ปมมูลนิธิหวันโชติ ผ่าเส้นเงิน 10 ล้าน อันไหนช่วยวัด-อันไหนปล้นวัด “มหาหมี” ชำแหละโครงสร้างผลประโยชน์ ชี้ช่องความร่วมมือสร้างวัตถุมงคลต้องตรวจสอบได้ ลั่นเงินวัตถุมงคลทุกบาทต้องเข้าบัญชีวัด



จากกรณีตำรวจกองปราบจับอดีตหลวงพ่อโชติ เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และสีกาเอ๋ ร่วมกันยักยอกเงินวัด จนถูกตำรวจปราบจับกุมได้



ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 69 พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. เปิดเผยว่า หลังจากได้ข้อมูลเส้นทางการเงินจากวัดพุทไธศวรรย์ พนักงานสอบสวนกองปราบได้ส่งเอกสารเส้นเงินทั้งหมดให้กับ ปปง. ไปตรวจสอบ เพื่อหาความเกี่ยวข้องว่าเชื่อมโยงถึงใครบ้าง ทั้ง ปปง. ได้ส่งข้อมูลการตรวจสอบเส้นเงินกลับมาให้บางส่วนแล้ว ชุดทำงานสืบสวนสอบสวน กก.1 บก.ป. กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวอยู่



มีรายงานแจ้งว่า หลังจากนายอติโชติ ถูกจับดำเนินคดีพร้อมโดนตรวจสอบพฤติกรรมต่างๆ พบว่ามีการจัดตั้งมูลนิธิหวันโชติ ขึ้นมาโดยสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นประธานกรรมการเเละมีคณะกรรมการอยู่ทั้งสิ้น 6คน ขณะนี้พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เรียกสอบไปแล้ว 5 คน ต่างให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนกรรมการคนสุดท้ายที่ตำรวจตรวจสอบพบคือ นายเสมอ งิ้วงามหรือ “ป๋อง สุพรรณ” เซียนพระรุ่นใหญ่ชื่อดังในวงการ ถูกตรวจพบว่าเป็นหนึ่งในคณะกรรมการด้วย โดยเบื้องต้นไม่พบความเชื่อมโยงกับ ป๋อง สุพรรณ แต่อย่างใด


ทีมงานเฉพาะกิจไทย รัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง มหาหมี หรือ ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม และนักกฎหมายผู้มีความเชี่ยวชาญด้านพระไตรปิฎก มองว่า มีโอกาสที่จะเกิดการกระทำความผิดซ้ำอีก เนื่องจากในทางปฏิบัติ มีการปล่อยปละละเลยเรื่องการบริหารจัดการเงินวัดมาเป็นเวลานาน ต้นตอสำคัญมาจากอำนาจในการจัดการเงินที่ตกอยู่กับเจ้าอาวาสตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 31 ซึ่งให้อำนาจในการบริหารจัดการกิจการทุกอย่างเปรียบเสมือนผู้จัดการบริษัทแต่ต่างจากบริษัทเอกชนทั่วไปที่มีหน่วยงานรัฐและสรรพากรเข้ามากำกับดูแล มีระบบจัดเก็บภาษีและยื่นบัญชีทรัพย์สินประจำปี



สำหรับวัด แม้มีกฎกระทรวงการจัดการดูแลศาสนสมบัติของวัดปี 2564 กำหนดให้ส่งงบการเงิน แต่กลับไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนหากไม่ปฏิบัติตาม เนื่องจากกฎหมายมองว่าวัดเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรและได้รับการยกเว้นภาษี ช่องว่างตรงนี้ทำให้กฎหมายมีไว้แค่ให้ทำ แต่พอจับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็ไม่มีใครรู้ว่ามีความผิดเกิดขึ้น กว่าจะตรวจสอบค้นพบเจอ เงินวัดหรือเงินบริจาคก็ถูกเบียดบัง และยักยอกออกไปจนกลายเป็นความเสียหายก้อนใหญ่ เรื้อรังมาเป็นเวลา 10-30 ปีแล้ว กฎหมายที่มีอยู่จึงยังไม่เพียงพอที่จะป้องปรามและป้องกันได้



