ชง กยศ. ปรับหลักเกณฑ์ให้มีความรอบด้านมากขึ้น เตรียมวางกฎเหล็กคุมรุ่นพี่เบี้ยวหนี้ติดเครดิตบูโร สร้างสำนึกการชำระหนี้ เพื่อลดปัญหา “ไม่มีเงินหมุน” ของ กยศ.

จากกรณีวันที่ 3 ก.ย. 69 นายพลาธิป พิมพ์สุวรรณ์ นักศึกษาปี 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ร่วมกับกลุ่มนักศึกษา เข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็น โดยมี กมธ.การศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงตัวแทนจาก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เข้าร่วมการประชุมและเสนอแนวทางแก้ไข ณ อาคารรัฐสภา


หน่วยงานที่ร่วมประชุมมีมติ ชงขยายระยะเวลาจ่ายค่าเทอม รอ กยศ. ปรับเกณฑ์ให้เหมาะสม แนะนำแก้ปัญหาหนี้เสีย 2 แสนล้าน สำหรับรุ่นพี่ที่พยายามเบี้ยวหนี้ให้ติดเครดิตบูโร ด้านนักศึกษาเรียกร้องว่ารัฐบาลต้องช่วยหาเงินมาเติมให้เพียงพอต่อความต้องการกู้



ล่าสุดวันที่ 11 ก.ย. 69 สภาเด็กและเยาวชนฯ เชิญนายธีรศักดิ์ จิระตราชู รองประธาน กมธ.การศึกษาฯ เป็นประธานการประชุม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.), สำนักงบประมาณ, ทปอ.มรภ. (ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย) และทปอ.มทร. (ที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล) เป็นต้น ร่วมประชุมหารือแนวทางแก้ปัญหา ณ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ กรณีนักศึกษาจำนวนมากกำลังหลุดจากระบบเนื่องจากไม่มีค่าเทอมจ่าย และร่วมกันหาแนวทางเพื่อเสนอให้ กยศ. พิจารณาปรับแก้เกณฑ์ให้เป็นธรรมและมีความเป็นคน ณ ห้องประชุมดรุณวิถี ชั้น 11 โซนบีอาคารกระทรวง พม.


โดยเป้าหมายในการประชุม คือ มาตรการป้องกันและช่วยเหลือ นักเรียน/นักศึกษา ที่มีความเสี่ยงจะหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือและพิจารณาร่วมกันในขอบเขตที่หน่วยงานต่างๆ สามารถดำเนินการได้ โดยมีข้อเสนอแนะแผนการดำเนินงานในกรอบระยะเวลา 2 เดือน



นายพลาธิป เผยว่า คนที่ไม่ได้รับจัดสรรโควตา มีประมาณ 20,000 คน ส่วนที่ได้รับจัดสรร มีประมาณ16% ของทั้งหมด ที่ กยศ. จัดโควตาให้กับแต่ละสถานศึกษา ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้รวบรวมมาจาก 20 กว่าสถานศึกษาทั่วประเทศ


ตัวอย่างการจัดสรรโควตาแต่ละมหาวิทยาลัยครับ เช่น มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้รับจัดสรรโควตาไป 1,300 มีคนที่กู้ 2,900 ซึ่งจะแบ่งตามเทียร์ เทียร์ 3 เทียร์ 4 ก็ ก็คิดเป็นประมาณสัดส่วนประมาณ 50% ที่ไม่ได้รับโควตา และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีผู้ยื่นทั้งหมด 2,200 แล้วก็มีที่รับจัดสรรโควตาแค่ 670คน มีผู้ที่ไม่ได้รับจัดสรรโควตาเกิน 50%


ผู้แทน กยศ. กล่าวว่า ทาง กยศ. เล็งเห็นปัญหาหลัก คือผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้บางคนเรียนจบแล้วไม่มีงานทำ ทำให้ กยศ. ไม่สามารถเก็บเงินมาหมุนต่อได้ จึงหาวิธีการว่าต้องทำอย่างไรให้นักศึกษาที่เรียนจบแล้วมีงานทำ จึงจะตอบโจทย์ปรัชญาหลักของ กยศ. ที่ส่งเสริมผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา เมื่อมีงานทำ มีรายได้ คุณภาพชีวิตดีขึ้น ก็จะมีกำลังในการมาจ่ายเงินคืน กยศ. อันนั้นคือปรัชญาหลักของกองทุน

