ไรเดอร์ “อยู่ไม่ไหว” ค่ารอบต่ำสวนทางเศรษฐกิจ จ่อถกกระทรวงดีอี ปลาย ก.ย. นี้ หลังต้องวิ่งหนักกว่าเดิม 2 เท่า แบกรายจ่ายค่าน้ำมันสูง แต่แอปพลิเคชันกินรวบหนัก
เมื่อวาน (16 ก.ย. 69) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)มีกำหนดราคากลางขั้นต่ำค่ารอบของไรเดอร์แอป Lalamove ซึ่งอัตราที่ไรเดอร์ได้รับล่าสุดอยู่ที่ประมาณ3.70 บาท/กม. ตัวแทนไรเดอร์ เห็นด้วยกับโครงสร้างสูตรของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(สพธอ.) หรือ ETDA คือ ได้ค่าตอบแทนตามเวลา ต้นทุนพาหนะตามระยะทาง และค่าตอบแทนเพิ่มเติมเฉพาะบริการ แต่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางอีกครั้ง
ด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งมีคำถามจากผู้ที่ให้บริการไรเดอร์ ถึงความคุ้มค่า ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง สุเทพ สิงห์ธรรม รองนายกสมาคมไรเดอร์ไทย ว่า ปัจจุบันไรเดอร์ที่วิ่งงานส่วนใหญ่ขาดทุน ทั้งค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอของรถ รวมถึงค่า GP ของแอป เหมือนยิ่งทำเยอะ รายได้ยิ่งน้อยลง แม้ว่าการวิ่งงานจะทำให้ได้ค่ารอบสะสมเพิ่ม แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างจากการวิ่งงานแล้ว ก็แทบไม่เหลืออะไรเลย
สำหรับค่า GP ในแต่ละค่าย (แอป) จะเก็บไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นค่าบริการระบบ หรือส่วนแบ่งที่ร้านอาหาร/ไรเดอร์ต้องจ่ายให้แก่แพลตฟอร์มผู้ให้บริการ เช่น ไรเดอร์วิ่งงาน รายได้วันนั้น 1,000 บาท จะถูกหักค่า GP 50-300 บาท ร้านค้าขายของได้ 100 บาท หักค่า GP 5-30 บาท โดยแต่ละแอปหักไม่เท่ากัน หากแจ้งว่าหักค่า GP 20% ในความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายในการใช้งานแอป ค่าภาษี รวมค่าน้ำมัน และซ่อมบำรุง รวมแล้วเป็น 25%
การที่แอปเก็บค่า GP จากทั้งไรเดอร์และร้านค้า ทำให้จำนวนเงินส่วนนี้ หากนำมาคำนวณกับแต่ละออเดอร์แล้ว ยังไงแอปก็ได้กำไรแบบเห็นๆ สิ่งที่แอปทำเป็นการเก็บเงินจากลูกค้า เก็บเงินจากร้านค้า เพื่อนำมาเป็นรายได้ให้ไรเดอร์ ซึ่งมันยังย้อนแย้งกับค่ารอบเฉลี่ยที่ทางแอปจ่ายให้ไรเดอร์แค่ 3.70 บาทต่อรอบ ราคานี้ต่ำเกินไป
ผู้ที่ทำอาชีพไรเดอร์ในช่วงนี้ ส่วนใหญ่เป็นไรเดอร์หน้าใหม่ที่เข้าไป เนื่องจากไรเดอร์เก่า หรือที่วิ่งมานานแล้ว จะรู้กระบวนการ กลไกของแอปต่างๆ ค่อนข้างมาก แอปไหนไปต่อไม่ได้ก็จะเลิกวิ่งและไปหางานใหม่ทำ หรือย้ายไปวิ่งงานแอปอื่นแทน
โดยส่วนตัว นายสุเทพ มองว่า แอป Robinhood ดีที่สุดในตอนนี้ เนื่องจาก ค่ารอบให้อยู่ที่ 37 บาท ค่า GPก็เก็บเพียง 5% ส่วนแอปที่ผู้บริโภคนิยมใช้งาน จะเก็บค่า GP ไรเดอร์/ร้านค้าแพงมาก อยู่ที่ประมาณ 25-32% ส่วนของลูกค้า หากสังเกตจะเห็นได้ว่าเสียค่าใช้บริการแอปอยู่ที่ 7%