ในประเด็นเรื่องขบวนการผลประโยชน์และการร่วมมือกับบุคคลภายนอก เช่น เซียนพระ ในการสร้างวัตถุมงคล สมมติว่าสร้างออกมา 100,000 องค์ ได้เงินมา 10-20 ล้านบาท การตรวจสอบเส้นทางการเงินสามารถทำได้แน่นอน เพราะการเบิกจ่ายเงินของวัดต้องผ่านเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัด มีไทม์ไลน์การเบิกจ่ายชัดเจน และตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 ปี 2511และปี 2564 กำหนดไว้ชัดเจนว่าเงินทุกบาทของวัดจะต้องเข้าบัญชีวัดก่อน แล้วค่อยตั้งวัตถุประสงค์เบิกจ่าย

โดยได้แบ่งเรื่องเซียนพระออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. การร่วมมือกันแบบโปร่งใส ช่วยกันสร้างงานและหารายได้เข้าวัดจริง หรือมีการตกลงลงทุนและหักค่าใช้จ่ายชัดเจน เงินทุกบาททุกสตางค์เข้าวัดครบถ้วน 

  2. การร่วมมือกันแล้วกลายเป็นว่าบุคคลภายนอกได้ประโยชน์มากกว่าวัด เงินไม่ได้เข้าบัญชีวัด แต่เข้ากระเป๋าเอกชน เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร หรือคณะกรรมการบางกลุ่มที่ร่วมมือกันเอาเงินจำนวนมากออกไป ซึ่งเเบบนี้ถือว่าเป็นการทุจริต

มหาหมี จึงเตือนว่า ใครก็ตามที่มีกุศลเจตนาอยากช่วยวัดทำได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องไม่ทำในลักษณะที่เงินรายได้ไม่เข้าวัด เพราะถ้ามีชื่อวัดเป็นเครื่องการันตีแล้ว เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องเข้าบัญชีวัดก่อน จะนำไปแจกจ่ายตามอำเภอใจไม่ได้เด็ดขาด




มาตรการจัดการและข้อจำกัดทางกฎหมาย



เมื่อพูดถึงแนวทางการจัดการและบทลงโทษ มหาหมีได้เผยว่า ที่จริงแล้วมีบทลงโทษทางกฎหมายอยู่แล้ว เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากพระสังฆการีและไวยาวัจกรมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย หากทำผิดหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็สามารถถูกจับกุมได้ แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะต้นตอจริงๆ อยู่ที่ช่องโหว่ของกระบวนการกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และกฎกระทรวงที่ให้อำนาจกับบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป รวมถึงปัจจุบันยังขาดองค์กรกลางเข้ามาตรวจสอบเงินวัดอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยการปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับ




ข้อแตกต่างนิติบุคคลระหว่างวัดเเละมูลนิธิ

อีกประเด็นสำคัญคือ เรื่องการตั้งมูลนิธิ โดยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า วัดเป็นนิติบุคคลพิเศษตามกฎหมายมหาชนตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ส่วนมูลนิธิหรือสมาคมเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลและทำงานภายใต้วัตถุประสงค์โดยมีประธานกรรมการบริหารจัดการ

หากตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกิจการของวัดถือว่าไม่ผิด แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการที่วัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาโดยให้เจ้าอาวาสเข้าไปบริหารจัดการเอง กลายเป็นว่าเอามูลนิธิมาบริหารวัดแทน คอยรับเงิน จ่ายเงิน และดำเนินกิจการในนามของวัด ทำให้เงินหมุนเวียนเข้ากระเป๋าซ้ายออกกระเป๋าขวา ซึ่งลักษณะเช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่ผิดและต้องแยกแยะให้ถูกต้องชัดเจน