“รถสามล้อไฟฟ้า” หรือชาวโซเชียลเรียกว่า “รถเร่งมรดก” ที่ผู้สูงอายุมักขับขี่ไปบนถนนสาธารณะ จนทำให้เกิดอุบัติเหตุ “ศวปถ.” ชี้ทางออกคุมคนขาย-จดทะเบียนถูกต้อง เริ่มใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ด้าน “ตำรวจ” มองแก้กฎหมาย ใช้ถนนสาธารณะร่วมกัน
นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มองว่า รถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือที่ชาวโซเชียลเรียกว่า รถเร่งมรดก ถือว่าเป็นรถนอกระบบ จดทะเบียนไม่ได้ ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นรถที่อยู่นอกระบบ แต่สามารถนำมาขายได้ ทำให้ลูกหลานซื้อรถเหล่านี้ให้กับผู้สูงอายุในครอบครัว เพื่อขับขี่ไปในชุมชน แต่ในความเป็นจริงพบว่า ผู้สูงอายุไม่ได้ขับขี่รถสามล้อไฟฟ้าแค่ในซอยของหมู่บ้าน แต่นำมาขับขี่บนถนนใหญ่
แนวทางแก้ไขต้องประกอบด้วยการทำให้รถสามล้อไฟฟ้าเข้าไปสู่ระบบของกรมขนส่งทางบกให้ได้ เพราะตราบใดที่รถประเภทนี้อยู่นอกระบบ เมื่อเกิดผลกระทบก็จะไม่มีผู้รับผิดชอบ เนื่องจากขนส่งก็อ้างว่าไม่มีการจดทะเบียน ทำให้ขนส่งไม่มีอำนาจในการบังคับใช้ ทั้งที่จริง รถประเภทนี้ต้องมีการเชื่อมโยงให้รัฐมีอำนาจในการเข้ามาควบคุมรถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น ดึงเข้ามาตั้งกติกา เพื่อให้มาเข้าระบบของกรมขนส่งอย่างถูกต้อง
ขณะที่การซื้อขายรถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็ก ทุกวันนี้ยังเป็นสินค้าที่ไม่ถูกควบคุม เพราะถ้าเป็นรถธรรมดาก็มีกฎหมายของกรมขนส่งเข้ามาควบคุม และมีการตรวจสอบระบบป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ แต่พอรถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีการนำเข้ามาจากจีน แล้วไม่มีการควบคุม ถือเป็นช่องว่าง และเป็นสินค้าที่ไม่ต้องมีใครควบคุม มีการวางขายตามร้านค้าได้ทั่วไป รวมถึงมีการขายบนออนไลน์ ซึ่งประชาชนสามารถซื้อมาให้ผู้สูงอายุที่บ้านขับได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่อันตรายมาก
“สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือ ต้องมีการควบคุมรถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็ก ผ่านกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค(พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522) เพื่อมีการจำกัดว่ารถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็กเป็นสินค้าควบคุม ซึ่งจะมีการควบคุมตั้งแต่การกำหนดแบรนด์สินค้านำเข้า การโฆษณา หรือขายสินค้าในราคาเกินจริงไม่ได้ โดยหน่วยงานที่ดูแลคือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)”
ส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย ตำรวจสามารถบังคับใช้ได้เลยในการมีบทลงโทษกับรถที่ไม่ได้จดทะเบียน แต่มาวิ่งบนถนน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าตำรวจยังไม่เลือกที่จะใช้มาตรการนี้ เพราะอาจเจอแรงต้าน ซึ่งชาวบ้านบางส่วนอาจต่อว่าเป็นการรังแกคนจน นี่จึงเป็นช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมาย
สิ่งที่จะทำให้ตำรวจเข้ามาควบคุมการใช้รถสามล้อไฟฟ้าได้ต้องมีเสียงสะท้อนจากสังคม จะทำให้ตำรวจมีการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังมากขึ้น ซึ่งบ้านเราตำรวจจะต้องมีกระแสนำ แต่ถ้าไม่มีกระแสนำก็อาจเกิดแรงต้านจากสังคม
