลงไปท่วมในส่วนบริเวณเหนือเขื่อน ประมาณ 3 อำเภอ ที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ คือ บางน้ำเปรี้ยว คลองเขื่อน และบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งขณะนี้ได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ และแจ้งเตือนภัย

แม่น้ำท่าจีน สถานการณ์น้ำขณะนี้อยู่ในเกณฑ์วิกฤตและมีระดับน้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณฝนตกสะสมอย่างหนัก ประกอบกับมวลน้ำหลากจากตอนบน และอิทธิพลของน้ำทะเลหนุน ซึ่งหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบ เช่น อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ระดับน้ำสูงแตะระดับ 6.37 ม. อยู่ในระดับวิกฤตและใกล้เคียงกับแนวถนนสำคัญ สถานีวัดระดับน้ำหลักทุกสถานีอยู่ในเกณฑ์วิกฤตและสูงกว่าระดับตลิ่ง ได้แก่ สถานี T.15 บางไทรป่า อ.บางเลน ระดับน้ำสูงสุด 1.97 เมตร (รทก.) สูงกว่าตลิ่ง 17 ซม. สถานี T.1 อ.นครชัยศรี ระดับน้ำสูงสุด 1.71 เมตร (รทก.) สูงกว่าตลิ่ง 21 ซม. และสถานี T.14 อ.สามพราน ระดับน้ำสูงสุด 1.54เมตร (รทก.) สูงกว่าตลิ่ง 4 ซม.