ย้อนคดี UNCLOS ข้อพิพาท “หมู่เกาะสแปรตลี” รอยร้าวลึกเหนือทะเลจีนใต้ สู่วิวาทะเดือดล่าสุด “ฟิลิปปินส์” จวก “จีน” บูลลี่-ไร้ยางอาย กลางเวทีประชุมนานาชาติเกาหลีใต้

จากกรณีวิวาทะเดือด ที่เกิดขึ้นกลางประชุมความมั่นคงโซล (Seoul Defense Dialogue) ที่ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 8 ก.ย.69 ที่ผ่านมา ขณะที่นายกิลแบร์โต เตโอโดโร รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ กำลังกล่าวถึงความท้าทายด้านความมั่นคงทางทะเลของฟิลิปปินส์ และความสำคัญของการปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งฟิลิปปินส์ได้มีความขัดแย้งเรื่องการอ้างเขตแดนทับซ้อนกับจีนในทะเลจีนใต้ และย้ำถึงความจำเป็นในการยึดมั่นตามคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อปี 2016 ที่ระบุว่าการอ้างสิทธิของจีนในนั้นไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ 

ขณะกล่าวอยู่นั้น รมว.กลาโหม ฟิลิปปินส์ ได้รับจดหมายปริศนา มีเนื้อหายืนยันจุดยืนของจีนที่ปฏิเสธคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการปี 2016 โดยเขาได้อ่านข้อความจากจดหมายดังกล่าวว่า “จุดยืนของจีนต่อการอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้นั้นชัดเจน สม่ำเสมอ และมั่นคง โดยอนุญาโตตุลาการดังกล่าวเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ”   

หลังอ่านจดหมายดังกล่าว รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ระบุว่า นี่เป็น การขู่เข็น กลั่นแกล้ง และรุกราน” ควรมีมารยาทกว่านี้และมีความละอายใจบ้าง หากเป็นจดหมายจากจีนจริง ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าภาพการประชุมอย่างเกาหลีใต้ ผู้ร่วมประชุมทุกๆ คน และแสดงถึงการไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศและเหยียบย้ำอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) พร้อมทิ้งท้ายว่า 

“ผมจะเก็บกระดาษแผ่นนี้เอาไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ ว่าจีนจนตรอกแค่ไหน และจุดยืนของพวกเขาไร้ประสิทธิภาพเพียงใด เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ฟังที่มีเสรีภาพ” 

ยังไม่แน่ชัดว่าจดหมายดังกล่าวถูกส่งมาจากผู้ใด ทั้งนี้มีตัวแทนจากจีนเข้าร่วมประชุมดังกล่าวแต่ไม่ได้เป็นผู้ร่วมอภิปรายหรือขึ้นเวทีเป็นผู้พูดหลัก โดยบางสื่อรายงานว่ามาจากผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สถานทูตจีนประจำเกาหลีใต้  

นายกิลแบร์โต เตโอโดโร รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์
นายกิลแบร์โต เตโอโดโร รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์

ต่อมา 9 ก.ย.69 ทางการจีนได้ออกมาโต้ตอบ โดยนางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน แถลงว่าเธอไม่ทราบรายละเอียดของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ย้ำว่าจุดยืนของจีนต่ออนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้นั้นชัดเจนและมั่นคงมาโดยตลอด และขอให้เลิกเรียกร้องความสนใจและยุติการทำลายความสัมพันธ์จีนและฟิลิปปินส์ 

“เราขอเรียกร้องให้บุคคลที่เกี่ยวข้องในฟิลิปปินส์ หยุดเรียกร้องความสนใจ หยุดก่อปัญหา รวมทั้งเลิกบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ฟิลิปปินส์ และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ 

“ทะเลจีนใต้” พื้นที่พิพาท ที่หลายชาติแย่งครอบครอง 

“ทะเลจีนใต้” ถือเป็นทะเลที่มีความสำคัญที่เชื่อมต่อเอเชียตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก มีพื้นที่กว่า 3.5 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าทางเรือทั้งหมดของโลก และเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการจับปลามากกว่า 16 ล้านตันต่อปี และยังเป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยมีการประเมินว่ามีน้ำมันกว่า 1.1 หมื่นล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติกว่า 190 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

