เตือนกรุงเทพ เผชิญ “ฝน 3 ยก” คาดยกแรกเริ่มคลี่คลายพรุ่งนี้ ส่วนยก 2 ปลายอาทิตย์ถัดไปฝนตกน้อยกว่าเดิม  ลุ้นยก 3 ไม่ให้เกิดฝนตกหนักซ้ำ นักวิชาการชี้ ปรากฏการณ์ใหม่ เกิดจาก "แนวฝนปะทะ" ที่มีมวลอากาศ มาปะทะกันทั้งสองด้าน ทำให้เมฆฝนไม่เคลื่อนตัวไปไหน จะเกิดขึ้นอีก คล้ายกับญี่ปุ่น

 จากสถานการณ์ฝนที่ตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ “ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยัง รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการแผนงานวิจัยมุ่งเป้าด้านน้ำมั่นคง สำนักการวิจัยแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ปรากฏการณ์ฝนตกหนักในครั้งนี้ เกิดจาก "แนวฝนปะทะ" หรือร่องความกดอากาศต่ำที่เกิดขึ้นเมื่อลมมรสุมพัดพาความชื้นสูงจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทย เข้าชนกับมวลอากาศที่มาปะทะกันทั้งสองด้าน ทำให้เมฆฝนไม่เคลื่อนตัวไปไหน และตกค้างในพื้นที่เดิม ทำให้เกิดฝนตกหนักและกระจายตัวเป็นบริเวณกว้าง 

 

สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ระลอกแรก

 

ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันระดับน้ำยังคงอยู่ในเกณฑ์ไม่สูงมาก ประมาณ 1.5 - 1.6 เมตร ซึ่งยังคงมีพื้นที่รองรับน้ำ (Buffer) เพียงพอ ทำให้การระบายน้ำจากคลองต่าง ๆ ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยายังคงทำได้ดี

 

จุดที่ต้องระวัง แม้แม่น้ำสายหลักยังรับน้ำได้ แต่ปัญหาใหญ่ขณะนี้คือ "น้ำท่วมขังภายใน" ในพื้นที่จุดเสี่ยง ซึ่งต้องใช้เวลาและประสิทธิภาพของเครื่องสูบน้ำในการเร่งระบายออก

 


3 ยก คาดการณ์สถานการณ์และฝนตกหนักกรุงเทพฯ 3 อาทิตย์ติดต่อกัน

 หากประเมินกรณีแย่สุดๆ ต่ออาทิตย์หน้าฝนคงจะลดลง ต้องติดตามสภาพอากาศจริงต่อไป จากการประเมินแนวโน้มฝนตกต่อเนื่องยาวไปจนถึงสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะช่วงปลายสัปดาห์ (วันเสาร์-อาทิตย์) โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ หรือ "3 ยก" ดังนี้

 

ยกที่ 1 สถานการณ์ปัจจุบัน – เร่งระบาย อาทิตย์นี้ตั้งแต่ 25 – 27 ก.ย.นี้

ฝนตกหนักสะสม แต่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่สูงมาก การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำสายหลักยังทำได้ต่อเนื่อง ปัญหาส่วนใหญ่ยังเป็นน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำรอการระบาย

 

ยกที่ 2 น้ำเหนือหนุนบวกฝนใหม่ คาดอาทิตย์หน้าช่วงปลายอาทิตย์

ปริมาณน้ำระบายจากทางตอนเหนือจะเริ่มเพิ่มขึ้นจาก 1,500 เป็นประมาณ 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มสูงขึ้น คาดว่าจะมีฝนลดลงกว่ารอบแรก พื้นที่ริมแม่น้ำและพื้นที่จุดอ่อนริมคลองจะเริ่มได้รับผลกระทบ

 


ยกที่ 3 วิกฤติเสี่ยงท่วมขยายวงกว้าง คาด 8 – 11 ต.ค.นี้

หากมวลน้ำทางตอนเหนือปล่อยเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีขึ้นไป ประกอบกับมีฝนตกหนักลงมาซ้ำซ้อนอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ระบายน้ำออกได้ช้าลง พื้นที่ที่ไม่เคยท่วมหรือริมฝั่งแม่น้ำจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมทันที

 

ปรากฏการณ์นี้เป็นสภาพอากาศที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในประเทศไทย เป็นการชนกันของระบบอากาศ 2 รูปแบบ อย่างไรก็ตาม ลมฟ้าอากาศยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากกลุ่มฝนพัดเคลื่อนตัวขึ้นไปทางภาคเหนือแทน กรุงเทพฯ ก็อาจรอดพ้นจากภาวะวิกฤติในยกที่ 3 ได้ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

คนกรุงเทพฯ ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

1. ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ติดตามการแจ้งเตือนภัยและพิกัดกลุ่มฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยาและ กทม.

