อัพเดทฝนตกมวลน้ำหลาก เตือนภัยรายลุ่มน้ำ “บางปะกง-ป่าสัก-เจ้าพระยา” กทม. รอดไหม? ไทม์ไลน์น้ำเหนือจ่อประชิด “ศูนย์อำนวยการน้ำ” คาดระบายน้ำนาน 1 - 2 สัปดาห์
สถานการณ์น้ำท่วม-น้ำหลากทั่วประเทศ หลังหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวพาดผ่านภาคกลางและพื้นที่ฝั่งตะวันตก ส่งผลให้ฝนตกหนักสะสมในหลายพื้นที่ มวลน้ำจากลำน้ำสาขาและน้ำล้นเขื่อนกำลังไหลทะลักลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ “ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยัง นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยข้อมูลว่า ขณะนี้หย่อมความกดอากาศต่ำ กำลังขยับตัวเข้าสู่ภาคกลาง และพุ่งตรงไปบริเวณหน้าเขาฝั่งตะวันตก (ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี) ก่อนม้วนตัวขึ้นทิศเหนือผ่านอุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา นครสวรรค์ และกำแพงเพชร ส่งผลให้เกิดฝนสะสมสูงเกิน 200 มิลลิเมตร ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกและภาคตะวันออก
แม้แนวโน้มฝนจะเริ่มเบาบางลงในระยะถัดไป แต่เนื่องจากมวลน้ำสะสมในลำน้ำและน้ำล้นเขื่อนยังอยู่ใน “ช่วงขาขึ้น” คาดว่าพื้นที่ประสบภัยจะต้องใช้เวลาในการระบายน้ำนานประมาณ 1 - 2 สัปดาห์
ลุ่มน้ำบางปะกง ภาคตะวันออก (ขั้นวิกฤต)
จันทบุรี คลองวังโตนด ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นกว่า 4 เมตร มวลน้ำไหลผ่าน อ.ท่าใหม่ ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งก่อนถึงตัวอำเภอเสี่ยงน้ำเอ่อล้นตลิ่ง
สระแก้ว ปราจีนบุรี เขื่อนคลองพระสะทึง มีน้ำล้นเกินความจุเก็บกักสูงถึง 130% (เกินความจุ 30%) มวลน้ำทะลักสมทบพื้นที่ตอนล่าง อ.กบินทร์บุรี (โดยเฉพาะตลาดกบินทร์บุรี) ถูกน้ำท่วมสูงแล้วราว 1.70 เมตร และแผ่เป็นวงกว้าง
ฉะเชิงเทรา แม่น้ำสาขา (คลองพระสะทึง, คลองพระปรง, แควหนุมาน) และเขื่อนคลองระบม มีน้ำล้นตลิ่งเกือบทุกสถานี มวลน้ำกำลังหลากลงสู่แม่น้ำบางปะกง
3 อำเภอเสี่ยงสูง อ.บางคล้า, อ.คลองเขื่อน และ อ.บางน้ำเปรี้ยว คาดการณ์ระดับน้ำเอ่อล้นตลิ่งสูง 1.00 – 1.50 เมตร
ลุ่มน้ำป่าสัก ยังต้องเฝ้าระวัง
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสูงกว่า 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ปัจจุบันความจุอยู่ที่ 83% และมีแนวโน้มสูงมากที่น้ำจะเต็ม 100% จนอาจต้องเพิ่มการระบายหรือล้นเขื่อน
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ต้องเร่งระบาย
ตอนบน (ปิง-ยม-น่าน) แม่น้ำปิงและแม่น้ำยมระดับน้ำกลับมาขยับสูงขึ้นอีกครั้งจากฝนตกเพิ่ม ส่วนแม่น้ำน่านตอนบนระดับน้ำเริ่มลดลง
เขื่อนเจ้าพระยา ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำจาก 1,800 ลบ.ม./วินาที สู่เกณฑ์ 2,000 – 2,300 ลบ.ม./วินาที โดยมีน้ำจากลุ่มน้ำสแกกรังเข้ามาสมทบอีกราว 350 ลบ.ม./วินาที
พื้นที่รับผลกระทบท้ายเขื่อน ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี และนนทบุรี ระดับน้ำริมตลิ่งจะสูงขึ้นจากเดิม
กทม. รอดไหม? เจาะพื้นที่เสี่ยงกรุงเทพฯ และปริมณฑล
มวลน้ำเหนือจากเจ้าพระยา จะไม่ส่งผลกระทบให้น้ำท่วมพื้นที่ กทม.
ระดับน้ำเจ้าพระยาในเขต กทม. คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8 – 2.0 เมตร รทก. ซึ่งยังต่ำกว่าแนวคันกั้นน้ำของ กทม. ที่สูงถึง 3.5 – 3.8 เมตร
จุดที่ต้องเฝ้าระวัง ปัญหาหลักอยู่ในฝั่ง กทม. ตะวันออก ซึ่งระดับน้ำตามคลองต่างๆ ค่อนข้างสูง
มาตรการเร่งระบาย กทม. เดินเครื่องสูบน้ำกว่า 200 ตัว เร่งสูบออก 1,200 ลบ.ม./วินาที ผสานกำลังกับกรมชลประทาน ผันน้ำออกทางฝั่งตะวันออกลงสู่แม่น้ำบางปะกงและคลองแนวตั้งเพื่อระบายออกอ่าวไทยให้ไวที่สุด
เปิดไทม์ไลน์มวลน้ำเหนือ แนวทางรับมือฝนรอบใหม่
การหน่วงน้ำเหนือเขื่อน หากมีมวลน้ำเหนือไหลลงมาเพิ่ม กรมชลประทานจะทำการ “หน่วงน้ำไว้เหนือเขื่อนเจ้าพระยา 1 – 2 วัน” เพื่อชะลอมวลน้ำ ก่อนพิจารณาปรับการระบายลงสู่พื้นที่ปทุมธานีและนนทบุรี
ฝนตกปลายสัปดาห์หน้า หากมีฝนตกหนักรอบใหม่ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง จะเป็นลักษณะฝนสะสมที่ค่อยๆ ไหลหลาก ไม่ได้รุนแรงเชี่ยวกรากเหมือนฝนตกหนักบนเทือกเขาตอนบน ทำให้ยังสามารถบริหารจัดการน้ำได้
นโยบายผันน้ำเข้าทุ่ง นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เน้นผันน้ำเข้าพื้นที่ฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออก ทุ่งรับน้ำ และแก้มลิงลุ่มต่ำให้ได้มากที่สุด โดยต้องไม่ให้กระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและนาข้าวของประชาชน พร้อมกำชับทุกหน่วยงานทำงานบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่