จากกรณี “ฝนตกหนักถึงหนักมาก” ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ในวันที่ 23 - 27 กันยายน 2569 ล่าสุดเกิดน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครหลายพื้นที่ โดยมีปริมาณฝนตกสะสมนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.69 เวลา 16.00 น. จนถึงวันที่นี้ (26 ก.ย.69) เวลา 13.00 น. มากกว่า 300 มิลลิเมตร ซึ่งทาง กทม.ได้ประกาศเป็นเขตสาธารณภัย เพื่อให้สามารถเยียวยาประชาชนได้อย่างสะดวกมากขึ้น

วันนี้ (26 ก.ย.) นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า จากแบบจำลองการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ปริมาณฝนจะเริ่มเบาบางลงต่อเนื่อง หากเป็นไปตามการคาดการณ์ดังกล่าว จะช่วยให้ระบายน้ำที่ตกค้างในพื้นที่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากฝนหยุดตกและไม่มีปริมาณน้ำใหม่เข้ามาเติมในระบบ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน โดยปัญหาสำคัญตอนนี้คือคลองในหลายพื้นที่มีระดับน้ำสูงและอยู่ในภาวะวิกฤตและเอ่อท่วมชุมชน แต่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ กทม.มีศักยภาพในการสูบน้ำสูง ยังไม่อยู่ในระดับวิกฤตมากนัก

ทั้งนี้เมื่อเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ หลายพื้นที่ประชาชนก็ระบุว่าเป็นบริเวณที่ไม่เคยเกิดน้ำท่วมมาก่อน ประกอบกับก่อนหน้านี้มีการแชร์ต่อในโลกออนไลน์ ว่าอาจเกิด “มหาอุทกภัย” ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังวลว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ มีโอกาสซ้ำรอยน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หรือไม่?


นักวิชาการฟัน ไม่ซ้ำรอยน้ำท่วม 2554

นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ (ศอน.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้ข้อมูลกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่รุนแรงเท่าน้ำท่วมปี 2554 และไม่ใช่ "มหาอุทกภัย" โดยมหาอุทกภัยต้องเกิดในบริเวณพื้นที่ฝั่งเขาหรือเป็นมวลน้ำก้อนใหญ่หลากมาจากทางภาคเหนือ จนไม่สามารถจัดการได้ทัน มีระดับน้ำท่วมสูง 2-3 เมตร แต่ลักษณะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นฝนที่ตกลงมาตรงๆ ในพื้นที่ราบ ทำให้ท่วมในลักษณะน้ำเอ่อล้นรอการระบาย ก่อนจะค่อยๆ ลงสู่แม่น้ำไหลสู่ทะเลต่อไป

เช่นเดียวกับเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดเผยว่า โอกาสในการเกิดมหาอุทกภัยที่ค่อยๆ ไหลท่วมแต่ละจังหวัดเหมือนปี 2554 แทบเป็นไปไม่ได้ โดยมีความแตกต่างดังนี้

1. ปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศต่างกัน ปริมาณฝนต่างกัน

ในปี 2554 ช่วงครึ่งปีแรกเกิดปรากฏการณ์ “ลานีญา” ทำให้มีฝนตกมากกว่าปกติ และฝนเริ่มตกเร็วและสูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่เดือน มี.ค.-เม.ย. และผลกระทบจากลานีญ่ายังทำให้มีพายุหมุนเขตร้อน ไม่ว่าจะเป็นดีเปรสชัน พายุโซนร้อน ไต้ฝุ่นเข้ามาในประเทศไทยถึง 5 ลูก

ขณะที่ในปี 2569 นี้กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ซึ่งฝนจะน้อยกว่าปกติ และกำลังเข้าสู่สภาวะซูเปอร์เอลนีโญด้วย ซึ่งในปีนี้ยังไม่มีพายุหมุนเขตร้อน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทยเลย

2. พื้นที่น้ำท่วม

หากเปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมเดือนสิงหาคม (เนื่องจากกันยายนยังไม่ครบเดือน) ของทั้ง 2 ปี พบว่าข้อมูลดาวเทียมของ GISTDA ใน ส.ค. 2554 มีรายงานพื้นที่น้ำท่วม 5.7 ล้านไร่ ขณะที่ ส.ค.2569 มีรายงานพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึง 4 แสนไร่ ซึ่งน้อยกว่านับสิบเท่า

ผศ.ดร.ธรณ์ บอกว่า ลักษณะฝนที่เป็นการตกหนักเป็นจุดๆ  สะสมจุดละ 100-200 มิลลิเมตร จนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำรอการระบายเป็นเรื่องปกติของฤดูฝน โดยเฉพาะ ก.ย.-ต.ค. ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีฝนหนักที่สุดอยู่แล้ว แม้จะมีซูเปอร์เอลนีโญก็ตาม

แต่ฝนที่ตกเป็นจุดๆ ในปัจจุบันจะมีความรุนแรงมากกว่าเดิมจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากน้ำทะเลระเหยมากขึ้น ไอน้ำในชั้นบรรยากาศจะเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซลเซียส กล่าวคือ “ฟ้าฉ่ำน้ำเป็นพิเศษ” เมื่อเกิดฝนตกเฉพาะจุดจึงมักเกิดปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน น้ำขังรอการระบายระดับสูงเฉพาะพื้นที่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงทางภูมิศาสตร์ เป็นพื้นที่แอ่งระบายน้ำยาก เช่น เมืองพัทยา และหลายเขตในกรุงเทพฯ รวมถึง “น้ำท่า” ที่มีเยอะและไหลท่วมบริเวณได้ เช่น จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปราจีนบุรี

ขณะที่ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เผยว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกในกรุงเทพฯ ตอนนี้ถือว่าสูงผิดปกติ สะสมทะลุ 300 มม. แต่ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ปริมาณน้ำฝนเพียง 60 มม. ก็เกิดน้ำท่วมขังได้แล้ว เมื่อเกิดฝนตกสะสมในปริมาณมากเช่นนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมกระจายไปในหลายพื้นที่

รศ.ดร.เสรี  มองว่า ที่สถานการณ์ดูท่วมหนักเนื่องจากขาดประเมินความเสี่ยงของความรุนแรง ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องมีการประเมินว่าหากมีปริมาณน้ำฝนเกิน 300 มม. น้ำจะท่วมในพื้นที่ไหนบ้าง เพื่อรับมือและแจ้งเตือนประชาชน จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำให้เพียงพอและถูกจุด

อย่างไรก็ดีขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ในลักษณะน้ำท่วมใหญ่ 2554 ที่เป็นมวลน้ำหลากจากภาคเหนือ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือนกว่าจะคลี่คลาย แต่ที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ จนเกิดน้ำท่วมขัง น้ำล้นคลอง หากสามารถระบายน้ำได้เต็มที่ อาจท่วมนานที่สุดไม่เกิน 1 สัปดาห์ จึงอยากให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและงดเว้นการเดินทางเอาไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ยานพาหนะเสียหาย

เทียบข้อมูลน้ำท่วมกรุง 2554 vs 2569

  • ปริมาณน้ำฝน

ข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2554 ฝนมาเร็วและมีปริมาณฝนมากกว่าปกติ โดยปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ปริมาณฝนรวมทั้งปีสูงถึง 1,826 มิลลิเมตร มากกว่าปกติ 25%

นอกจากนี้การกระจายตัวของกลุ่มฝนตกหนักยังครอบคลุมเป็นบริเวณกว้างกว่าปีอื่นๆ โดยเฉพาะภาคเหนือที่ฝนตกหนักเกือบทั่วทุกพื้นที่ จนกลายเป็นมวลน้ำไหลลงสู่ภาคกลาง โดยในปีดังกล่าวประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุถึง 5 ลูก ได้แก่ พายุโซนร้อนนกเต็น, พายุโซนร้อนไหหม่า, พายุโซนร้อนไห่ถาง, พายุไต้ฝุ่นเนสาด และพายุไต้ฝุ่นนาลแก แม้จะลดระดับหรือสลายตัวก่อนถึงประเทศไทยแต่ก็ส่งผลทำให้ฝนมากขึ้น รวมถึงร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยเป็นระยะ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน รวมถึงปรากฏการณ์ลานีญาที่ส่งผลให้ปริมาณฝนของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะที่ปี 2569 โลกกำลังเผชิญปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ทำให้เสี่ยงเกิดภัยแล้งและมีฝนน้อยกว่าปกติ โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์เอาไว้ว่าภาพรวมฤดูฝนปีนี้ ปริมาณฝนรวมของประเทศจะน้อยกว่าปี 2568 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 10% โดยในช่วงสิงหาคมถึงกันยายนจะตกชุกหนาแน่น ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ 



ประกอบกับข้อมูลของ ดร.ธรณ์ ที่ชี้ว่า แม้จะเป็นซูเปอร์เอลนีโญ แต่จากสภาวะโลกร้อนทำให้ฝนตกเฉพาะจุดมีความรุนแรงมากขึ้น และเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรงได้เช่นกัน

  • การระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา

สำหรับการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดควบคุมน้ำสำคัญจากภาคเหนือสู่ภาคกลาง พบว่าล่าสุด (26 ก.ย.) ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำ จากอัตรา 1,850 ลบ.ม./วินาที เป็นอัตรา 1,950 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่ 09.00 น.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผอ.ศอน. เคยให้ข้อมูลไว้ว่า ถือเป็นระดับเริ่มเตือนภัยและต้องเฝ้าระวังสูง แต่หากยังระบายน้ำไม่เกินระดับ 2,000 ลบ.ม./วินาที เชื่อมั่นว่ายังบริหารจัดการได้

หากเปรียบเทียบการระบายน้ำในปี 2554 พบว่า ข้อมูลจากสถานี C.13 ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดอยู่ที่ 3,721 ลบ.ม./วินาที (วันที่ 21 ก.ย.2554) มีปริมาณน้ำไหลผ่านตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. - 18 พ.ย. ถึง 31,762 ล้าน ลบ.ม.

  • ระดับน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ

เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 พบว่า เขื่อนทั่วประเทศมีน้ำมากเป็นประวัติการณ์ แต่ไม่สามารถระบายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 33 แห่งรับน้ำในปริมาณมหาศาล 21 จาก 33 เขื่อน เกิดสถานการณ์น้ำล้นเขื่อน (ปริมาณน้ำเกินระดับกักเก็บปกติ) 

ตลอดทั้งปีมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมรวมกันมากถึง 71,769 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง

ขณะที่สถานการณ์น้ำในเขื่อนล่าสุด 26 ก.ย.2569 ข้อมูลจากกรมชลประทาน รายงานว่า ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ สะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.69 อยู่ที่ 30,675 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำในอ่าง 8,437.68 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 63.00% ของความจุ ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำในอ่าง 7,592.12 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 80.00% ของความจุ โดยทั้ง 2 เขื่อนยังรองรับน้ำได้เกือบ 7 พันล้าน ลบ.ม.

ที่มา : คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ, กรมชลประทาน, ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, กรมอุตุนิยมวิทยา