แนวทางแก้ปัญหา คือ อยากให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนช่วยผลักดันทั้งราคากลาง และค่า GP ให้ต่ำลง เพื่อให้มีความสมเหตุสมผลเพื่อให้ไรเดอร์และร้านค้าไปต่อได้ รวมถึงแอปเองยังคงไปต่อได้ด้วยกัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมไรเดอร์ต้องออกมาเรียกร้องเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน 7-8 ปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้หยุดนิ่ง คือ ยื่นเรื่องต่อหน่วยงานขนส่ง กฎหมายแรงงาน กฎหมายแรงงานนอกระบบ เป็นต้น
อยากให้ผู้ประกอบการแอปช่วยเหลือค่าสึกหรอ หรือค่าน้ำมัน เนื่องจากค่าน้ำมันในปัจจุบันขึ้นมาค่อนข้างสูงมาก ในช่วงแรกที่ตนวิ่งงาน จะเติมน้ำมันประมาณวันละ 2 รอบ/วัน ครั้งละ 80-100 บาท/รอบ แต่ตอนนี้ต้องเติม 180 บาท/รอบ ซึ่งขึ้นมาเกือบ 2 เท่าจากเดิม
ช่วงแรกที่ตนเข้ามาวิ่งงานจะวิ่งอยู่ประมาณ 8 ชม./วัน แต่ปัจจุบัน ต้องวิ่งทั้งหมดเกือบ 16 ชม./วัน ในขณะที่ค่ารอบยังเท่าเดิมกับตอนวิ่ง 8 ชม./วัน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการแอปก็ยังให้สวัสดิการ คือ การผ่อนทอง (ถ้าทองตอนนี้ 70,000 บาท ดอกก็จะอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 45,000 บาท) ผ่อนของ หรือให้กู้เงิน (อยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 15) ซึ่งความเป็นจริงไม่ถือว่าเป็นสวัสดิการแต่เป็นบริการเสริมทางด้านการเงินมากกว่า
วันนี้ 17 ก.ย. 69 นายไชยชนก ชิดชอบ รมต.ดีอี นัดเจรจาค่ารอบกับไรเดอร์ และผู้ให้บริการแอป Lalamove โดยสมาคมไรเดอร์ไทยยื่นเสนอราคากลาง ค่ารอบ 35-37 บาท/ออเดอร์ และระยะการส่ง 10บาท/กม. หรือขอให้เก็บค่า GP เหลือ 15% แต่ทางผู้ให้บริการแอปจะอนุมัติหรือไม่ยังไม่สามารถคาดเดาได้
การประชุมในครั้งนี้ นายไชยชนก รมต.ดีอี เผยว่า ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนลงตัวได้ จึงขอนำข้อมูลต้นทุนมาจัดทำเป็นสูตรมาตรฐาน Minimum Formula/Rate (สูตรคำนวณอัตราค่าตอบแทนขั้นต่ำ คือ เกณฑ์การคำนวณรายได้ขั้นต่ำที่ผู้ปฏิบัติงานควรได้รับ โดยคำนวณจากต้นทุนการทำงานจริง เพื่อไม่ให้ผู้ให้บริการต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจนเข้าเนื้อหรือได้รับค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม) เพื่อกำหนดเกณฑ์รายได้ที่เหมาะสม ก่อนนำสูตรดังกล่าวไปประกอบการเสนอความเห็นและปรับปรุง ร่าง พ.ร.บ.แรงงานอิสระ ของกระทรวงแรงงาน พร้อมนำแนวทางการคำนวณของ ETDA มาเปรียบเทียบ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมที่สุด