ด้วยข้อจำกัดของกรมการขนส่ง กำหนดว่ารถไฟฟ้าจะขึ้นทะเบียนได้ก็ต่อเมื่อความเร็วขั้นต่ำเกิน 45กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่รถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็กมีความเร็วต่ำกว่า 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงเป็นสุญญากาศของกฎหมายไทย ที่ยังไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ซึ่งต่างจากประเทศจีน ที่มีมาตรการควบคุมรถที่อยู่นอกระบบ
ทางออก ตำรวจ ควบคุมใช้กฎหมาย
ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในเรื่องของการควบคุมการขับขี่รถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็กของผู้สูงอายุ โดย พ.ต.อ.สรพงษ์ นาคะโยคี ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการตำรวจจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า รถสามล้อไฟฟ้าที่ผู้สูงอายุนิยมขับตามหมู่บ้าน หรือบางคนก็ขับออกถนนใหญ่ มีความอันตราย เนื่องจากปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่ที่วิ่งบนถนนมีการใช้ความเร็วที่มากขึ้น ประกอบกับในปัจจุบันอุบัติเหตุส่วนใหญ่ เกิดจากคนที่ขับไม่ได้มองถนน หรือมีสมาธิในการขับขี่บนท้องถนน เนื่องจากหลายคนมีการเล่นโทรศัพท์ระหว่างขับรถ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้ไม่ได้มองไปบนถนน โดยเฉพาะการแชตระหว่างขับรถ บางคนหนักถึงขนาดโอนเงิน ซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง
ประกอบกับบนท้องถนนสาธารณะมีคนหลายช่วงวัยใช้พื้นที่บนท้องถนนร่วมกัน ซึ่งกรณีของผู้สูงอายุหลายคนก็นึกว่า การขับขี่ด้วยรถสามล้อไฟฟ้าขนาดเล็กไปบนถนนใหญ่จะไม่ได้เกิดอันตราย แต่แท้ที่จริงแล้วสถิติในเมืองมีผู้สูงอายุที่เสียชีวิตจากการเดินข้ามถนนจำนวนมาก ด้วยผู้สูงอายุส่วนใหญ่รู้สึกว่าเดินข้ามถนนไปก่อน ถึงอย่างไรคนขับรถก็จะเห็นแล้วหยุดรถให้
ด้วยรถยนต์บางอย่าง สเปกของตัวรถคุณภาพไม่ถึงให้จดทะเบียนรถได้ตัวอย่างเช่น รถสามล้อไฟฟ้า ที่ผู้สูงอายุชอบขับ แต่ตามกฎหมายพื้นที่สาธารณะทุกคนมีสิทธิใช้ทาง โดยคนเดินเท้าก็เดินบนฟุตบาท ส่วนรถจักรยานและรถเข็น ที่จดทะเบียนไม่ได้ ก็มีสิทธิใช้พื้นที่สาธารณะในส่วนของขอบถนน แต่ไปขี่บนฟุตบาทไม่ได้ ถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย
แต่ในการบังคับใช้กฎหมายกับรถที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ ตำรวจก็ต้องใช้กฎหมายในการควบคุม เช่น การใช้รถที่ไม่จดทะเบียน กับการขับรถกีดขวางทางจราจร มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ด้วยความที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง ทำให้มีการใช้รถที่หลากหลาย เพราะรถบางชนิดก็เหมาะกับการใช้บนถนนในหมู่บ้าน แต่ไม่ควรนำมาใช้บนถนนที่มีรถสัญจรจำนวนมาก
ถ้าจะให้มีการแก้ที่ตรงจุด ต้องมีการแก้กฎหมายว่า รถที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ ต้องห้ามนำมาใช้บนทางสาธารณะ โดยต้องมีการกำหนดว่า รถแบบไหนที่จะนำมาใช้บนทางได้ แต่ทุกวันนี้ไม่มีข้อกำหนด เช่น รถเข็นก็สามารถนำมาใช้ในทางได้
สำหรับในเมืองที่เจริญแล้ว จะมีการแบ่งเป็นทางเท้า ทางจักรยาน และทางเดินรถ ซึ่งยิ่งมีช่องทางที่แบ่งอย่างชัดเจนยิ่งทำให้มีการขับขี่ที่ปลอดภัย และคนทุกวัยสามารถใช้ทางร่วมกันได้อย่างเหมาะสม


