เด็กไทยอันดับที่ 53 ผลประเมิน PISA 2025 แก้ปัญหา “วิทย์ – คณิต” เฉลี่ยคะแนนดีกว่าครั้งก่อนทุกด้าน กลุ่มโรงเรียนขยายโอกาส สังกัด สพฐ. คะแนนสูงอย่างมีนัยสำคัญ ด้านจีน ครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง รองลงมาสิงคโปร์

วันนี้ (8 ก.ย.69) แถลงข่าวผลการประเมิน PISA 2025 โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมเปิดผลการประเมิน

โดยข้อมูลรายงานระบุว่า การประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) นักเรียนอายุ 15 ปี โดยได้ทำการประเมินทุก 3 ปี เพื่อติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษา ครอบคลุมการประเมินความรู้ 3 ด้าน ได้แก่ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ,ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์,ความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์


PISA 2025 มีนักเรียนจากทั่วโลกเข้าร่วมการประเมินกว่า 760,000 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทน

ของนักเรียนอายุ 15 ปี ประมาณ 33 ล้านคน จาก 91 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย สถาบันส่งเสริม

การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในฐานะศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ ได้ดำเนินการจัดสอบ PISA 2025 เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการประเมินจำนวน 8,547 คน จากสถานศึกษา 273 แห่ง ครอบคลุมทุกสังกัดการศึกษา

สำหรับผลการประเมิน สมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ด้านวิทยาศาสตร์ของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ย 482 คะแนน ซึ่งจีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) และสิงคโปร์ มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมิน

โดยจีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดคือ 597 คะแนน ส่วนสิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ย 560 คะแนน สำหรับประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์รองลงมา ได้แก่ มาเก๊า จีนไทเป ญี่ปุ่น เอสโตเนีย เกาหลี สหราชอาณาจักร แคนาดา นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย


สำหรับผลการประเมินด้านคณิตศาสตร์และการอ่าน กลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ย 463 และ

461 คะแนน ตามลำดับ โดยจีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) มีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์สูงที่สุด

คือ 612 คะแนน รองลงมาคือ สิงคโปร์ ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ย 563 คะแนน ส่วนด้านการอ่าน สิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านสูงที่สุดคือ 535 คะแนน รองลงมาคือ จีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง)มีคะแนนเฉลี่ย 527 คะแนน

เมื่อเทียบกับ PISA 2022 พบว่า กลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านและคณิตศาสตร์

ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ลดลง 14 และ 9 คะแนน ตามลำดับ ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ลดลง 3คะแนน แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

ขณะเดียวกันมี 8 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่มีคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านเพิ่มขึ้นจาก PISA 2022 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ จอร์เจีย กัมพูชา จอร์แดน มอนเตเนโกร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไทย ตุรกี และฟิลิปปินส์

จากการประเมินด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่านแล้ว PISA 2025 ได้มีการประเมินเพิ่มเติมด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล ซึ่งวัดความสามารถในสองส่วน ได้แก่ การแก้ปัญหาเชิงคำนวณ และการกำกับตนเองเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งผลการประเมินด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณได้เผยแพร่พร้อมกับการประเมินหลักทั้งสามด้าน โดยกลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ยด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ500 คะแนน ซึ่งประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีผลการประเมินด้านนี้สูงสุดคือ มาเก๊า

มีคะแนนเฉลี่ย 572 คะแนน รองลงมาห้าอันดับแรกเป็นประเทศ/เขตเศรษฐกิจในเอเชียทั้งหมด ได้แก่ สิงคโปร์ จีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) ญี่ปุ่น จีนไทเป และฮ่องกง ส่วนการรายงานผลด้านการกำกับตนเอง เพื่อการเรียนรู้จะเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2570


เด็กไทยรั้งอันดับที่ 53 ดีขึ้นกว่าครั้งก่อน


นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์ 432 คะแนน ด้านคณิตศาสตร์ 407 คะแนน ด้านการอ่าน 392คะแนน