บางสาขาวิชาที่มีคนเรียนจนล้นตลาดแรงงาน กยศ. ห่วงใยจึงคิดหาวิธีโดยการให้เด็กรุ่นใหม่เปลี่ยนวิธีคิดไปเรียนในสาขาที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงานจริง จึงกำหนดเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ ทำให้ความเข้าใจของผู้ยื่นกู้คลาดเคลื่อน เนื่องจากคิดว่าเรียนอะไรก็สามารถกู้ได้ ซึ่งการเรียนนอกเหนือจากสาขาที่ กยศ.สนับสนุน สัดส่วนในการได้รับก็จะน้อยลงเพราะต้องพิจารณาผู้ที่เรียนในสาขาความต้องการหลักของประเทศก่อน เป็นกลไกในการดึงนักศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะ กยศ. เอง ก็ต้องตอบโจทย์เหมือนกันว่าวันที่เราเกิดขึ้นมา เรามีหน้าที่หลักในการผลิตคนมาพัฒนาบุคลากรของเราให้รองรับตลาดแรงงานในอนาคตด้วย


การจัดสรรโควตาในแต่ละเทียร์ ของ กยศ.

Tier 1 (สาขาขาดแคลนหลักของประเทศ) มีสัดส่วนผู้กู้ 13%

Tier 2 (ผู้มีรายได้เกินเกณฑ์ แต่เรียนในสาขาขาดแคลน - ได้เฉพาะค่าเทอม) มีสัดส่วนผู้กู้ 1%

Tier 3 (ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ทั่วไป) มีสัดส่วนผู้กู้ 52%

Tier 4 (กลุ่มอื่น ๆ ที่ขาดแคลน) มีสัดส่วนผู้กู้ 34%

ซึ่งกลุ่มผู้กู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จริง (Tier 3 และ Tier 4) ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ได้รับการจัดสรรเงินกู้ยืมรวมกันถึง 86% (เกือบ 70-80%) ของผู้กู้ทั้งหมด ไม่ได้ถูกกลุ่ม Tier 2 แย่งโควตาตามที่กังวล


เกณฑ์รายได้ครอบครัว 360,000 บาท/ปี

กยศ. ชี้แจงว่า ได้ขยับเพดานรายได้ครอบครัวจากเดิมประมาณ 200,000 บาท ขึ้นมาเป็น 360,000 บาท/ปี(คิดจากเฉลี่ยรายได้พ่อแม่รวมกันไม่เกิน 30,000 บาท/เดือน) เพื่อเพิ่มช่องว่าง ให้ครอบครัวนำไปหักค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ปัญหาในทางปฏิบัติคือ หากรายได้เกินแม้เพียงเล็กน้อย ก็จำเป็นต้องตัดตามเกณฑ์ข้อบังคับภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด เพื่อให้สิทธิกับคนที่ขาดแคลนที่สุดก่อน


กยศ. ชี้แจงว่า กองทุนดำเนินงานในรูปแบบ "เงินหมุนเวียน" ซึ่งต้องพึ่งพารายได้จากการชำระหนี้ของผู้กู้รุ่นพี่เป็นหลัก แต่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก ได้แก่

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ผู้ปกครองขาดรายได้ ความต้องการกู้ยืมเงินของนักศึกษารายใหม่และรายเก่าเพิ่มสูงขึ้นทันที

เงินรับชำระหนี้ลดลง รัฐออกมาตรการผ่อนปรนเพื่อช่วยเหลือประชาชน ประกอบกับ พ.ร.บ. กยศ. ฉบับใหม่ ได้ทำการลดเบี้ยปรับ (เดิมคิดเบี้ยปรับร้อยละ 7.5 เพื่อกระตุ้นให้เกิดวินัยการชำระ) ส่งผลให้ผู้กู้ลดความสำคัญของการชำระหนี้ กยศ. ไปจ่ายภาระอื่นก่อน

