เจาะเวทีเสวนา สะท้อนบทเรียน กทม.ใช้ฝ่ายมั่นคงจัดระเบียบ “คนไร้บ้าน” ห่วงทำลายศักดิ์ศรี-ความไว้วางใจ “ภาคประชาสังคม” ชี้กลัดกระดุมผิดเม็ด แนะแก้ปัญหาบ้านอิ่มใจแออัด-จ้างงานตรง อุดหนุนที่พักราคาถูก
เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทาง กทม. เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานภาครัฐมีการจัดระเบียบ "คนไร้บ้าน" บริเวณถนนราชดำเนินและใกล้เคียง มีการชักชวนคนไร้บ้านให้เข้าสู่กระบวนการให้ความช่วยเหลืออย่าง “บ้านอิ่มใจ” ซึ่งถูกมองว่าทำให้คนไร้บ้านหลายคนต้องตกลง เนื่องจากเกรงกลัวบุคคลในเครื่องแบบ มองว่าเป็นคำเชิญที่ไม่อาจปฏิเสธได้
วันนี้ (8 ก.ย. 2569) คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) และมูลนิธิอิสรชน ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “จัดระเบียบคนไร้บ้าน : การปฏิบัติและทางเลือก” ณ ห้องประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนและพินิจพิจารณาข้อเท็จจริงในชีวิตของคนไร้บ้าน ท่ามกลางกระแสสังคมที่มีทั้งมุมมองด้านความเดือดร้อนรำคาญ และความเห็นอกเห็นใจต่อกลุ่มคนเปราะบาง
รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ได้กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญว่า การแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านจำเป็นต้อง “ฟังเสียงของคนไร้บ้าน” โจทย์ที่แท้จริงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “การจัดระเบียบ” หรือ “สิทธิของคนไร้บ้าน” แต่คือการทำให้ทั้งสองสิ่งดำเนินไปด้วยกันได้อย่างลงตัว
พร้อมเตือนว่า “ความไว้วางใจ” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่ภาครัฐและภาคประชาสังคมร่วมกันสร้างมานานกว่า 20 ปี กำลังสุ่มเสี่ยงที่จะถูกทำลายลงจากกระบวนการจัดระเบียบที่เข้มงวดเกินไป
กทม.แจงปมจัดระเบียบจุดแจกอาหาร-ข้อจำกัดของบ้านอิ่มใจ
นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงว่า กทม. ไม่เคยมีนโยบายกวาดจับหรือจัดระเบียบคนไร้บ้านด้วยความรุนแรง แต่เป้าหมายหลักคือการ “จัดระเบียบจุดแจกอาหาร” และดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่สาธารณะ
ขณะเดียวกัน กทm. ได้เข้ามาปรับปรุง “บ้านอิ่มใจ” เพื่อให้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวและจุดคัดกรองช่วยเหลือเบื้องต้น แม้จะยังมีข้อจำกัดเรื่องอัตรากำลังเจ้าหน้าที่และงบประมาณ ส่วนการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจและตำรวจนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ โดย กทม. ยืนยันว่าได้กำชับให้เจ้าหน้าที่คำนึงถึงการเคารพสิทธิและมนุษยธรรมเสมอ
นางสาวฐาปนีย์ ศิริสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวคือโครงการ “การยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในเกาะรัตนโกสินทร์” โดยไม่อยากใช้คำว่าจัดระเบียบเนื่องจากมีความหมายดูรุนแรงและให้ความรู้สึกแง่ลบ
ปฏิบัติการนี้มีการแบ่งบทบาทตามกฎหมาย คือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดูแลพื้นที่ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ พ.ศ. 2535 ส่วน พม. ดูแลการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 โดยเน้นความสมัครใจ แต่หน้างานจริง การลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจและตำรวจ กลับส่งผลให้เกิดภาพที่รุนแรงเกินความตั้งใจเดิม ปัจจุบันมีคนไร้บ้านสมัครใจเข้าสู่บ้านอิ่มใจ ของ กทม. ประมาณ 30 ราย และสถานคุ้มครองของ พม. ประมาณ 7 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาว
จวกรัฐย้ำภาพจำกวาดล้าง-อคติต่อคนไร้บ้าน
นางอัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน สะท้อนว่า การใช้เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบลงพื้นที่สร้างความตื่นกลัวและทำลายความไว้วางใจที่สร้างมานาน อีกทั้งการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียของภาครัฐที่ฉายภาพเชิงลบเรื่องการรับแจกอาหารหรือการทะเลาะวิวาท ยิ่งเป็นการตอกย้ำอคติในสังคม ตีตราว่าคนไร้บ้านขี้เกียจ ทั้งที่ปัญหาที่แท้จริงเกิดจากช่องว่างในระบบสวัสดิการ รวมถึงเงื่อนไขกฎระเบียบของศูนย์พักพิงที่เน้นการควบคุมมากกว่าความเข้าใจ เป็นการ “คิดแทน” จากมุมมองของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับวิกฤตชีวิตจริง
วิกฤตผู้ป่วยจิตเวชล้นระบบ
นายสิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยข้อมูลเชิงวิจัยว่า สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 11 แห่งทั่วประเทศมีผู้เข้าพักเกินศักยภาพ และกว่า 80% เป็นผู้ป่วยจิตเวช ทำให้ผู้เข้าพักรายอื่น ทั้งผู้สูงอายุหรือผู้พิการต้องกลายเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยปริยาย
อีกทั้งยังขาดฟังก์ชันการฟื้นฟูเพื่อคืนคนสู่สังคมและติดปัญหาการส่งต่อข้ามกระทรวง เนื่องจากสถานสงเคราะห์เฉพาะทางมีคิวยาว ส่งผลให้สถานคุ้มครองฯ กลายเป็นสถานที่พักพิงระยะยาวโดยสภาพแต่ไม่ทำหน้าที่คืนคนสู่สังคม
ข้อจำกัด “บ้านอิ่มใจ” แออัด-เจ้าหน้าที่ไม่พอ-ฝึกอาชีพแต่ไม่ได้ใช้จริง
นายสิทธิพล เปิดเผยว่า สำหรับบ้านอิ่มใจที่ถูกใช้เป็นจุดรองรับหลัก พบปัญหาความแออัดจากการนำกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมารวมกัน ทั้งผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้ที่พร้อมทำงาน ทั้งมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับผู้พิการ
นอกจากนี้มีปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอ โดยมีเจ้าหน้าที่ทำงานทั้งหมด 20 คน ทำงานเพียง 4 คนต่อกะ แต่ต้องดูแลผู้ใช้บริการกว่า 200 คน (แบ่งเป็นพักในอาคารราว 100 คน และพื้นที่รอบนอกอีกราว 100 คน)
ขณะที่ระบบการฝึกอาชีพของรัฐ เช่น การชงเครื่องดื่ม ก็ไม่ตอบโจทย์เพราะคนไร้บ้านไม่มีทุนเปิดร้านหรือไม่มีตลาดรองรับ ต่างจากความต้องการจริงของคนไร้บ้านที่ต้องการ “รายได้ทันที” เพื่อนำไปจ่ายค่าเช่าห้องตั้งหลักชีวิต
แนะทางรอดเชิงระบบ “จ้างงานตรง-ให้ที่พักราคาถูก-ผลักดันสหวิชาชีพ MDT”
นายสมพร หารพรม ผู้ประสานงานมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ได้เสนอทางรอดเชิงระบบ ให้ กทม. จัดทำข้อมูลคัดกรองเชิงลึก เปลี่ยนจากการฝึกอาชีพเป็นการ “จ้างงานโดยตรง” เพื่อให้เกิดรายได้ทันที พร้อมกระจายจุดบริการที่พักฉุกเฉินขนาดเล็กไปตามพื้นที่ต่างๆ แทนการกระจุกตัว และสานต่อนโยบายอุดหนุนที่อยู่อาศัยราคาถูก โดยขยายผลจากโครงการห้องเช่าคนละครึ่ง
รวมถึงการผลักดันทีมสหวิชาชีพ (MDT) เข้ามาบริหารจัดการเคสภายในบ้านอิ่มใจอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยคัดกรองและส่งต่อเคสตามสภาพปัญหาที่หลากหลาย ทั้งด้านสวัสดิการ สุขภาพจิต และกฎหมาย โดยอาศัยความร่วมมือระหว่าง พม. กทม. กรมสุขภาพจิต และภาคีเครือข่าย เพื่อแก้ไขปัญหาเคสระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อสรุปจากเวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า การจัดระเบียบครั้งนี้คือบทเรียนของการ “กลัดกระดุมผิดเม็ด” ที่นำเอาฝ่ายความมั่นคงนำหน้าก่อนจัดเตรียมระบบรองรับ
ทางออกที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การจัดระเบียบเชิงพื้นที่ชั่วคราว หรือการโยนภาระให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือการสร้างระบบสวัสดิการและกลไกการส่งต่อที่มองทุกคนอย่างเท่าเทียม บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการฟื้นฟู “ความไว้วางใจ” ให้กลับคืนมา เพื่อให้คนไร้บ้านสามารถตั้งหลักและกลับคืนสู่สังคมได้อย่างแท้จริง