เปิดเส้นทางขนข้ามโขง “อะโวคาโด” เถื่อนทะลักเข้าไทย 6 เดือน จับได้ 41 ตัน จากเวียดนามพักไว้ฝั่งลาวก่อนขนลงเรือแอบขึ้นฝั่งไทย ชี้ผลตรวจสารเคมียังไม่ชัดเจน อาจมีผลต่อสุขภาพ แนะสังเกตลักษณะยาวคล้ายแตงกวา


จากกรณีมีผู้ลักลอบนำอะโวคาโดเถื่อนเข้าไทย ตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย. 69 เป็นต้นมา พบกระจายตัวเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว โดยล็อตล่าสุด เมื่อเดือน ส.ค. 69 ตำรวจทางหลวงสกัดจับรถบรรทุก 6 ล้อ ขนอะโวคาโดสดหนีภาษี ลักลอบนำเข้ากว่า 6.5 ตัน

หน่วยงานรัฐและผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนการกินอะโวคาโดเถื่อน อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมวิชาการเกษตร ทำให้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะมีสารเคมี ยาฆ่าแมลง หรือสารป้องกันเชื้อราตกค้าง และการขนส่งที่ไม่ได้มีการควบคุมอุณหภูมิอย่างถูกต้อง ซึ่งมักใช้สารเร่งสุกที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อรีบนำมาวางขาย อาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารและสุขภาพระยะยาว


ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ แหล่งข่าวจากด่านตรวจพืชมุกดาหาร กองควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ถึงกรณีอะโวคาโดเถื่อนที่ลักลอบเข้าไทย ว่า มีการลักลอบนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศเข้าไทยตั้งแต่ ช่วงปี 2567 เป็นต้นมา เป็นพืชหลายชนิดผสมกัน ในปี 2568 เริ่มนำเข้าอะโวคาโดพันธุ์ A034 เวียดนาม ราว 40 ตัน ที่เจ้าหน้าที่ควบคุมได้ทัน และในปี 2569 เริ่มมีการนำเข้าอะโวคาโด ในช่วงเดือน เม.ย.-ก.ย. 2569 มีมากถึง 41 ตัน เนื่องจากเป็นฤดูกาล คาดว่า มีมากกว่านี้ เพียงแค่จับไม่ได้


อะโวคาโด พันธุ์ A034 เวียดนาม เป็นสายพันธุ์ยอดนิยมที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเวียดนาม ผลทรงเรียวยาว เนื้อสีเหลืองทอง รสชาติมันและหวานนิดๆ นิยมทานสดหรือทำเมนูสมูทตี้



จากข้อมูลยังสืบทราบไม่ได้ถึงการจับกุมผู้ลักลอบอะโวคาโดเถื่อนเข้าไทยได้ จึงไม่ทราบว่าเป็นขบวนการใหญ่หรือเล็ก ซึ่งขบวนการจะบรรทุกผลไม้โดยเรือ คันหนึ่งบรรทุกได้ประมาณ 3-20 ตัน ใส่คอนเทนเนอร์ จากเวียดนามไปรอที่ฝั่งลาว และแบ่งใส่กล่อง ก่อนบรรทุกผ่านตลอดแนวลำน้ำโขงมาฝั่งไทย จากนั้นจะนำอะโวคาโดขึ้นฝั่ง ซึ่งทำเป็นโกดังบริเวณ อ.เมืองมุกดาหาร ที่บ้านติดชายโขง ถึง อ.บ้านใหญ่ และไล่ขึ้นไปทางเหนือ แต่ไม่สามารถเข้าตรวจค้นได้เนื่องจากทำเป็นบ้านพัก ส่วนใหญ่จะบรรทุกขึ้นรถคอก เพื่อนำไปส่งขายสู่ตลาด


ราคาอะโวคาโดในตลาดมีตั้งแต่ 120-140 บาท/กิโลกรัม แต่ไม่สามารถสืบทราบจากแม่ค้ารายเล็กไปจนถึงผู้ลักลอบนำเข้าได้ ความแตกต่างของอะโวคาโดไทยและเวียดนาม คือ อะโวคาโดไทย มีลักษณะ ผลทรงกลมรีหรือรูปไข่ค่อนข้างใหญ่ ผิวเปลือกนอกมักจะเรียบหรือขรุขระเล็กน้อย เมื่อสุกเปลือกอาจจะเป็นสีเขียวตองหรือมีจุดกระสีน้ำตาล เนื้อด้านในสีเหลืองอ่อน เม็ดใหญ่

อะโวคาโดเวียดนาม A034 มีลักษณะ เรียวยาวคล้ายแตงกวาหรือมะระขี้นก เปลือกบางสีเขียวเข้ม ผิวค่อนข้างเรียบหรือมัน เนื้อด้านในสีเหลืองอมเขียว และฤดูออกผลก่อนไทย