และด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ 476 คะแนน ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ในทุกด้าน

โดยนักเรียนหญิงมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนชายทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ยกเว้นด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ ที่นักเรียนชายมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนหญิง

สำหรับผลการประเมินจำแนกตามสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะ

ด้านการออกแบบและประเมินกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการแปลความหมายข้อมูลและ

ใช้ประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมีวิจารณญาณ 434 คะแนน ซึ่งมากกว่าคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะด้านการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ และสมรรถนะด้านการศึกษาค้นคว้า ประเมิน และใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อการตัดสินใจ และการลงมือกระทำ ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 428 และ 429 คะแนน ตามลำดับ


เมื่อเทียบกับ PISA 2022 พบว่า คะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านของประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยด้านวิทยาศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 23 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และการอ่านมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นด้านละ 13คะแนน


ทั้งนี้ แนวโน้มผลการประเมินของประเทศไทยตั้งแต่ PISA 2000 จนถึง PISA 2025 พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ และการอ่านมีแนวโน้มลดลง ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงทางสถิติ


เมื่อวิเคราะห์ตามกลุ่มโรงเรียน พบว่า กลุ่มโรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยทุกด้านสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ

กลุ่มประเทศสมาชิก OECD และมีคะแนนเฉลี่ยใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนเฉลี่ยสูง

สำหรับกลุ่มโรงเรียนสาธิตมีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก

OECD ส่วนด้านการอ่านมีคะแนนเฉลี่ยใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ทั้งนี้ กลุ่มโรงเรียนอื่น ๆ

ยังคงมีคะแนนเฉลี่ยในทุกด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD


เมื่อเทียบกับ PISA 2022 พบว่า เกือบทุกกลุ่มโรงเรียนมีคะแนนเฉลี่ยในทิศทางที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในทั้งสามด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับกลุ่มโรงเรียนของสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร มีคะแนนเฉลี่ย

ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนกลุ่มโรงเรียนมัธยมศึกษาของสำนักงาน

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและกลุ่มโรงเรียนในสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่านระหว่างนักเรียนกลุ่มคะแนนสูง

(มีคะแนนอยู่ในตำแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90) กับนักเรียนกลุ่มคะแนนต่ำ (มีคะแนนอยู่ในตำแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10)

ของประเทศไทย พบว่า นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีคะแนนเฉลี่ยในแต่ละด้านแตกต่างกันประมาณ 200 คะแนน และเมื่อเทียบ

กับ PISA 2022 พบว่า ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านของนักเรียนทั้งสองกลุ่มนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

นักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มบนสุดของประเทศ (ตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ขึ้นไป)


หรือนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มได้เปรียบมีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มล่างสุดของประเทศ (ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25)หรือนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มด้อยเปรียบอยู่ 55 คะแนน ซึ่งมีช่องว่างที่แคบกว่ากลุ่มประเทศสมาชิก OECD ที่นักเรียนทั้งสองกลุ่มนี้มีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์แตกต่างกันถึง85 คะแนน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ PISA 2015 ถึง PISA 2025 ช่องว่างความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์นักเรียนไทยทั้งสองกลุ่มนี้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่สำหรับกลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีช่องว่างของความแตกต่างที่แคบลง เนื่องจากนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มด้อยเปรียบมีคะแนนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น แต่กลุ่มนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มได้เปรียบยังคงรักษาระดับของคะแนนเฉลี่ยได้เท่าเดิม


สำหรับนักเรียนกลุ่มช้างเผือก ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มด้อยเปรียบ แต่มีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่มบนสุดของประเทศ (ตำแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ขึ้นไป) พบว่า ประเทศไทยมีนักเรียนกลุ่มช้างเผือกอยู่ 17% ในขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่12% จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นักเรียนเหล่านี้ถือได้ว่ามีความเข้มแข็งทางวิชาการโดยสามารถมีผลการประเมินที่ดีได้ แม้จะมีความด้อยเปรียบทางสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม