วัดพลังม็อบ สนธิ ประกาศทวงคืนประเทศไทย กดดันรัฐบาลสีน้ำเงินกวาล้างทุนเทา-จี้ดูแลประชาชน  “นักวิชาการ” มองจุดติดยาก ประเด็นยังไม่สุกงอม-มวลชนคนละกลุ่ม

วันนี้ (7 ก.ย.69) นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา และนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวการเคลื่อนไหวรอบใหม่ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ณ บ้านพระอาทิตย์ เรียกร้องให้มีการปราบปรามกลุ่มทุนต่างชาติสีเทาและปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย 

นายสนธิ ชี้ว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีชนวนเหตุมาจากความไม่พอใจของประชาชน ต่อปัญหาชาวต่างชาติและกลุ่มทุนเทาหลากสัญชาติ ทั้งจีน พม่า ยิว อินเดีย และรัสเซีย ที่เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้คนไทยเป็น “นอมินี” นอกจากยังชี้ถึงปัญหาการบริหารของรัฐบาลอนุทิน ว่าอุ้มกลุ่มทุนใหญ่ มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง ทั้งการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น, คดีฮั้ว สว., โครงการ TH-AI Passport เป็นต้น 

โดยในวันที่ 10 ก.ย.นี้ จะเดินทางไปยื่นหนังสือประท้วงที่ สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เพื่อแสดงจุดยืนและระดมมวลชนทุกภาคมารับทราบข้อเรียกร้อง พร้อมระบุว่า ไม่สนใจคำปรามาสว่าเป็นม็อบน้ำหมาก แม้เหลือแค่ตนคนเดียวก็พร้อมเดินหน้าสู้ พร้อมยืนยันว่าไม่ต้องการล้มรัฐบาล แต่จะกดดันจนอยู่ไม่สุข 

“ยอมตายเพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นเหมือนเดิม หลายคนด้อยค่าว่าม็อบผมเป็นม็อบน้ำหมาก ไม่เป็นไร ถามตัวเองว่าศรัทธาและเชื่อมั่นไหม ถ้าใช่ไม่ต้องไปกลัวอะไรทั้งสิ้น”

ประเด็นยังไม่สุกงอม ยากม็อบจุดติด

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยประเด็นนี้ กับ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ประเด็นทุนเทาต่างชาติอาจยังไม่สามารถเรียกมวลชนได้มากนัก หากเทียบกับการชุมนุมของ “คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย" เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2568 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งมีแกนนำกลุ่มเดียวกันคือ ทนายนกเขา และกลุ่ม คปท. และมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก โดยมองว่าแม้จะมีความเป็นชาตินิยมคล้ายๆ กัน แต่ในครั้งนั้นมีความชัดเจนมากกว่า ว่าเป็นความขัดแย้งระดับประเทศ และในเรื่องของ MOU ไทย-กัมพูชา ถูกประชาชนมองว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่รัฐบาลสองประเทศรู้เห็นเป็นใจกัน

ขณะที่ครั้งนี้ ในประเด็น "จีนเทา" ก็อาจไม่ได้ทรงพลังในแง่ของชาตินิยมมากนักหากเทียบกับกัมพูชา เพราะลึกๆ แล้วยังมีความรู้สึกเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันอยู่ ประเด็นของ “ยิวเทา” อาจปลุกความรู้สึกคนได้มากกว่าเพราะคนไทยมีการรับรู้ต่อชาวยิวในแง่ลบ แต่อย่างไรก็ดีกลุ่มนี้ยังไม่ได้มีขนาดใหญ่หรือส่งผลกระทบเป็นวงกว้างนัก

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อสอบถามว่า ต้องเป็นประเด็นใดจึงจะสามารถปลุกกระแสมวลชนได้นั้น ดร.สติธร มองว่า ในทุกประเด็นที่นายสนธิหยิบยกขึ้นมาในวันนี้ สามารถจุดม็อบติดได้ทั้งหมด หากประเด็นสุกงอมแล้ว หรือรัฐบาลแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ปล่อยปละละเลย ไม่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาใดๆ และไม่มีกลไกใดที่จะเอาผิดรัฐบาลได้ จนประชาชนต้องลงถนนมาเพื่อไล่รัฐบาล

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แม้รัฐบาลจะมีอำนาจมาก แต่หลายคนมองว่าพอมีช่องทางจัดการได้อยู่ รวมถึงปัญหาและคดีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น คดีฮั้ว สว.หรือโกงสอบท้องถิ่น กระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุดและยังมีความพยายามในการเอาผิดอยู่บ้าง แม้จะไม่ถึงนักการเมืองตัวใหญ่ในรัฐบาล แต่มีแนวโน้มว่าอย่างน้อยความผิดอาจไปถึงนักการเมืองระดับที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล หรือถึงข้าราชการระดับสูง เช่น อธิบดี  