 

2. ยกของขึ้นที่สูง สำหรับบ้านเรือนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมคลอง หรือริมแม่น้ำเจ้าพระยา ควรเริ่มยกของมีค่าขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย

 

3. วางแผนการเดินทาง วางแผนการทำงานหรือปรับเปลี่ยนไปใช้รูปแบบ Work From Home (WFH) หากทำได้ เพื่อลดภาระการจราจรและหลีกเลี่ยงการติดค้างบนท้องถนนช่วงฝนตกหนัก

 


จับตาสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพฯ

ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกในกรุงเทพฯ ตอนนี้ถือว่าสูงผิดปกติ โดยนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.ก็มีฝนสะสมมากกว่า 200 มม.แล้ว และคาดว่าจะทะลุ 300 มม.ในอีกไม่ช้า ซึ่งตามเกณฑ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ปริมาณฝนสะสมใน 24 ชม.หากสูงกว่า 91 มม.ก็ถือว่าเป็น ฝนตกหนักมาก เสี่ยงเกิดน้ำท่วมสูง

 

ทั้งนี้ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ปริมาณน้ำฝนเพียง 60 มม.ก็เกิดน้ำท่วมขังได้แล้ว เมื่อเกิดฝนตกสะสมในปริมาณมากเช่นนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมกระจายไปในหลายพื้นที่ มองว่าที่สถานการณ์ดูท่วมหนักเนื่องจากขาดการประเมินความเสี่ยงของความรุนแรง ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องมีการประเมินว่าหากมีปริมาณน้ำฝนเกิน 300 มม.น้ำจะท่วมในพื้นที่ไหนบ้าง เพื่อรับมือและแจ้งเตือนประชาชน จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำให้เพียงพอและถูกจุด

 

“แต่ละท้องถิ่นต้องจับตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ศูนย์เตือนภัยฯ ว่าภาพรวมน้ำท่วมจะเป็นอย่างไร และประเมินสถานการณ์หน้างานว่ามีศักยภาพในการรองรับน้ำเท่าไหร่ ต้องโยกย้ายเครื่องสูบน้ำไปจุดใดบ้าง ซึ่งตอนนี้แม่น้ำเจ้าพระยาจะมีระดับน้ำสูงแต่ยังไม่ล้นคัน ยังสามารถรองรับน้ำได้”

 

อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล น่าจะผ่านพ้นจุดที่วิกฤตที่สุดไปแล้ว โดยในช่วงบ่ายวันนี้ (25 ก.ย.) ไปจนถึงวันพรุ่งนี้ (26 ก.ย.) ปริมาณฝนรายชั่วโมงจะเบาบางลง และสถานการณ์จะดีขึ้นตามลำดับ แต่พื้นที่ถัดไปที่ต้องรอรับมือฝนที่กำลังเคลื่อนตัวไปคือภาคตะวันตก ซึ่งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองยังสามารถรับน้ำได้ดี แต่ที่น่ากังวลคือในแม่น้ำสายย่อย ลำคลองต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ไหล่เขา

 

รศ.ดร.เสรี ทิ้งท้ายถึงประชาชนในกรุงเทพฯ ว่าอย่าตื่นตระหนก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ในลักษณะน้ำท่วมใหญ่ 2554 ที่เป็นมวลน้ำหลากจากภาคเหนือ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือนกว่าจะคลี่คลาย แต่ที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ จนเกิดน้ำท่วมขัง น้ำล้นคลอง หากสามารถระบายน้ำได้เต็มที่ อาจท่วมนานที่สุดไม่เกิน 1 สัปดาห์ จึงอยากให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและงดเว้นการเดินทางเอาไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ยานพาหนะเสียหาย