ทิศเหนือของทะเลจีนใต้ติดชายฝั่งจีนและไต้หวัน ตะวันออกติดชายฝั่งฟิลิปปินส์ ทิศใต้และตะวันออกเฉียงใต้ติดชายฝั่งบรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ขณะที่ตะวันตกติดชายฝั่งเวียดนาม โดยแต่ละประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ โดยเฉพาะในแนวปะการังและหมู่เกาะสำคัญ คือหมู่เกาะสแปรตลี (Spratly) และหมู่เกาะพาราเซล (Paracel) เพื่อใช้ประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ทางการค้าและความมั่นคง รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศในพื้นที่แต่มหาอำนาจอย่าง “สหรัฐฯ” ก็ให้ความสนใจและพยายามถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคเช่นเดียวกัน

ความขัดแย้ง “จีน-ฟิลิปปินส์” เหนือทะเลจีนใต้

ประเทศจีน อ้างสิทธิอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้กว่า 90% โดยอ้างหลักฐานตามบันทึกประวัติศาสตร์ว่าได้ปกครองมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นเมื่อ 2 พันปีก่อน และได้ประกาศเอกสารอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1947 สมัยจีนยังเป็นสาธารณรัฐ โดยลากเส้นประ 11 เส้นเป็นรูปตัว U ครอบคลุมพื้นที่ที่จีนอ้างครอบครองมาแต่โบราณ 

ก่อนที่ต่อมาปี ค.ศ.1952 ภายหลัง เหมา เจ๋อตง ได้จัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ได้มีการยกเลิกเส้นประ 2 เส้นบริเวณอ่าวตังเกี๋ย เพื่อแสดงไมตรีต่อเวียดนาม ทำให้พื้นที่อ้างสิทธิของจีนเหลือ 9 เส้น หรือที่เรียกกันว่า “9 Dash line” ที่จีนใช้มาจนถึงปัจจุบัน (ก่อนเปิดตัวแผนที่ 10 Dash line ในปี 2023 เพิ่มเส้นประทางฝั่งตะวันออกของเกาะไต้หวัน เพื่อตอกย้ำนโยบายจีนเดียว) โดยจีนพยายามผลักดันผลประโยชน์ในพื้นที่ทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างสิ่งปลูกสร้าง เทคโนโลยีทางทหาร ถมทะเลสร้างเกาะเทียม ส่งกำลังทหารลาดตระเวน 

ด้าน ฟิลิปปินส์ หลังได้รับเอกราชจากสหรัฐฯ ในปี ค.ศ.1946 ได้มีการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ทะเลจีนใต้ที่ทับซ้อนกับเส้นประ 9 เส้นของจีน โดยในปี ค.ศ.1949 ได้ ออก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อสนับสนุนการเรียกร้องอธิปไตยเหนือหมู่เกาะสแปรตลี ต่อมาในปี ค.ศ.1961 ได้ออก พ.ร.บ.กำหนดเส้นฐานทะเลอาณาเขต ประกาศว่าทรัพยากรธรรมชาติในเขตไหล่ทวีปเป็นของฟิลิปปินส์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศจีน แต่ฟิลิปปินส์ใช้ความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ การมีฐานทหารในประเทศ มาเป็นแรงสนับสนุน

ต่อมาเมื่อเกิด อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS 1982 ซึ่งถือว่าเป็น “รัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร” หรือกรอบกฎหมายหลักในการตัดสินข้อพิพาททางทะเลทั่วโลก จีนได้ร่วมลงนามตั้งแต่วันแรก และได้ให้สัตยาบันในปี ค.ศ.1996 ขณะที่ฟิลิปปินส์ ได้ให้สัตยาบันในปี ค.ศ.1984

