“กองทุนไถ่ตัว” ช่วยเหลือครั้งที่ 2 ผู้ต้องโทษปรับอีก 12 คน “ผศ.ดร.ปริญญา” เผย กระบวนการยุติธรรมไทย สร้างความเหลื่อมล้ำ กักขัง แม้ผู้ที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับในคดีเบา เฉลี่ยราว 3,000 คนต่อวัน จี้ควรแก้กฎหมาย วอนศาลเห็นใจให้ทำงานบริการสังคม เปิดใจหนึ่งในผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ
กองทุนไถ่ตัวหรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โครงการกองทุนทำงานไถ่ตัวเองจากสถานกักขัง” เป็นโครงการที่ริเริ่มโดย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องโทษปรับที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับจนต้องถูกนำตัวไปกักขังแทนค่าปรับ
กองทุนไถ่ตัวเป็นโครงการที่ริเริ่มโดย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนตัวจำนวน 98,500 บาทในการไถ่ตัวช่วยเหลือผู้ต้องโทษปรับครั้งที่ 1 จำนวน 4 คน จนกระทั่งปัจจุบันกองทุนมียอดเงินสะสมกว่า 300,000 บาท จากการสนับสนุนและยอดบริจาคของประชาชนที่เล็งเห็นความสำคัญของปัญหา
สำหรับในกลุ่มแรก ปัจจุบันมี 1 คนได้ทำงานเป็นแม่บ้านที่สำนักงานบริหารทรัพย์สินและการกีฬา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอีก 2 คนทำงานกับโครงการ “ตั้งต้นดี” ซึ่งทั้ง 3 คนนี้ได้ทำงานคืนเงินให้กองทุนจนครบถ้วนแล้วและยังคงทำงานต่อที่เดิมเนื่องจากทำงานได้ดี ส่วนอีก 1 คน แม้จะมีปัญหาติดขัดในการทำงานเล็กน้อย แต่ก็กำลังทยอยทำงานคืนกองทุนอยู่เช่นกัน
ต่อมาทางโครงการได้เปิดรับผู้ต้องโทษปรับเข้าร่วมโครงการในครั้งที่ 2 อีกจำนวน 12 คน โดยมีการรับตัวไปทำงานล่วงหน้าแล้ว 2 คน และล่าสุด (9 ก.ย. 2568) เวลา 10.00 น. ทางกองทุนได้เดินทางไปที่สถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี เพื่อไถ่ตัวและรับตัวผู้ต้องโทษปรับมาทำงานเพิ่มอีก 8 คน ในจำนวนนี้มี 1 คนที่ขอยืมเงินกองทุนไปจ่ายค่าปรับ เนื่องจากมีงานทำอยู่แล้วและจะทำงานเพื่อหาเงินมาคืนกองทุน ส่วนอีก 7 คน ได้รับการจัดสรรให้ไปทำงาน ได้แก่ 1 คน เป็นแม่บ้านที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 6 คนทำงานที่โครงการ “ตั้งต้นดี” ของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องโทษอีก 2คนที่จะมารับตัวในสัปดาห์หน้า เพื่อไปทำงานที่สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งการไถ่ตัวรอบนี้มียอดชำระเงินค่าไถ่ตัวรวมประมาณ 280,000 บาท พร้อมกันนี้ ผศ.ดร.ปริญญา ยังได้กล่าวขอบคุณโครงการ “ตั้งต้นดี” ที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยประสานงานหาแหล่งงานให้คนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสทำมาหากิน
ปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม
ผศ.ดร.ปริญญา ได้สะท้อนมุมมองว่า ปัญหากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยคือ การนำคนมาขังคุกมากเกินไปโดยไม่จำเป็น แม้กระทั่งผู้ที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับในคดีสถานเบาก็นำมาขังด้วย ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน หากเปรียบเทียบกับผู้กระทำความผิดฐานเดียวกันแต่มีเงินจ่ายค่าปรับ ก็จะสามารถพ้นโทษและกลับบ้านได้ทันที การนำคนไม่มีเงินมาขังไว้จึงไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อสังคม ทั้งในสถานกักขังก็ไม่มีกระบวนการฝึกอาชีพอย่างจริงจังเพราะเป็นโทษระยะสั้น ต่างจากนักโทษเด็ดขาดทั่วไป โดยปัจจุบันมีตัวเลขผู้ต้องกักขังแทนค่าปรับสูงถึงราว 3,000 คนต่อวัน หากคำนวณตลอดทั้งปีจะมีจำนวนสูงถึงประมาณ 30,000 คน รัฐได้รายได้จากการกักขังนี้กลับคืนมาเพียงราว 500 ล้านบาท แต่กลับต้องแลกมาด้วยอิสรภาพและโอกาสในการทำมาหากินของประชาชน
หลักเกณฑ์อัตราโทษปรับและการกักขังแทนค่าปรับ
สำหรับอัตราการกักขังแทนค่าปรับตามกฎหมายปัจจุบัน จะกำหนดโทษปรับสูงสุดและต่ำสุดไว้ตั้งแต่ไม่เกิน 1 ปี โดยคิดอัตราเทียบเคียงคือเดือนละ 15,000 บาท หรือตกวันละ 500 บาท หากมียอดเงินค่าปรับตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป ระยะเวลาจะขยายออกไปแต่มีเพดานสูงสุดไม่เกิน 2 ปี แม้ยอดปรับจริงจะสูงถึงหลักล้านบาทก็ตาม ส่วนยอดปรับอื่นๆ จะใช้วิธีนำ 500 บาทไปหาร เช่น โทษปรับ 15,000 บาท เท่ากับต้องถูกกักขัง 1 เดือน, โทษปรับ 20,000 บาท เท่ากับ 2 เดือน หรือหากปรับเพียง 500 ถึง 1,000 บาท แต่ไม่มีเงินจ่าย ก็จะต้องถูกกักขังแทนเป็นเวลา 1 ถึง 2 คืน
ข้อเสนอการแก้ไขกฎหมายและแนวทางทางออก
ผศ.ดร.ปริญญา ได้เสนอแนวทางแก้ไขระยะยาวคือ การแก้ไขกฎหมายให้ผู้ที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับสามารถ"ทำงานบริการสังคม" หรือทำงานให้กับรัฐและหน่วยงานต่างๆ อย่าง อบจ. หรือเทศบาล เช่น งานเก็บผักตบชวา เก็บขยะ ลอกท่อ หรือทำงานตามความถนัดรวมถึงให้ภาคเอกชนรับไปทำงาน เพื่อหาเงินมาใช้คืนกองทุนให้นำไปหมุนเวียนช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการยื่นหนังสือถึง 5 พรรคการเมืองหลักเพื่อผลักดันเรื่องนี้แล้ว พร้อมทั้งอยากวอนขอความเมตตาจากศาลในการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องโทษได้ทำงานบริการสังคม เนื่องจากปัจจุบันมีระเบียบของประธานศาลฎีกาและกฎหมายรองรับชัดเจนว่า สามารถทำงานบริการสังคมวันละ 4 ชั่วโมงได้ (เช่น โทษปรับ 15,000 บาท ทำงานบริการสังคม 30 วัน หรือปรับ 5,000 บาท ทำงาน 10 วัน โดยมีกรมคุมประพฤติคอยดูแลจัดหางาน) แต่ในทางปฏิบัติปัจจุบัน ร้อยละ 95 ของผู้ที่ร้องขอ มักจะไม่ได้รับการอนุญาตจากศาล ทำให้ต้องถูกส่งตัวเข้าสถานกักขังแทน
เป้าหมายการดำเนินงานของกองทุนในอนาคต
