จับสัญญาณแต่งตั้ง "รอง ผบก.-สว." วาระปี 69 วัดพลัง นรต.50 “อดีตตำรวจ” วิเคราะห์ ตั๋วการเมืองข่มอาวุโส ชิงเก้าอี้ทำเลทอง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมกางไทม์ไลน์โผการแต่งตั้งตำรวจระดับ "รอง ผบก.-สว.” ตามวาระปี 2569 เริ่มทำการพิจารณา 1 ต.ค. นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จ30 พ.ย. นี้ โดยตามระเบียบกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2567 กำหนดให้การพิจารณาแต่งตั้งวาระประจำปี 2569 เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และต้องออกคำสั่งแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569

         สาระสำคัญในการเตรียมการครั้งนี้ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งจัดทำบัญชีลำดับอาวุโส และเปิดโอกาสให้ข้าราชการตำรวจตรวจสอบความถูกต้อง หากพบข้อผิดพลาดสามารถยื่นทบทวนได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศลำดับอาวุโส ขณะที่การขอย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียน ทั้งแบบจับคู่และขอย้ายข้ามหน่วย ให้ยื่นคำร้องผ่านผู้บังคับบัญชาภายใน 30 วัน โดยหนังสือสั่งการระบุชัดเจนว่า คำร้องดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลประกอบความสมัครใจ มิได้ผูกพันว่าผู้มีอำนาจต้องอนุมัติตามนั้น แต่ยึดประโยชน์ของทางราชการและสถานภาพกำลังพลเป็นหลัก


         การแต่งตั้งระดับ "รอง ผบก.-สว.” ตามวาระปี 2569 เป็นที่จับตา เพราะเก้าอี้ระดับนายพลเล็ก ย่อมมีผลต่อเส้นทางตำรวจรวจอนาคต และมีการจับตาว่า นรต.รุ่น 50 เพื่อนร่วมรุ่นของ พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา ผบ.ตร. จะก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งสำคัญทั้งแงหรือไม่

         ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง  "พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ" อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม วิเคราะห์ว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วง "ขาขึ้น" ของ นรต.รุ่น 50 ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการผลักดันเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นน้องขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญ ทั้งระดับ รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) และ ผู้บังคับการ (ผกก.)

นรต. รุ่น 50 มีจำนวนรวมราว 300 นาย โดยเฉลี่ยแล้วจะมีผู้ที่เติบโตขึ้นเป็น ผบก. ได้ประมาณ 1 ใน 3 ราว 100 นาย ก่อนเกษียณอายุราชการ หากรุ่นใดมีผู้ขึ้นเป็น ผบก. เกินครึ่งรุ่น ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง และคาดว่า นรต.50 จะครองอำนาจต่อเนื่องในสายงานหลักยาวนานถึง 10 ปี

แต่ใน นรต.50 เองก็แบ่งออกเป็น 2 ขั้ว สายหลักอย่างชัดเจนคือ

สายสืบสอบสวน ผู้ใหญ่เดิม ดึงนายตำรวจฝีมือดีจากรุ่น นรต.40 กว่าๆ เข้ามาช่วยงาน 


สายกองปราบ นครบาล มีเส้นทางเติบโตเฉพาะตัว คุมพื้นที่และหน่วยงานเกรดเอ 


และอาจเบียดบังโอกาสของรุ่นกลางอย่าง นรต.46 - 49 ที่เริ่มเบียดขึ้นตำแหน่งหลักได้ยาก หากไม่มีแรงสนับสนุนหรือ "เกาะขั้วอำนาจ" อย่างแข็งแกร่ง


ศึกเก้าอี้ "สารวัตร" ตั๋วการเมืองข่มอาวุโส


ระดับ สารวัตร (สว.) ถือเป็นตำแหน่งที่มีการแข่งขันสูงที่สุดและมี "ตั๋วการเมือง" เข้ามาแทรกแซงมากที่สุด


แม้ตามเกณฑ์กฎหมายใหม่จะมีการกำหนดโควตา อาวุโส แต่ในส่วนโควตา ความรู้ความสามารถ กลับกลายเป็นช่องทางหลักในการจัดสรรตำแหน่งให้เด็กนายและผู้มีตั๋ว


นายตำรวจอาวุโส รับราชการ 13–15 ปี มักถูกเบียดไปลงตำแหน่งสารวัตรงานธุรการ สารวัตรประจำ หรือหน่วยงานรอง 


นายตำรวจระดับรุ่นน้อง อาวุโส 7–9 ปี หากมีตั๋วหรือเป็นเด็กสายตรงของผู้ใหญ่ จะได้รับเลือกให้คุม ทำเลทอง/สถานนีหลัก เช่น นครบาล และจังหวัดปริมณฑล รวมกว่า 200 สถานี 



หน่วยงานทำเลทองที่ต้องจับตา



นอกเหนือจาก นครบาล (บช.น.) และ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ที่เจ้าของพื้นที่เดิมจับจองไว้อย่างเหนียวแน่นแล้ว การแต่งตั้งรอบนี้ต้องจับตาไปที่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ตำรวจไซเบอร์ ซึ่งกลายเป็นพื้นที่สร้างผลงานยุคใหม่ ที่นักวิ่งเต้นและนายตำรวจรุ่นใหม่ต้องการเข้าไปจับจองเก้าอี้มากที่สุด


ข้อเสนอแนะสำคัญต่อ บอร์ด ก.ตร. และ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง (บช.) คือการลดการส่งสัญญาณ หรือ "ตั๋วฝาก" จากหน่วยเหนือ ควรปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ (ผบก./ผบช.) ที่รู้ฝีมือและเนื้องานของลูกน้องอย่างแท้จริง เพื่อเปิดโอกาสให้ "ตำรวจสายปฏิบัติการ-มือทำงาน" ได้เติบโตตามความรู้ความสามารถ สร้างความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับในองค์กรตำรวจอย่างแท้จริง