ต่อมาในปี ค.ศ.1992 สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เมื่อสหรัฐฯ ถอนทหารออกจากพื้นที่ ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะมีความพยายามในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่ขณะเดียวกันก็ดำเนินการทางการทูตกับจีนควบคู่ไปด้วย จนในปี ค.ศ.1995 จีนถือโอกาสในห้วงช่องว่าง เข้าไปสร้างสิ่งปลูกสร้างในแนวปะการังและหมู่เกาะสแปรตลี รวมถึงส่งกำลังทางเรือเข้าไปลาดตระเวน

ภายหลังความสัมพันธ์ฟิลิปปินส์-สหรัฐฯ ถูกฟื้นฟูอีกครั้ง โดยได้มีการให้สัตยาบันข้อตกลงทวิภาคีทางทหาร VFA (Visiting Forces Agreement: ข้อตกลงกองกำลังเยี่ยมเยือน) ในปี ค.ศ.1999 และได้เริ่มซ้อมรบร่วมกันตั้งแต่ปี ค.ศ.2000

ขณะเดียวกัน อาเซียนได้หารือกับจีนเพื่อหาแนวทางปฏิบัติบนพื้นที่ทะเลจีนใต้ นำมาสู่ ปฏิญญาอาเซียน-จีน ว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ ปี ค.ศ.2002 เพื่อเป็นแนวปฏิบัติชั่วคราวและไม่ผูกมัด เพื่อควบคุมสถานการณ์ ลดความตึงเครียด และป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทลุกลามเป็นความขัดแย้งทางทหาร

ในช่วงเวลานั้นเองฟิลิปปินส์ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีอาร์โรโย ได้พัฒนาความสัมพันธ์กับจีน เปิดให้เข้ามาลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบคมนาคม รถไฟ ก่อนจะร่วมลงนามข้อตกลง Joint Exploration in the South China Sea : JMSU ในปี 2005 เพื่อร่วมกันสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในบริเวณหมู่เกาะสแปรตลี

แต่ในปี 2008 รัฐบาลอาร์โรโย ถูกกล่าวหาว่าข้อตกลง JMSU ละเมิดรัฐธรรมนูญ อนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้ามาสำรวจทรัพยากรประเทศ ทำให้รัฐบาลไม่ต่ออายุข้อตกลงดังกล่าว และใช้หลัก 200 ไมล์ทะเล ตาม UNCLOS เป็นเครื่องมือในการอ้างสิทธิแทน ทำให้ความสัมพันธ์กับจีนตกต่ำและสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ตึงเครียดต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 2012 เกิดเหตุการณ์เผชิญหน้าที่สันดอนสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) ซึ่งฟิลิปปินส์ระบุว่าอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) เพราะห่างจากเกาะลูซอน ประมาณ 160 กม. โดยเรือตรวจการณ์ของฟิลิปปินส์ตรวจพบเรือประมงจีนทอดสมออยู่ จึงได้ตรวจค้นและจับกุม ก่อนที่จีนจะส่งเรือเข้ามาปิดล้อมไม่ให้ควบคุมเรือประมงออกจากพื้นที่ ต่างฝ่ายต่างส่งเรือตรวจการณ์และเรือยามฝั่งเข้ามาเพิ่มและคุมเชิงอยู่ในพื้นที่นานกว่า 2 เดือน

จนกระทั่งสหรัฐฯ เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองประเทศถอนกำลังออกไปพร้อมกัน ซึ่งฟิลิปปินส์ถอนเรือออกแต่จีนกลับไม่ถอนกำลังและใช้โอกาสนี้เข้ายึดครองสันดอนสการ์โบโรห์ ตรึงกำลังไม่ให้ชาวประมงฟิลิปปินส์เข้าไปจับสัตว์น้ำ 

จากเหตุการณ์นี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ ได้ยื่นคำร้องต่ออนุญาโตตุลาการในวันที่ 22 ม.ค.2013 ทั้งนี้ไม่ได้ขอให้วินิจฉัยว่าเกาะหรือดินแดนใดเป็นของใคร แต่ขอให้วินิจฉัยในประเด็นหลักๆ คือ การอ้างสิทธิตามเส้นประ 9 เส้นของจีนชอบธรรมตาม UNCLOS หรือไม่, วินิจฉัยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของหมู่เกาะสแปรตลีว่าก่อให้เกิดเขตทางทะเลได้เพียงใด และการกระทำของจีนถือว่าแทรกแซงสิทธิทางอธิปไตยของฟิลิปปินส์ ละเมิด UNCLOS และการทำประมงและสิ่งก่อสร้าง ทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล หรือไม่ 

ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) ได้มีคำวินิจฉัย ออกมาในวันที่ 12 ก.ค.2016 ว่าการอ้างสิทธิตามประวัติศาสตร์เหนือน่านน้ำและทรัพยากรตามหลักเส้นประ 9 เส้นของจีน ไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ, ไม่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ในหมู่เกาะสแปรตลีที่ก่อให้เกิดเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลได้ และกิจกรรมบางอย่างของจีนละเมิดสิทธิของฟิลิปปินส์ และก่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม 

แม้มีคำวินิจฉัย แต่ความขัดแย้งไม่จบ

อย่างไรก็ดี จีนแสดงจุดยืนปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวมาตลอด ตั้งแต่ฟิลิปปินส์เริ่มกระบวนการอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ยอมรับเขตอำนาจ PCA และความชอบธรรมของกระบวนการ มองว่าแก่นแท้คือข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดน ไม่ใช่กฎหมายทะเล และแนวทางแก้ไขควรเป็นการเจรจาทวิภาคี เมื่อมีคำตัดสินออกมา จีนได้ประกาศว่าคำตัดสินดังกล่าวเป็น “กระดาษแผ่นเดียวที่ไร้ค่า” และยืนยันว่าคำตัดสินจะไม่กระทบต่ออธิปไตยทางทะเลและสิทธิทางประวัติศาสตร์ของจีนในทะเลจีนใต้

ตลอด 10 ปีนับตั้งแต่คำตัดสิน ความขัดแย้งเหนือทะเลจีนใต้ของจีนและฟิลิปปินส์ยังคงตึงเครียด โดยจีนไม่ได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่แต่กลับเดินหน้าขยายอิทธิพลต่อเนื่อง และยังคงมีการกระทบกระทั่งกับฟิลิปปินส์เรื่อยมา และทวีความรุนแรงมากขึ้นหลังประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำฟิลิปปินส์ในปี 2022 และมีนโยบายที่แข็งกร้าวต่อประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้

เช่น ในปี 2023 เกิดการปะทะในพื้นที่สันดอนโธมัสที่ 2 และสันดอนสการ์โบโรห์ เรือยามฝั่งจีนฉีดน้ำแรงดันสูง และยิงเลเซอร์ใส่เรือลาดตระเวนฟิลิปปินส์ส่งผลให้ลูกเรือตาบอดชั่วคราว เกิดเหตุการณ์พุ่งชนกันระหว่างเรือทั้งสองฝ่ายหลายครั้ง

ซึ่งสันดอนโธมัสที่ 2 ที่อยู่ห่างจากเกาะปาลาวันของฟิลิปปินส์ 194 กม. กลายเป็นจุดที่เกิดการปะทะระหว่างจีนและฟิลิปปินส์เรื่อยมา ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ ก.ค.2026 ฟิลิปปินส์กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่จีนใช้กระบองทำร้ายทหารเรือจนได้รับบาดเจ็บระหว่างการเผชิญหน้า ขณะที่จีนปฏิเสธและโต้กลับว่าฝ่ายฟิลิปปินส์เป็นผู้ยั่วยุและพุ่งชนเรือของจีน

ทั้งนี้ นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ไทยสามารถศึกษาก่อนเดินหน้าเข้าสู่การแก้ไขข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชา ภายใต้ UNCLOS 1982 แม้จะใช้กลไกและมีเงื่อนไขจำเพาะอาจแตกต่างกัน แต่บทเรียนสำคัญคือการมีคำตัดสินอาจไม่ได้รับประกันว่าข้อพิพาทจะยุติได้ทันที อาจต้องอาศัยเจตจำนงในการแก้ไขปัญหา การยอมรับและปฏิบัติตามผลของกระบวนการจากทั้งสองฝ่ายด้วยเช่นกัน 

อ้างอิง :