ข้อจำกัดเชิงปริมาณ ตามกฎหมาย กยศ. ต้องดูแลผู้กู้ยืมรายเก่าจนจบการศึกษา (4 ปี) ปัจจุบันมีผู้กู้รายเก่าสะสมสูงถึงกว่า 500,000 ราย ทำให้งบประมาณส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ดูแลรายเก่า จนเหลือโควตาจัดสรรให้ "ผู้กู้รายใหม่" ได้น้อยลง

กรณีผู้กู้รายเก่าโดนระงับสิทธิ์กลางคัน เนื่องจาก กยศ. ใช้ระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลรายได้กับหน่วยงานรัฐ ทำให้ตรวจพบผู้กู้รายเก่าที่มีรายได้ครอบครัวเกินเกณฑ์ 360,000 บาท/ปี จึงต้องทำการ "ชะลอการอนุมัติ" ซึ่งสามารถยื่นเรื่องอุทธรณ์เพื่อขอปลดล็อกสิทธิ์กู้ยืม

นายธีรศักดิ์ ประธานที่ประชุม เสนอโมเดลแบบต่างประเทศ ให้นักศึกษาส่งคืนเงินกู้จำนวนเล็กน้อย เช่น ปีละ 500 บาท ในระหว่างเรียนเพื่อสร้างสำนึกความรับผิดชอบและตัดเงินต้นโดยไม่มีดอกเบี้ย ใช้ฐานข้อมูลวิจัยว่าสาขาใดจบแล้วมีงานทำ 100% เพื่อชี้เป้าตลาดแรงงานอย่างแม่นยำ นำภาษีที่ผู้กู้จ่ายเข้าสู่ระบบสรรพากรหลังทำงาน มาใช้หักลดหย่อนเงินต้น กยศ. (เช่น ลดเงินต้นให้ 10%) เพื่อจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษีและชำระหนี้คืนรัฐ แยกสัญญาหรือจัดแพ็กเกจการกู้ยืม เช่น กู้เฉพาะค่าเทอม, กู้เฉพาะค่าครองชีพ (ค่ากิน), หรือกู้แบบร่วมจ่าย (Co-pay) ร่วมกับผู้ปกครอง เนื่องจากข้อมูลชี้ว่า งบประมาณส่วนใหญ่ที่เสียไปอยู่ในส่วนของ “ค่าครองชีพ” ไม่ใช่ค่าเทอม


ในเชิงสถิติ ระบบการเก็บชั่วโมงจิตอาสาไม่ได้มีค่าสหสัมพันธ์ที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้กู้คืนเงินในอนาคต จึงเสนอให้ “ยกเลิก” เงื่อนไขจิตอาสาของ กยศ. แล้วคืนหน้าที่การส่งเสริมกิจกรรมให้เป็นของมหาวิทยาลัย และระบบการให้ สส. หรือผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองรายได้เกิดข้อผิดพลาดสูงมาก และเสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง กยศ. จึงควรถอนกลไกนี้ออกแล้วออกแบบเครื่องมือประเมินรายได้ใหม่ที่แม่นยำกว่า


ผู้แทน ทปอ.มรภ. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยในเครือ ทปอ. (36 แห่ง) มีนักศึกษายื่นกู้ยืมแต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรเงินประมาณ 50% – 60% ของผู้กู้ทั้งหมด เช่น

มีความประสงค์ขอกู้ยืมผ่านระบบ Pre-Approve เกือบ 4,000 ราย

ได้รับการจัดสรรโควตารวมทั้งหมดเพียง 1,319 ราย

คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% จากความต้องการทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ปกครองและนักศึกษาร้องเรียนอย่างหนัก เนื่องจากคิดว่ามหาลัยเป็นผู้ให้กู้ อีกทั้งปัญหาเกณฑ์รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปี สร้างความลำบากแก่กลุ่มอาชีพอิสระ/ค้าขายในการแสดงหลักฐาน และทำให้เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จริงบางส่วนหลุดจากระบบ ทางมหาวิทยาลัยพร้อมชะลอการเก็บค่าเทอม แต่ทำได้จำกัดเนื่องจากต้องมั่นใจก่อนว่าเด็กจะได้เงินกู้จริง เพราะหากเด็กไม่ได้รับโควตา ทางมหาลัยก็จะไม่สามารถเก็บค่าเทอมได้


