นางงามกัมพูชา เคลมชุดไทยโบราณ นักวิชาการอิสระ มอง ห่มสไบ นุ่งโจงกระเบน วัฒนธรรมร่วม แทนที่จะหวง ควรให้นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เพื่อให้วัฒนธรรมไทยยังคงอยู่ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
จากกรณี วันที่ 18 ก.ย. 69 เวที Miss Universe Cambodia 2026 รอบพรีลิมินารี ได้มีการนำภาพสตรีไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ห่มสไบและนุ่งโจงกระเบน/ผ้าจีบหน้านาง เปิดฉายบนจอเวที ก่อนผู้เข้าประกวดห่มสไบเฉียง นุ่งผ้า สวมชฎา เดินออกมา และพิธีกรอ้างว่าเป็นชุดเขมรโบราณ
กระทรวงวัฒนธรรม จัดแถลงข่าว กรณีภาพถ่ายประวัติศาสตร์และการนำเสนอการแต่งกายบนเวที Miss Universe Cambodia 2026 ว่าไม่ใช่การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงเรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ข้อมูลอันบิดเบือน เนื่องจากภาพดังกล่าวเป็นภาพสตรีชาวกำแพงเพชร ที่ถ่ายเมื่อปี พ.ศ. 2449 ในสมัยรัชกาลที่ 5 และมีต้นฉบับฟิล์มกระจกที่เก็บรักษาอยู่ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติจะมีตรากรมศิลปากรเป็นลายน้ำประทับอยู่
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับ นายจุลภัสสร พรมวัน ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระ ด้านศิลปะและวัฒนธรรม ถึงประเด็นดังกล่าวว่า การนำประเด็นเรื่องเครื่องแต่งกายไปเคลม หรือโต้เถียงกันบนเวทีนานาชาติ เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ควรแสดงความสามารถพิเศษ หรืออะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่า เนื่องจากวัฒนธรรมต่างๆ เป็นสมบัติร่วมกันของทุกคน ไม่ควรนำไปแยกว่าสิ่งนี้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง อีกทั้งเสื้อผ้าของแต่ละชาติเอง ต่างก็มีความงดงาม เหมาะสมกับวิถีชีวิต และสรีระของชาตินั้นๆ การสวมใส่จึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสม บุคลิก สรีระของคนใส่ รวมถึงถูกต้องตามกาลเทศะ
ประเทศที่มีอาณาเขตใกล้กัน มักจะมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน โดยความต่างคือ วัสดุ/วัตถุดิบ ที่มีในท้องถิ่น และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดความเหมาะสมกับถิ่นที่อยู่ของผู้รับวัฒนธรรมไปต่อยอด เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นทั่วโลกมายาวนานไม่ใช่แค่ไทย-กัมพูชา เช่น เสื้อสูทจากตะวันตก ซึ่งเนื้อผ้าเหมาะกับเมืองหนาว เมื่อไทยรับมาใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 พบว่าร้อนเกินไป จึงปรับประยุกต์เป็นเสื้อราชประแตนหรือเสื้อพระราชทาน
ชุดไทยบรมพิมานหรือไทยจักรี ปิแอร์ บัลแมง ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ช่วยออกแบบและปรับประยุกต์ และ จิม ทอมป์สัน ก็นำผ้าไหมไทยไปเสนอ จนเผยแพร่ในระดับสากล ซึ่งในอดีตคนไทยไม่ได้แต่งกายแบบนี้
หากมีการนำไปดัดแปลง ปรับใช้ ให้เหมาะสมและดีขึ้น ควรภูมิใจและอนุโมทนาที่มีคนเห็นคุณค่าของแนวคิดนั้นแล้วนำไปต่อยอด เพราะการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ต้องอาศัยประสบการณ์เดิม+ประสบการณ์ใหม่ ผสมผสานจนเกิดเป็นสไตล์ของตนเอง จึงไม่มีใครลอกเลียนแบบใครได้เป๊ะๆ
แต่ละฝ่ายควรตระหนักรู้ในคุณค่าของสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างสรรค์ไว้ และนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับยุคสมัยของตน เพื่อส่งต่อให้กับคนรุ่นหลังต่อไป โดยไม่จับผิดหรือเพ่งโทษใคร ให้คิดว่าเป็นการทำให้วัฒนธรรมดำรงอยู่ได้ยาวนาน เนื่องจากมีผู้นำไปใช้งานเรื่อยๆ ไม่มีวันหมดไปกับยุคสมัย และควรใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ที่สุด ไม่ทำลาย สร้างทดแทน ก็จะคงทรัพยากรให้มีอยู่กับคนรุ่นต่อ ๆ ไปได้ยืนยาว
อิทธิพลจากคนดัง หรือสิ่งที่เป็นกระแสสังคมชั่วคราว มีความสำคัญที่ทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดการยอมรับและนำมาทำตามกัน ต้องอาศัยผู้นำทางความคิด คือเมื่อดารา อินฟลู ทำบางอย่างออกมา แล้วเกิดเป็นกระแสที่คนแห่ทำตามกันทั่วเมือง แต่มักจะฮิตเพียงไม่นานกระแสก็จะซาลง เช่น กระแสถ่ายรูปกับดอกบัว ซึ่งเมื่อผ่านช่วงไวรัลไปแล้ว ดอกบัวจำนวนมากก็กลายเป็นขยะที่ต้องนำไปทำปุ๋ย สะท้อนว่าการนำวัฒนธรรมมาใช้ในบางครั้งยังขาดความเข้าใจถึงคุณค่าและการใช้อย่างสมประโยชน์
การตีกรอบลิขสิทธิ์ที่เคร่งเกินไปจะทำให้ผลงานไม่สามารถนำไปใช้ต่อได้ และหายไปในที่สุด ควรส่งเสริมให้มีการนำไปทำซ้ำโดยเปิดกว้าง แต่ผู้ที่จะนำไปใช้ควรให้เกียรติต้นฉบับ คือ การระบุชื่อเจ้าของผลงาน แหล่งที่มา หรือผู้สร้างสรรค์เนื้อหาตัวจริงอย่างชัดเจน จะช่วยให้ผลงานถูกต่อยอด นำไปใช้ประโยชน์อย่างยาวนาน
คนไทยในปัจจุบันไม่ได้แต่งชุดไทยในชีวิตประจำวันนอกจากจะมีงานอีเวนต์ เพราะหากแต่งออกจากบ้านอาจเป็นเป้าสายตาให้ผู้พบเห็นมองว่าแปลกหรือสงสัยว่ากำลังไปงาน ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวยังคงแต่งกายชุดพื้นเมืองในชีวิตประจำวันได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ในขณะที่ คนไทยต้องรอให้มีเทศกาล หรืองานอีเวนต์ก่อนจึงจะหยิบมาแต่ง เช่น งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ จ.ลพบุรี
การกล่าวเคลมว่าสิ่งต่างๆ เป็นของตน ของกลุ่มคนบางกลุ่ม อาจเกิดจากการน้อยเนื้อต่ำใจ เมื่อรู้สึกว่าสิ่งที่ตนมีอยู่ยังไม่เท่ากับสิ่งที่ผู้อื่นมี จึงเกิดการเคลม/โต้เถียง ซึ่งไม่เกิดประโยชน์