แหล่งข่าว กล่าวว่า มูลค่าความเสียหายที่ลักลอบอะโวคาโดเถื่อนเข้าไทย ราว 3 ล้านกว่าบาท ซึ่งเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่จับได้เท่านั้น แต่จากการประเมิน คาดว่าเป็นเพียง 10% เนื่องจากสามารถลักลอบเข้าได้หลายช่องทาง ทำให้ไม่สามารถควบคุมหรือจับกุมได้ทัน มีการเฝ้าระวัง ติดตามผ่านโซเชียล โดยทางฝั่งเวียดนามจะมีการลงคลิปเกี่ยวกับอะโวคาโดสดจากสวนกำลังออก จึงประสานหน่วยงานความมั่นคง กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เพื่อเฝ้าระวังเรือบรรทุกสินค้า และเปลี่ยนวิธีจากการไล่จับเป็นการยืดไม่ให้ข้ามระยะเวลาประมาณ 1 อาทิตย์ ทำให้อะโวคาโดที่บรรทุกมาเน่าเสีย


แหล่งข่าว กล่าวว่า ยังไม่ได้ทำการตรวจสอบชัดเจนว่าทางเวียดนามใช้สารเคมีชนิดไหนบ้าง แต่คาดว่ามีสารเคมีเกินค่ามาตรฐาน และยังไม่พบแมลงศัตรูพืช เนื่องจากตอนที่จับขบวนการลักลอบได้ผลก็เน่าแล้ว จึงไม่สามารถตรวจได้ การส่งตรวจมีค่าใช้จ่ายและเป็นส่วนหนึ่งของคดี


เปิดขบวนการลักลอบนำเข้าผลไม้เถื่อน


มีการใช้เรือหลอก เพื่อเบี่ยงความสนใจเจ้าหน้าที่ที่ไล่ตรวจ เมื่อนำอะโวคาโดขึ้นฝั่งได้แล้ว จะมีรถนำทาง รถขัดขวาง ซึ่งทำแบบเป็นขั้นตอน


เหตุผลที่ปัจจุบันยังไม่อนุญาตให้นำอะโวคาโดเวียดนาม หรือผลไม้บางอย่างเข้าไทย เนื่องจากยังไม่ได้ทำ TRA ซึ่งต้องทำระหว่างกรมวิชาการเกษตรหรือกระทรวงเกษตร หลังจากนั้นจะทำการตรวจสอบตามมาตรฐาน เช่น หากตรวจพบแมลงที่เป็นศัตรูพืชที่แตกต่างจากไทย จะต้องทำการกำจัดแมลงก่อนนำเข้า


TRA Task Risk Assessment คือ การคำนวณตัวเลขหรือจัดเกรดระดับความเสี่ยง เป็นกฎหมายการนำเข้า(ศุลกากร/กักกันพืช) ความปลอดภัยทางอาหาร (สารเคมีตกค้าง) และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (สินค้าเน่าเสีย) เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเข้าและผู้ค้าส่งสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย ถูกต้อง และลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด


การลักลอบนำผลไม้เข้าประเทศ มีความผิดทางศุลกากร เพราะจะใช้ พ.ร.บ. กักพืช ซึ่งโทษเบา หากถูกจับ จะมีฐานความผิดคือการลักลอบนำเข้าสินค้าโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ถือเป็นความผิดร้ายแรง ทำบันทึกจับกุมแจ้งความ ส่งสินค้าให้ศุลกากร มีอัตราโทษสูงสุด จากนั้นศุลกากรจะสอบว่าสินค้าตัวนี้ควรทำอย่างไร แต่ พ.ร.บ. กักพืช จะให้ทำลายอย่างเดียว


ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร (มาตรา 242) ผู้ใดนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือเคลื่อนย้ายของออกไปจากยานพาหนะ คลังสินค้าทัณฑ์บน โรงพักสินค้า ที่มั่นคง ท่าเรือ รับอนุญาต หรือเขตปลอดอากร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่


ความผิดฐานรับซื้อหรือจำหน่ายของหนีภาษี (มาตรา 246) ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งของที่ตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร (ของหนีภาษี) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกิน 4 เท่าของราคาของ หรือทั้งจำทั้งปรับ


ความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากร (มาตรา 243) ในกรณีที่นำเข้าผ่านด่านศุลกากรแต่มีการสำแดงเท็จ ซ่อนเร้นสินค้าบางส่วน หรือใช้วิธีการใด ๆ เพื่อจ่ายภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 0.5 ถึง 4 เท่าของค่าอากรที่ขาด

โดยส่วนใหญ่การบรรทุกทางน้ำที่จับได้จะเป็นทหาร ทางบกจะเป็นผู้รับจ้างขน แต่สาวไม่ถึงผู้ลักลอบนำเข้าที่แท้จริง และมีบางส่วนที่รู้ตัวจึงหลบหนีและทิ้งสินค้าไว้


แนวทางการป้องกันในอนาคต


แหล่งข่าว กล่าวว่า ทำการประสานหน่วยงานความมั่นคงเป็นหลัก ให้ความรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่สามารถเข้มงวดได้มาก เพราะส่วนใหญ่ต้องทำร่วมกับงานยา ทำได้แค่กดดันไม่ให้บรรทุกข้ามมาฝั่งไทยได้ เพื่อให้ผลไม้เน่าเสีย และควรทำ TRA ให้ผ่าน เมื่อทำผ่านแล้ว จะนำเข้าทางใดก็สามารถทำได้


ขณะนี้มีผลไม้กระจายอยู่ในตลาดแล้ว การพิสูจน์ทราบ ตรวจยึดจับกุมค่อนข้างยาก ต้องใช้หน่วยงานหลายส่วนร่วมกัน