ผู้แทน ทปอ.มรภ. เล่าว่า ปัจจุบันมหาลัยต้องรับภาระเป็น “นักวิเคราะห์ ภ.ง.ด.” โดยไม่ชำนาญเรื่องประเภทภาษี (ภ.ง.ด. 90, 91, 94) ขณะที่นักศึกษาส่วนใหญ่และผู้ปกครองขาดความรู้ทางการเงินและระบบภาษีอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ต้องใช้วิธีให้นักศึกษาเขียน “เรียงความอธิบายความลำบาก” เพื่อประกอบการพิจารณา


ตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนฯ ระบุว่า แต่ละมหาวิทยาลัยมีกำหนดการเปิด-ปิดเทอมและเงื่อนไขการชำระค่าเทอมที่ไม่ตรงกัน ทำให้ระยะเวลาดำเนินการยื่นเอกสารของนักศึกษายืดหยุ่นไม่เท่ากัน ขณะนี้นักศึกษาหลายรายไม่ทราบข่าวสารมาตรการขยายเวลาชำระค่าเทอม เนื่องจากขาดการประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึง อีกทั้งกองทุนยังขาดการสื่อสารข้อมูลสถิติที่ชัดเจนต่อสาธารณะ เพื่อให้นักศึกษาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการเรียกร้องสิทธิ์


ผู้แทน ทปอ.มทร. เผยว่า มหาลัยส่วนใหญ่จัดสรรงบประมาณจ้างงานนักศึกษา ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษามีเงินนำมาชำระหนี้ กยศ. ได้ทันที และต้องการให้ กยศ. เปิดเผยข้อมูลอัตราการชำระหนี้และการผิดนัดชำระของศิษย์เก่าแต่ละมหาลัย เพื่อให้สถาบันนำข้อมูลไปใช้ วางแผนช่วยเหลือและรณรงค์สร้างจิตสำนึกได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น



การผิดนัดชำระหนี้ กยศ. แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ต้องใช้มาตรการรับมือที่แตกต่างกัน

ผู้แทน ทปอ.มทร. แนะนำว่า กลุ่มเจตนาเบี้ยวหนี้ เป็นกลุ่มที่มีกำลังจ่าย (เปิดบัตรเครดิต ชำระหนี้อื่นได้ตามปกติ) แต่ตั้งใจเลี่ยงการชำระ กยศ.

ข้อเสนอมาตรการ รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายและมาตรการทางสังคมอย่างเด็ดขาด เช่น การแบนไม่ให้รับราชการ หรือร่วมมือกับองค์กรเอกชนตัดสิทธิการจ้างงาน เพื่อสร้างบรรทัดฐานความรับผิดชอบ

กลุ่มขาดแคลนทุนทรัพย์จริง เป็นกลุ่มที่จบการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่สามารถหางานทำได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

ข้อเสนอมาตรการ รัฐต้องเข้ามาเยียวยาและช่วยเหลือ โดยไม่ใช้บทลงโทษ แต่ใช้มาตรการคัดกรอง(Targeting) ที่แม่นยำเพื่อประคองให้กลุ่มนี้อยู่รอด


ผู้แทนสำนักงบประมาณ กล่าวว่า จะไม่ปล่อยให้ กยศ. เกิดภาวะขาดสภาพคล่องอย่างแน่นอน หาก กยศ.มีความจำเป็นเร่งด่วนจากการที่เงินชำระคืนจากผู้กู้รายเก่าเข้ามาไม่ทัน สำนักงบประมาณก็พร้อมที่จะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจัดสรร "งบกลาง" เพื่อนำมาอุดหนุนและประคองสภาพคล่องให้กองทุนสามารถดำเนินงานต่อได้


แม้ สำนักงบประมาณ จะพร้อมสนับสนุนงบกลาง แต่สำนักงบประมาณได้แสดงความกังวลถึงภาระงบประมาณในภาพรวมของประเทศที่สูงอยู่แล้ว จึงแนะนำให้ กยศ. เร่งปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการบริหารจัดการเรียกเก็บชำระหนี้คืนให้ได้ผลอย่างจริงจัง เพื่อให้กองทุนมี "เงินหมุนเวียน" กลับมาใช้อนุมัติให้ผู้กู้รายใหม่ได้ด้วย