สำรวจผลกระทบ ถ้าสหรัฐเตรียมคว่ำบาตรไทย หลังมีชื่อ อดีต รมช. คลัง อยู่ในลิสต์ นักวิชาการ ประเมิน อาจมีผลกระทบเป็นข้ออ้างกำแพงภาษีสหรัฐ ชี้รัฐบาลไทย ต้องชัดเจนเพื่อความโปร่งใส

กรณี นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มีชื่อปรากฏในหนังสือของประธานคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่เสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ พิจารณาคว่ำบาตร บุคคลที่อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์

ทำให้ นายวรภัค ได้ออกมาชี้แจงว่า ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ยืนยันว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุน หรือได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากกลุ่มสแกมเมอร์ ขบวนการต้มตุ๋น หรือธุรกิจผิดกฎหมาย 


ติดต่อประสานงาน OFAC ได้ยื่นเรื่องและประสานงานไปยังสำนักงานควบคุมทรัพย์สินในต่างประเทศ(OFAC) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อยื่นหลักฐานและข้อเท็จจริงเข้าสู่กระบวนการพิจารณา 
งดตอบโต้ผ่านสื่อ รายละเอียดบางส่วนอยู่ในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมของศาลไทย จึงขอไม่เปิดเผยหรือตอบโต้ผ่านสื่อเพื่อไม่ให้กระทบกระบวนการทางกฎหมาย


และยังไม่มีผลตัดสินหรือคว่ำบาตร เป็นเพียงขั้นตอนที่กรรมาธิการของสภาสหรัฐฯ ส่งหนังสือเสนอให้ตรวจสอบเท่านั้น ยังไม่ใช่ผลการสอบสวนสรุปว่ามีความผิด และยังไม่ได้ถูกแซงก์ชันแต่อย่างใด


ต่อประเด็นดังกล่าว ทำให้หลายคนวิตกังวลถึงผลกระทบ หากทางสหรัฐมีการขยายประเด็นดังกล่าว จากเรื่องส่วนตัวไปสู่การคว่ำบาตร โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ว่า รัฐบาลไทยค่อนข้างปล่อยปละละเลยเรื่องนี้ ไม่ได้เข้าไปทำให้โปร่งใส เพราะมีตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทินชุด 1 แล้ว จนสุดท้ายอเมริกาจึงต้องมากระตุ้นเอง 

ทีนี้เขาบอกว่ายังไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว แต่เป็นภาพที่ไม่ดีไปแล้ว เป็นหน้าที่ของไทยที่ต้องจัดการเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพราะส่งผลต่อภาพลักษณ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าจะให้เติบโต 3-5% เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะเปิดรับนักลงทุนต่างชาติ ที่เป็นทุนสะอาดเข้ามาในไทย

ถ้ามองในมุมของสหรัฐอเมริกา อาจมีการแบนที่โยงไปเรื่องของการค้าระหว่างประเทศได้ ภาพลักษณ์ที่ดูไม่โปร่งใส มันมีเทาๆ อยู่ จะเป็นเรื่องการขึ้นภาษีที่มากกว่า ในการทำดีล ขณะนี้กำลังจบดีล Agreement on Reciprocal Trade: ART ถ้าไม่มีผลต่อดีลก็ดีไป

แต่ต่อไปการลงทุนที่มีสหรัฐเข้ามาร่วมลงทุนหรือเข้ามาดูแล จะทำให้ไทยร่วมมือกับสหรัฐลำบากขึ้นในทุกอุตสาหกรรม เนื่องจากสหรัฐจะตั้งคำถามว่าโปร่งใสจริงหรือไม่

เนื่องจากไทยมีภาพของทุนเทา การให้กลุ่มคนประเทศอื่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานโดยไม่สามารถใช้ข้อกฎหมายบังคับใช้กับกลุ่มคนเหล่านั้นเพื่อให้ออกไปได้ กฎหมายมีช่องโหว่/ช่องว่าง ทำให้มีมุมมองในภาพลบอยู่แล้ว 


ส่งผลให้นักลงทุนประเทศอื่นมองว่า ให้ระมัดระวังเรื่องการลงทุนกับประเทศไทย เพราะมีภาพความไม่โปร่งใสในการลงทุน 

เนื่องจากสมัย โดนัลด์ทรัมป์ สามารถนำมาเป็นข้ออ้างได้เสมอ เนื่องจากสินค้าสวมสิทธิก็อยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ทราบ หากมีประเทศอื่นมาก๊อปสินค้าและนำไปรีแบรนด์ อาจตั้งข้อสงสัยว่า การดำเนินธุรกิจของไทย มีความไม่โปร่งใสจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้


รัฐบาลควรแสดงเอกสารให้ชัดเจนถึงความโปร่งใส เพราะแค่ระดับนโยบายไม่พอ นโยบายที่จะปราบเรื่องคอรัปชั่นอย่างเดียวไม่พอ แม้รัฐบาลจะประกาศว่าทำธุรกิจแบบโปร่งใสอยู่แล้ว 


สิ่งที่ควรทำคือให้ข้อมูลที่จำเป็นเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลสิ่งที่สหรัฐต้องการ เป็นสิ่งควรรีบทำ เพื่อแสดงเจตจำนงว่าเราไม่มีเจตนาปกปิด เป็นไปได้ควรประสานกับรัฐบาลสหรัฐ

หากมองแง่ร้าย สหรัฐอาจใช้ภาษีเป็นการต่อรองได้ หรือหากไม่ใช้ภาษีต่อรอง อาจต่อรองเรื่องการทำธุรกิจ ก็จะเป็นข้อเสียเปรียบในการเจรจาทำสัญญากันในครั้งถัดๆไป เพราะว่าทรัมป์ ยังอยู่อีก 2-3 ปี ทำให้การดำเนินการลงทุนการค้ากับประเทศไทยยากขึ้น