สุดท้ายนี้ ผศ.ดร.ปริญญา เผยว่า โครงการกองทุนไถ่ตัวนี้ถูกกำหนดให้ดำเนินกิจการเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น เนื่องจากมีความคาดหวังว่าปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขในเชิงระบบภายในกรอบระยะเวลา 2 ปี และหากมีงบประมาณหรือเงินที่เหลือจากโครงการ ก็จะถูกนำไปช่วยเหลือคนจนกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ความในใจจากหนึ่งในผู้ถูกช่วยเหลือในกองทุนไถ่ตัว
นางสาววารุณี (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ข้ามชาติ ในตอนแรกศาลสั่งปรับ ยอด 90,000 บาท แต่ตนรับสารภาพ ทำให้ได้ลดโทษ เหลือ 45,000 บาท
รอบแรกตนจ่ายค่าปรับไปแล้วครึ่งหนึ่งของค่าปรับ เป็นเงิน 22,500 บาท ซึ่งจะต้องผ่อนชำระกับศาลอีก22,500 บาท แต่ตนไม่ได้ติดตามจ่าย เพราะคิดว่าศาลจะแจ้งยอดค่าปรับและนัดวันจ่ายให้ จึงปล่อยผ่านไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นหมายจับ
ในวันที่ 16 ก.ค. 69 นางสาววารุณี ได้ไปขึ้นรถไฟ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัตรประชาชนแล้วขึ้นหมายจับ จึงถูกจับ ศาลสั่งขัง 88 วัน โดยค่าปรับที่จ่ายไปรอบแรก 22,500 บาท จะถูกริบ ต้องจ่ายค่าปรับใหม่เต็มจำนวน ทั้งหมด 90,000 บาท
การใช้ชีวิตในเรือนจำ นางสาววารุณี เล่าว่า ลำบากมาก ไม่มีงานให้ทำ ต้องใช้ชีวิตทิ้งไปวันๆ ทำทุกอย่างตามตารางเวลา คือ กินข้าว-อาบน้ำ ภายในเวลา 15 นาที 11.00 น. กินข้าวกลางวัน, 14.00 น. กินข้าวและอาบน้ำก่อนเข้าห้อง และ 18.00 น. สวดมนต์
ผู้หญิงที่ยังอยู่ในเรือนจำตอนนี้มีประมาณ 49 คน รวมคนต่างด้าว สังคมในเรือนจำคือ ถ้าไม่มีญาติเพื่อนจะไม่คบ อาหารไม่อร่อย ทำให้เกิดอาการจิตตก ทำร้ายตนเอง เนื่องจากตอนใช้ชีวิตปกติเคยได้สื่อสารกับผู้คน และทำกิจกรรมต่างๆ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ข้างในทุกอย่างต้องทำตามกฎ
ถ้าตนมีญาติ แล้วญาติมีเงินมาประกันตัวอาจทำให้มีความหวังอยู่บ้าง เพราะความหวังจากศาลมีน้อยมาก เนื่องจากหากศาลจะสั่งให้ตนบำเพ็ญประโยชน์เพื่อไถ่โทษ คงจะให้ทำตั้งแต่แรก โดยไม่สั่งกักขัง
เมื่อทราบว่าจะมีโครงการนี้มาช่วย ตนรู้สึกดีใจมากจนนอนไม่หลับ และได้เสนอชื่อตนเองเข้าสู่การคัดเลือก เพราะหากได้อยู่นอกเรือนจำจะยังหาเงินได้ แต่อยู่ข้างในไม่ได้อะไรเลย นอน-กินเปลืองข้าวของเรือนจำ ศูนย์ฝึกอาชีพก็ไม่มี แต่ถ้าได้ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ ก็จะผ่อนผันประมาณวันละ 500 บาท
สิ่งที่ตั้งเป้าไว้เมื่อได้รับคัดเลือก อยากลบคำสบประมาทเรื่องคำว่า “ขี้คุก” จึงจะตั้งใจทำงานเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี เพื่อให้เพื่อนที่ยังอยู่ข้างในเรือนจำ ซึ่งทุกคนต่างมีความหวังอยากจะออก มีโอกาสได้รับการคัดเลือกในโครงการต่อๆ ไป โดยกลุ่มคนที่ได้รับคัดเลือกให้ออกมา ณ ขณะนี้ มีจำนวน 60 คน และเป็นความหวังที่เพื่อนๆ ข้างในได้ฝากฝังไว้