นอกจากนี้การระบุว่าเป็นม็อบเพื่อ “กดดันรัฐบาล” ให้ทำงานดีขึ้น ไม่ใช่ “ไล่รัฐบาล” หลายคนจึงมองว่า อาจไม่จำเป็นต้องถึงขั้นลงถนนหรือไม่ เพราะยังมีช่องทางอื่นในการกดดันรัฐบาลอยู่ 

“มองว่าประเด็นยังไม่สุกงอม ในการกดดันเรื่องของทุนเทาต่างชาติ รัฐบาลยังมีเครื่องมือ ยังสามารถออกกฎหมายบางอย่างมาจัดการ เช่น อาจบอกว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เข้มงวดกวดขันมากขึ้นเหมือนตอนจัดการสแกมเมอร์ ก็อาจทำให้อารมณ์ของประชาชนเบาลงได้ เพราะรัฐบาลตอบสนอง”

ปัจจัยมวลชนต่างกลุ่ม 

ดร.สติธร ยังมองว่ามีปัจจัย “กลุ่มมวลชน” ที่แตกต่างกันด้วย เพราะกลุ่มที่อาจเข้าร่วมกับนายสนธิ อาจเป็นกลุ่มพันธมิตรเดิม ซึ่งปัจจุบันมีอายุมากแล้วอาจไม่สะดวกในการเข้าร่วม ส่วนกลุ่ม กปปส.แกนนำหลายคนก็อยู่ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน และประชาชนที่ร่วมม็อบจำนวนมากก็เป็นโหวตเตอร์ของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 

“ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า คุณสนธิก็มีพลังในช่วงของม็อบพันธมิตรปี 2549 แต่ม็อบในช่วงต่อมาที่มีพลังจนทำให้เกิดการล้มรัฐบาลได้ คือม็อบ กปปส.ปี 2557 ซึ่งไม่ได้มีคุณสนธิเป็นแกนนำ แต่เปลี่ยนมือมาเป็นกลุ่มของลุงกำนันตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งในวันนี้เอง แกนนำ กปปส.ก็อยู่ในรัฐบาลหลายคน กลุ่มผู้สนับสนุนจึงอาจยังคิดว่ารัฐบาลนี้ยังเป็นของเรา คงยังไม่ต้องรีบออกมาไล่”

ส่วนกลุ่มคนที่เป็นโหวตเตอร์พรรคเพื่อไทยก็คงไม่เข้าร่วมอยู่แล้ว เช่นเดียวกับกลุ่มโหวตเตอร์พรรคประชาชน แม้จะต้องการไล่รัฐบาลก็ยากที่จะมาเข้าร่วมกับนายสนธิ

ขณะที่กลุ่มโหวตเตอร์พรรคกล้าธรรมส่วนใหญ่แล้วก็อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด หรือแม้แต่กลุ่มโหวตเตอร์พรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ เอง ก็ยากที่จะบอกว่าจะมาเข้าร่วมด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ในการนัดชุมนุมวันที่ 10 ก.ย.69 เพื่อยื่นหนังสือต่อสถานทูตอิสราเอล อาจไม่ได้กระทบกับตัวรัฐบาลโดยตรง แต่รัฐบาลคงต้องเข้ามาจัดการให้เหมาะสมเพราะเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ 

ส่วนการนัดชุมนุมใหญ่หลังวันที่ 14 ก.ย.69 หาก กกต.มีมติไม่ตัดตอนไม่ส่งฟ้องคดีฮั้ว สว.นั้น ดร.สติธร มองว่า กระแสความไม่พอใจอยู่ในมวลชนกลุ่มที่อยู่ตรงข้ามนายสนธิมากกว่า หากเทียบกับกรณีของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ที่นัดมวลชนรวมตัวที่หน้าหอศิลป์ เพื่อกดดันคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 13 ก.ย.นี้ อาจมีน้ำหนักที่ทำให้ประชาชนมีอารมณ์ร่วมได้สูงกว่า 

“ความไม่พอใจในประเด็นฮั้ว สว.มีอยู่แล้ว แต่ถูกแสดงออกในโซเชียลมีเดียมากกว่า ต้องรอดูว่าการนัดชุมนุมของคุณยิ่งชีพในวันที่ 13 ก.ย.นี้ จะมีคนมาเข้าร่วมมากน้อยแค่ไหน และจะส่งแรงกระเพื่อมไปถึงการลงมติของ กกต.ในวันที่ 14 ก.ย.อย่างไร ซึ่งหากผลออกมาว่าไม่ส่งฟ้องใครเลยหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น กรณีนี้ยังพอเห็นร่องรอยมากกว่า ว่ามีโอกาสซ้ำรอยม็อบยุคหลังเลือกตั้ง 2562”